ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข่าวเกษตรกรรม
สารบัญความรู้ทางการเกษตร
FAQ
   
 

 
Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมส่งเสริมการเกษตร

29. อยากทราบสถานที่จำหน่ายเมล็ดข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ว่ามีที่ไหนบ้างแถว ๆ กทม.

ข้าวโพดหากใช้ปริมาณไม่มากพอหาให้ได้มีเกษตรกรทำแปลงสาธิตการผลิตโดยไม่ใช้สารเคมีเลยเป็นแปลงทดลองอยู่ประมาณ 1 ไร่ ภายใต้การดูแลและส่งเสริมของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำแขวงคลองสิบ ติดต่อทาง E - mail หรือที่ "ร้านค้าชีวภาพแขวงคลองสิบ" เขตหนองจอก กรุงเทพ 10530 โทร. 02-988-6797


28. อยากทราบที่ขายกิ่งพันธุ์มะนาวแป้น กับชมพู่เพชร

ร้านสุวรรณพันธุ์ไม้ ต.คลองจินดา อ.สามพราน จ.นครปฐม 

โทร 0-3439-7432,

0-1294-7986

ร้านไร่ขิงพันธุ์ไม้ ต.ท่าตลาด อ.สามพราน จ.นครปฐม

โทร 0-3432-1260,0-1943-2231,0-1435-5332

ร้านสุชาติพันธุ์ไม้ 86/30 ม.5 ต.พระปะโทน อ.เมือง จ.นครปฐม


27. อยากทราบแหล่งขายสมุนไพรเหล่านี้ เช่น หางไหล สาบเสือ ย่านสาวดำ สะเดา

หางไหล สาบเสือ ย่านสาวดำ สะเดา(ใบและผล) หนอนตายอยาก ตะไคร้หอม ลายเสือ สบู่ดำ บอระเพ็ด ต้องการนำไปทำสารขับไล่แมลงในเชิงชีวภาพ หรือหากมีแหล่งที่ผลิตสารสำเร็จรูปดังกล่าวอยู่แล้ว : เนื่องจากสมุนไพรที่กล่าวมานี้เป็นสมุนไพรทางการเกษตรสามารถหาได้ในตลาดจตุจักร บางชนิดต้องสั่งล่วงหน้าโดยติดต่อให้แม่ค้าในตลาดจตุจักรช่วยหาให้ โดยทั่วไปแล้วในการผลิตสารไล่แมลงมักใช้พืชสมุนไพรหลายชนิดรวมกันซึ่งจะมีสรรพคุณครอบคลุมมากกว่าแต่สมุนไพรแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณของมันเอง เช่น รากสดหางไหลทุบละเอียดแช่น้ำใช้ป้องกันกำจัดแมลงวัน ไร หนอนกระทู้ผัก หากต้องการน้อยสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าวัสดุการเกษตรหรือในตลาดจตุจักร แต่หากต้องการมากแนะนำให้ผลิตเอง หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อที่กลุ่มส่งเสริมการผลิตสมุนไพร โทร.02-5799547 ส่วนสมุนไพรที่ใช้ในการกำจัดปลวกสามารถใช้ละหุ่งโดยใช้ส่วนของใบหรือเมล็ดทุบ หมักนำมารดก็ได้


26. รายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องมือในการตรวจหาสารพิษตกค้างจากผักและผลไม้ ราคา และหาซื้อได้ที่ไหน

ชุดตรวจสอบสารพิษตกค้างในอาหารที่พัฒนาขึ้นโดยคุณกอบทอง ธูปหอม นักวิทยาศาสตร์ ประจำกองอาหาร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ สามารถตรวจสอบสารพิษตกค้างของสารกำจัดศัตรูพืชได้ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต และกลุ่มคาร์บาเมท ซึ่งเป็นสารเคาที่มีการใช้มาก ในพืชผัก ผลไม้ ฯลฯ วิธีการตรวจไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว และราคาถูก ผลการตรวจมี 3 ระดับ คือ ไม่พบสารพิษตกค้าง พบระดับปลอดภัย และพบในระดับที่ไม่ปลอดภัย ชุดอุปกรณ์ ราคาชุดละ 1500 บาท ชุดน้ำยา ราคาชุดละ 300 บาท น้ำยา 1 ชุด ตรวจได้ 10 ตัวอย่าง สามารถซื้อได้จากกรมวิทยาศาสตร์ การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ถ.ติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี โทร. 02-9510000 ต่อ 9622,9561 หรือ ห้างจีทีการค้า เลขที่ 125/4 หมู่ 5 ต.บางกรวย อ.บางกรวย จ.นนทบุรี โทร.02-4460465 สำหรับคู่มือและรายละเอียดวิธีการตรวจคุณจะได้รับพร้อมกับชุดอุปกรณ์ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมทางโทรศัพท์หมายเลข 02-5614663 คุณสุมนาหรือ 02-9406081-94 ต่อ 472 คุณเลขา หรือสำนักงานเกษตรจังหวัดทุกจังหวัด


25. โรคกิ่งแห้งของพริก

ลองสังเกตุดูลักษณะอาการต้นพริกให้ชัดเจนอีกที แล้วขอให้เข้าไปอ่านรายละเอียดที่หน้าเว็บกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วเลือกกองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช คลิ๊กสารสนเทศในงานป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช แล้วเข้าไปคลินิคเกษตร ซึ่งจะมีรายละเอียดของโรคพริก


24. มีวิธีป้องกัน กำจัดไม่ให้ด้วงไฟมากินต้นมะพร้าวน้ำหอมหรือไม่

ด้วงไฟหรือด้วงงวงมะพร้าวมี 2 ชนิด คือ ด้วงงวงมะพร้าวชนิดเล็ก (Rhynchophorus) ด้วงงวงมะพร้าวชนิดใหญ่ (Rhynchoprus vulneratus) หนอนของด้วงงวงจะกัดกินส่ววนอ่อนของมะพร้าวหรือโคนมะพร้าวทำให้มะพร้าวแคระแกรน ใบหดสั้น ใบอ่อนร่วง คอมะพร้าวเน่า ตัวเต็มวัยจะกัดกิน และวางไข่อ่อนบริเวณคอมะพร้าวที่ถูกด้วงแรดทำลายเพื่อขยายพันธุ์ วิธีการป้องกันกำจัด ต้องกำจัดด้วงแรด และด้วงงวงมะพร้าวควบคู่กันไป ดังนี้ 1.ทำลายแหล่งขยายพันธุ์ของด้วงแรด และด้วงงวงมะพร้าว (แหล่งขยายพันธุ์ได้แก่ ซากลำต้น ตอของต้นมะพร้าว ซากชิ้นส่วนของพืช และกองมูลสัตว์) โดยไม่ปล่อยแหล่งขยายพันธุ์ทิ้งไว้เกิน 2-3 เดือนให้ทำการเผาทำลาย ถ้าต้องกองมูลสัตว์หรือปุ๋ยหมักไว้ให้เกลี่ยไม่ให้หนาเกิน 15 ซม. และหมั่นพลิกกลับกองเพื่อตรวจหาไข่ หนอนดักแด้ และตัวเต็มวัย เพื่อกำจัดเสีย 2.ใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วหรือชันผสมน้ำมันยางทารอบต้น ตั้งแต่โคนถึงระดับเหนือพื้นดิน 2 ฟุต ที่พบรอยแตกของเปลือกป้องกันการวางไข่  3. หยอด คลอไพริฟอส (ลอร์สแบน 40 อีซี) 80 ซีซี/น้ำ 20 ลิตร หยอดตามรอยแผลหรือรูเจาะที่เกิดจากด้วงแรดและด้วงงวง


23. เมื่อเกิดโรคระบาดอย่างรุนแรงแจ้งได้ที่ใด

ส่วนบริหารศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร

ถ.พหลโยธิน แขวงลาดยาว เขต จตุจักร กรุงเทพฯ

10900โทร. 0-2579-5178 แฟกซ์ 0-2942-8542

http://www.doae.go.thhttp://ssnet


22. แหล่งปลูกกล้วยน้ำว้า

กล้วยน้ำว้ามีปลูกทั่วไปในประเทศไทย  ถ้าจะตอบว่าแหล่งใดปลูกกล้วยน้ำว้ามากที่สุด แหล่งปลูกได้แก่ เลย นครพนม หนองคาย ชุมพร ระนอง และนครราชสีมา


21. แหล่งจำหน่ายกล้วยหอมทองในจังหวัดเพชรบุรีพร้อมเบอร์ติดต่อ

ในเขตจังหวัดเพชรบุรีมีแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมี 2 แหล่งคือ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง เลขที่ 157/57 ถนนเพชรเกษม ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง เบอร์โทร. 0-3243-7556,0-3246-1153 หรือที่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด เลขที่ 91 หมู่ที่ 7 ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด โทร.0-3249-1355


20. แหล่งจำหน่ายกล้วยหอมทองในจังหวัดราชบุรีพร้อมเบอร์ติดต่อ

สำนักงานเกษตรจังหวัดราชบุรี

ถนน อุดมศิริ  อำเภอ เมือง จังหวัดราชบุรี 70000

โทร. 032-337-889 แฟกซ์ 032-315-404

E-mail: ratchaburi@doae.go.th และ ong032@yahoo.com

สำนักงานเกษตรอำเภอสวนผึ้ง

หมู่ 1 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี 70180

โทรศัพท์ 032-395019 โทรสาร 032-395019

Email : SUANPHUNG47@YAHOO.COM


19. เหตุใดส้มโชกุลสามารถปลูกได้ในจังหวัดยะลา พื้นที่ใดบ้างที่ปลูกในประเทศไทยที่เหมาะสมจะปลูกโชกุล

   ส้มโชกุล เป็นพันธุ์ส้มเปลือกล่อนที่กำลังได้รับความนิยม รู้จักกันในชื่อส้มสายน้ำผึ้งหรือส้มเพชร ยะลา ทรงต้นและขนาดต้นใกล้เคียงกับส้มเขียวหวานแต่ทรงพุ่มค่อนข้างจะหนาแน่นกว่า กิ่งและใบตั้งขึ้น ใบมีขนาดเล็กกว่าส้มเขียวหวานแต่สีใบเขียวเข้มกว่า ผลมีสะดือ ซึ่งเป็นลักษณะพิเศษ เนื้อแน่นชานนิ่ม มีเปอร์เซ็นของน้ำต่อผลสูง รสชาติหวานจัดอมเปรี้ยวเล็กน้อยผลแตกง่ายกว่าส้มเขียวหวาน เหมาะสำหรับปลูกทางภาคใต้ ถ้าจะปลูกภาคอื่นๆ ต้องมีการจัดการดินและน้ำที่เหมาะสม ไม่ควรปลูกในดินเหนียวเพราะผลจะแตกง่าย  

   ส้มโชกุล เป็นผลไม้ที่ปลูกในจังหวัดยะลา โดยเฉพาะที่อำเภอเบตง เป็นส้มพันธุ์ดี มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า "ส้มเพชรยะลา" เป็นส้มที่มีเนื้อสวย รสชาดดี หอมหวาน ส้มโชกุล จะมีมาก และให้ผลดีในระหว่างเดือนกรกฏาคม และสิงหาคม นอกนั้นก็มีบ้างประปราย เมื่อส้มอยู่ในท้องตลาด จะถูกคัดเป็นเกรด เกรด A B C ตามลำดับ ส้มเกรด A ราคาประมาณ ๔๕ - ๖๐ บาท นับว่าทำรายได้ดีให้กับเจ้าของสวน ชาวสวนส้มโชกุล เล่าว่า การใส่ปุ๋ย และการให้น้ำกับต้นส้ม เป็นสิ่งจำเป็นมาก และต้องเอาใจใส่ดูแลอย่างใกล้ชิด มิฉะนั้นแล้ว จะไม่ให้ผลดีเท่าที่ควร นอกจากจะขายผลส้มแล้วยังขายต้นส้มเพื่อขยายพันธุ์อีกด้วย


18. แมลงวันทองเจาะบวม มีวิธีกำจัดอย่างไร

สารที่ใช้ล่อแมลงวันผลไม้เพศผู้มีหลายชนิดทั้งที่ได้จากธรรมชาติ เช่น ดอกว่านเดหลี ใบกะเพรา และที่เป็นสารเคมีสังเคราะห์ คือ สารเมทธิลยูจินอล

 

วิธีที่ 1 หยดสารเมทธิลยูจินอลลงบนด้ายดิบหรือสำลีในกับดัก 10 - 15 หยด แล้วหยดสารเคมีฆ่าแมลง เช่น มาลาไธออน หรือไดคลอวอร์ส ลงด้วย 5 - 8 หยด เพื่อฆ่าแมลงวันผลไม้ ที่เข้ามาในกับดัก

สำหรับกับดัก ชาวสวนอาจทำได้เอง โดยใช้ขวดน้ำมันพืชหรือขวดน้ำพลาสติคใช้แล้ว ล้างให้สะอาด ตัดปลายด้านหนึ่งออกแล้วหุ้มด้วยพลาสติค เจาะรูขนาด 1 นิ้ว ด้านบนเจาะรูตรงกลางสำหรับผูกด้วยลวดหรือเชือกสำหรับแขวน ภายในกับดักตรงกลาง เจาะรูแขวนแท่งด้วยด้ายดิบหรือสำลี เพื่อไว้หยดสารล่อ

แขวนกับดักไว้บริเวณกึ่งกลางทรงพุ่มให้อยู่ในร่มเงา เนื่องจากสารนี้ถูกทำลายได้ง่ายถ้าโดนแสงแดดและความร้อน แขวนกับดักห่างกัน 20 เมตร ไร่ละ 5 จุด แล้วเติมสารทุก ๆ 3 - 5 อาทิตย์ 

การใช้สารล่อและกับดักให้ได้ผลควรติดตั้งกับดักก่อน การระบาด คือในราวเดือนกุมภาพันธ์ เป็นต้นไป และควรใช้ เป็นบริเวณกว้างให้ทั่วถึงกัน วิธีนี้จะช่วยลดจำนวนแมลงวันผลไม้ ในธรรมชาติลงได้มาก

 

วิธีที่ 2 การทำหมันแมลง

วิธีนี้ทำได้โดยนำดักแด้แมลงวันทองชนิดเดียวกับ ในพื้นที่จำนวนมากมาฉายรังสี ทำให้แมลงเหล่านี้เป็นหมัน แล้วปล่อยแมลงที่เป็นหมันนี้เข้าไปในสวนผัก บวม กับแมลงในธรรมชาติเพื่อลดการขยายพันธุ์ทำให้แมลงวันทองในธรรมชาติลดลงจนไม่ทำให้เกิดความเสียหาย ทางเศรษฐกิจอีกต่อไป

 

วิธีที่ 3 การเขตกรรม

การเขตกรรม โดยการเก็บผลที่ถูกทำลายเผาหรือ ขุดหลุมฝัง เพื่อเป็นการลดการ แพร่ขยายพันธุ์ในรุ่นต่อไป และตัดแต่งกิ่งทรงพุ่มให้โปร่ง กรมส่งเสริมการเกษตร ได้จัดให้มีการรณรงค์ เพื่อป้องกันและกำจัดแมลงวันทอง โดยให้มีการแข่งขัน ดักจับแมลงวันเพศผู้ให้ได้มากที่สุด ในช่วงเดือนที่มีการระบาด ของแมลงวันทองและแมลงวันผลไม้ เป็นประจำทุกปี และนอกจากนี้ยังจัดให้ มีโครงการทำหมันแมลงวันผลไม้ ซึ่งดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ ของกรมเพื่อร่วมกันกำจัดแมลงวันผลไม้ จึงขอให้เกษตรกร ชาวสวนร่วมมือกำจัดโดยพร้อมเพรียงกันเพื่อรักษาผลผลิต และคุณภาพของผักและผลไม้ไทย


17. แหล่งปลูกแตงไทย

แตงไทย ( Musk Melon, Melon )

   แตงไทยผลไม้ของไทยที่นิยมรับประทานกันมากไม่ว่าจะเป็นภาคไหนๆก็นิยมรับประทาน เพราะแตงไทยจะนำมาทำเป็นขนมหวานคู่กับลอดช่อง โดยใสน้ำกะทิและน้ำแข็งรับประทานแล้วอร่อยหอมหวานชื่นใจ เหมาะสำหรับที่จะรับประทานในหน้าร้อนลักษณะของแตงไทยจะยาวรีๆผลสีเขียวเมื่อสุกจะมีสีเหลือง น่ารับประทาน มีวิตามินและแร่ธาตุต่างๆมากมาย ปัจจุบันยังนินมนำมาทำเป็นแตงไทยปั่นก็อร่อยไม่แพ้รับประทานสดเลยทีเดียวนอกจากนั้นยังนำมาปรุงเป็นยาสมุนไพรรักษาโรคได้อีกด้วย

 

คุณค่าทางยาสมุนไพร

   แตงไทยเป็นผลไม้ที่มีสรรพคุณสมุนไพรรักษาโรคต่างๆได้ดี ไม่แพ้กับยาขนานอื่น เช่น ใบแตงไทย มีรสจืด แก้ไข้ ดอกแตงไทยนำดอกออ่นมาต้มรับประทานเป็นยาทำให้อาเจียนแก้ดีซ่านหรือบดให้เป็นผงละเอียด พ่นรักษาแผลในจมูกผลแตงไทย นำมารับประทานเป็นยาระบาย ขับปัสสาวะ บำรุงธาตุ บำรุงหัวใจ สมอง ขับน้ำนม ขับเหงื่อ และแก้ทางเดินปัสสาวะอักเสบ

รากแตงไทย นำมารับประทาน น้ำเป็นยาระบาย และทำให้อาเจียนเมล็ดแตงไทย มีรสเย็นจืด เป็นยาเย็น ขับปัสสาวะ ช่วยย่อยและแก้ไอ

 

การปลูกแตงไทยสามารถปลูกได้ทั่วไปทุกภาคเพราะดูแลรักษาได้ง่าย จากการสำรวจพื้นที่ปลูกแตงไทยที่พบมากที่สุดในคือพื้นที่ จังหวัดชัยภูมิ,สุโขทัย และนนทบุรี ตามลำดับ


16. ขั้นตอนการผลิตไวน์

ผลไม้คัดเลือกและล้างน้ำ ตัดส่วนที่ไม่ต้องการทิ้งส่วนที่ต้องการสับหรือหั่นหรือตีป่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ หรือคั้นเอาน้ำ (เติมน้ำ ปรับความหวาน และปริมาณกรด) น้ำผลไม้ อาจมีเนื้อ เมล็ดหรือเปลือก ต้องการเปลือกสีแดงของผลไม้การผลิตไวน์แดง ( เติม SO2)  (ใส่กล้าเชื้อยีสต์) แล้วหมักและเติม(สารอาหารสำหรับยีสต์) บ่มที่ 20-22 องศาเซลเซียส นาน 3-4 สัปดาห์, คนหรือกวน วันละ 1-2 ครั้ง ถ่ายตะกอนหรือกากทิ้งหรือบีบเอาน้ำไวน์ ทำให้ไวน์ใส ผสมปรุงแต่งและเก็บบ่มไวน์ ทำให้ไวน์อยู่ตัวด้วยความเย็น  กรอง  บรรจุ  ไวน์ผลไม้


15. การเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

การเพาะปลูกหน่อไม้ฝรั่ง 1 ไร่ ใช้เมล็ดพันธุ์ 250 กรัม โดยประมาณ ถ้าต้องการข้อมูลรายละเอียดอื่นๆ ติดต่อได้ที่ กรมส่งเสริมการเกษตร กลุ่มส่งเสริมการผลิตผัก เบอร์โทรศัพท์ 0-2940-6106


14. การปลูกเลี้ยงและดูแลรักษาเฟิน

สิ่งที่ควรทราบสำหรับการปลูกและดูแลเฟินของคุณให้เจริญเติบโต สมบูรณ์  คุณควรทราบข้อมูลพื้นฐาน เพื่อนำไปประยุกต์การปลูกเฟินแต่ละชนิดของคุณ

1.  ปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มีสำคัญ ที่ควรทราบสำหรับการปลูกเลี้ยงเฟิน ได้แก่ อุณหภูมิ แสงสว่าง น้ำ ความชื้นในอากาศ ดิน-เครื่องปลูก ปุ๋ย เป็นต้น เหล่านี้ เฟินแต่ละชนิดมีความต้องการไม่เหมือนกัน ซึ่งต้องศึกษาประเภทของเฟินประกอบไปด้วย

   1.1 อุณหภูมิ

         เฟินที่เราเลี้ยงกันอยู่ทั่วไป มักเป็นเฟินในเขตร้อนหรือกึ่งร้อน ซึ่แต่ละชนิดต้องการระดับอุณภูมิแตกกต่างกันไป แต่ส่วนใหญ่มักเจริญเติบโตได้ดีในช่วง 19-27 C สำหรับกลางวัน และระดับอุณหภูมิในช่วงกลางคืน ลดลงจากกลางวันประมาณ 4-6 C และหากสภาพที่ปลูกเลี้ยงมีอุณหภูมิสูง อาจช่วยได้โดยการพ่นฝอยละอองน้ำช่วย เพื่อลดอุณภูมิ

   1.2 แสงสว่าง

         เฟินแต่ละชนิดต้องการแสงสว่างมากน้อยต่างกัน บางชนิดต้องการแสงแดดจัดทั้งวัน บางชนิดต้องการเพียงแสงสว่างเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องได้รับแดด และขึ้นกับอายุและขนาดของเฟินด้วย เฟินที่อายุน้อยและต้นเล็ก ต้องการแสงน้อยกว่าเฟินต้นใหญ่เฟินที่เราเลี้ยง ได้รับแสงพอเหมาะหรือไม่ อาจสังเกตุได้ เช่น หากได้รับแสงสว่างมากเกินไป จะมีอาการใบเหลือง ไม่สดใส ใบเหี่ยวแห้ง หากได้รับแสงสว่างน้อยไป จะมีอาการสีซีด ใบยืด ใบบางและลดขนาดลง

         กรณีที่เป็นเฟินชอบร่ม การพรางแสงให้กับเฟิน สามารถทำได้ด้วยการปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ ตัดแต่งกิ่งไม้ใหญ่ข้างบนออกบ้าง พอให้มีแสงส่องลงมาได้ หรือใช้สะแลนขึงกางพรางแสง ใช้ไม้หรือไม้ไผ่ทำระแนงพรางแสงก็ได้

   1.3 น้ำ

         เฟินส่วนใหญ่ต้องการความชุ่มชื้นตลอดช่วงชีวิตของมัน การให้น้ำโดยเฉลี่ยคงรรดน้ำทุก 2 วันต่อครั้ง ยกเว้นในฤดูหนาวและฤดูฝน ซึ่งสามารถเว้นระยะการให้น้ำได้ตามความเหมาะสม การรดน้ำให้มากเกินไปจนแฉะนั้น เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เฟินจำนวนมาก ต้องตายไป เพราะการให้น้ำจนมากเกินไป โดยเฉพาะในฤดูหนาวควรลดปริมาณการให้น้ำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเฟินบางชนิดที่อยู่ในระยะพักตัว การเจริญเติบโตเป็นไปอย่างช้าๆ หรือบางชนิดหยุดการเจริญเติบโต และอาจทิ้งใบหมดเหลือแต่เหง้าหรือลำต้น เมื่อถึงฤดูฝนต่อมา จึงจะเริ่มมีการเจริญเติบโต สร้างยอดและผลิใบใหม่ เฟินที่อยู่ในกระถางเล็กและเฟินที่มีอายุน้อย ต้องการน้ำมากกว่าเฟินที่มีอายุมากหรือในกระถางใหญ่ ก่อนการรดน้ำ ควรตรวจสอบดูความชื้นในเครื่องปลูกก่อนว่า เครื่องปลูกแห้งพอที่จะเพิ่มเติมน้ำให้อีกหรือไม่ และปกติแล้ว เราจะไม่รดน้ำให้เฟิน เมื่อเครื่องปลูกยังมีความชื้น การรดน้ำเฟิน ควรใช้หัวฉีด แบบที่ให้น้ำเป็นฝอยละเอียด และไม่ควรให้แรงดันน้ำสูงเกินไป เนื่องจากอาจทำให้ใบช้ำ หรือก้านใบหักได้

         เฟินบางชนิด เช่นเฟินก้านดำ ต้องการความระมัดระวังมากเป็นพิเศษ เนื่องจากใบที่ชุ่มน้ำแล้ว จะทำให้ก้านใบรับน้ำหนักเพิ่ม จนก้านโค้งงอและอาจหักได้ การรดน้ำ ควรรดให้พอเพียง โดยสังเกตให้เห็นว่ามีน้ำระบายออกมาจากก้นกระถาง ถ้าเป็นเฟินที่ปลูกลงแปลง ก็ควรดูให้ดินรอบๆ แปลงปลูกชุ่มน้ำเพียงพอ ช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการให้น้ำกับเฟิน คือ ช่วงเช้า อุณภูมิเพิ่งเริ่มสูงขึ้น อีกทั้งในช่วงกลางคืน เป็นช่วงที่ใบจะคายน้ำ การให้น้ำในช่วงเย็นถึงกลางคืน ทำให้ใบเปียกน้ำและมีโอกาสเกิดเชื้อราเน่าได้ง่าย

   1.4 ความชื้นในอากาศ

         เฟินเป็นไม้ที่ต้องการความชื้นในอากาศสูงที่สุด คือ ประมาณ 60%-80% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนนั้น ความชื้นในอากาศอาจต่ำกว่านี้ได้

 

ต่อไปเป็นเทคนิคเล็กๆ น้อยเกี่ยวกับการเพิ่มความชื้นในบริเวณที่เราปลูกเฟิน

  • สำหรับเฟินที่ปลูกเป็นไม้กระถางในอาคารนั้น อาจเพิ่มความชื้นได้ โดยการจัดหาจานรอง ซึ่งมีรูปร่างแบน ไม่ลึกนัก รองก้นถาดด้วยกรวดหรืออิฐ แล้วใส่น้ำให้พอปริ่มๆ ก้อนกรวดหรืออิฐ ก็จะช่วยให้มีความชื้นมากขึ้น
  • การติดตั้งหัวฉีดหรือหัวพ่นน้ำเป็นหมอก ติดตั้งในโรงเรือนเพาะเลี้ยงเฟิน ควรพยายามพ่นให้ถูกใบเฟินและบริเวณโดยรอบ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นในอากาศได้ และควรทำวันละหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะในฤดูร้อน และในฤดูฝน หากฝนทิ้งช่วงหลายวัน
  • การวางกระถางเฟินรวมกับไม้ใบอื่นๆ วางรวมกันเป็นกลุ่ม เพื่อให้ได้รับความชุ่มชื้นที่ระเหยออกมา เช่น พวกสาวน้อยปะแป้ง เขียวหมื่นปี วาสนา และปาล์มชนิดต่างๆ
  • การปลูกเฟินบริเวณที่มีแอ่งน้ำ เช่น บ่อน้ำ ตุ่มใส่น้ำ หรือภาชนะใส่น้ำอื่นๆ เฟินจะได้รับความชื้นจากน้ำที่ระเหยออกมาด้วย
  • การปลูกเฟินในโรงเรือนเลี้ยงกล้วยไม้ หรือปลูกระหว่างแถวกล้วยไม้ในร่องสวน จะเป็นการประหยัดเนื้อที่ ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง และช่วยให้ได้รับความชื้นเพิ่มเติมอีกด้วย
  • อิฐมอญ เป็นวัสดุอีกชนิดที่นิยมสำหรับใช้ในการช่วยเก็บความชื้น เพราะอิฐมอญมีรูพรุนทั่ว ทำให้สามารถเก็บน้ำเอาไว้ในก้อน และน้ำจะเหยออกมาเมื่อความชื้นในอากาศมีน้อย ดังนั้น บริเวณที่ปลูกเฟิน หลายๆ นิยมนำอิฐมอญมาปูพื้น หรือวางซ้อนกันเป็นกำแพง นอกจากจะช่วยเรื่องความชื้นแล้ว อิฐมอญมักมีมอส หรือต้นอ่อนเฟินมาขึ้นเกาะ ทำให้ดูชุ่มชื้นและเป็นธรรมชาติสวยงามได้ดีอีกด้วย<o:p></o:p>

   1.5 ดิน หรือเครื่องปลูก

         เฟินส่วนมากต้องการเครื่องปลูกร่วนโปร่ง เก็บความชื้นได้ดี รวมทั้งมีธาตุอาหารจากอินทรีย์วัตถุที่ย่อยสลายอย่างช้าๆ ในอัตราที่พอเหมาะกับความต้องการของเฟิน

 

การผสมเครื่องปลูกหรือดินปลูกเฟิน :

   - อินทรีย์วัตถุที่เหมาะแก่การนำมาผสมเครื่องปลูก ตัวอย่างเช่น เศษชิ้นไม้ ใบไม้ผุ เปลือกถั่ว กาบมะพร้าว พีทสอส หรืออินทรีย์วัตถุอื่นๆ

   - อนินทรีย์วัตถุที่พอใช้นำมาผสมเครื่องปลูก เช่น ทรายหยาบ (ล้างน้ำให้สะอาด) perlite ก้อนถ่าน เป็นต้น

   - กรณีปลูกเฟินดิน ผสม ดินตะกอนหรือดินร่วน 1 ส่วน ทรายหบาบ 1 ส่วน อินทรีย์วัตุหรือใบไม้ผุ 4 ส่วน

   - กรณีปลูกเฟินพวกไม้อากาศ กาบมะพร้าวหรือรากชายผ้าสีดา หั่นเป็นชิ้น ขนาดราว 2-4 ซม. 3 ส่วน ถ่านหรืออิฐมอญทุบ 1.5 ส่วน ใบไม้ผุ 1.5 ส่วน

   1.6 ปุ๋ย

         การให้ปุ๋ยแก่เฟินก้เป็นสิ่งจำเป็นเหมือนต้นไม้ชนิดอื่นๆ แต่ความต้องการปุ๋ยของเฟินนั้นน้อยกว่าพืชอื่นๆ วิธีที่ดีที่สุด คือ ให้ปุ๋ยในสัดส่วน 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 จากคำแนะนำที่มาจากผู้ผลิตจำหน่าย กล่าวคือ ให้น้อยๆ แต่ให้บ่อยๆ ดีกว่า บ่อยแค่ไหน? สักราว 10 วันต่อครั้งก็ได้ และควรให้น้ำในปริมาณที่เพียงพอ หลังการให้ปุ๋ยแต่ละครั้งด้วย

         ถ้าเราใช้เครื่องปลูกที่มีคุณภาพดี มีธาตุอาหารสมบูรณ์ ก็ไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเคมีเพิ่มเติม แต่หากต้องการให้เฟินเจริญเติบโตเร็ว มีขาดใหญ่และมีใบสมบูรณ์สวยงาม เราควรเพิ่มปุ๋ยเคมีให้ โดยต้องไม่ลืมว่า เฟินจะได้รับอันตรายได้ง่ายจากการใช้ปุ๋ยเคมีที่ไม่ถูกต้อง จึงควรเลือกชนิดปุ๋ยที่เหมาะสมและเรียนรู้วิธีการใส่ปุ๋ยให้ถูกต้องด้วย

เฟินที่ขาดธาตุอาหารหรือต้องการปุ๋ยเพิ่ม จะเจริญเติบโตช้า ขนาดเล็กกว่าปกติ ใบมีคุณภาพต่ำ หรือใบมีสีเขียวอมเหลือง ไม่สดใสเต่งตึง เหล่านี้เป็นอาการที่บอกให้เรารู้ว่า สมควรเพิ่มปุ๋ยได้แล้ว

         ปุ๋ยน้ำ เป็นวิธีหนึ่งสำหรับการใส่ปุ๋ยที่ปลอดภัยและใช้ง่ายกว่าการใช้ปุ๋ยเม็ด ปุ๋ยน้ำ เช่น ปุ๋ยปลา ปุ๋ยชีวภาพ เป็นต้น อาจนำมาผสมน้ำใช้รดเฟินได้ทันที มักจะไม่ค่อยมีปัญหาเกี่ยวกับการให้ปุ๋ยมากเกิน แต่ก็มีข้อเสียที่ มักสูญเสียไปกับน้ำที่ไหลออกจาก ก้นกระถางได้ง่าย ทำให้ต้องใส่ปุ๋ยบ่อยกว่าการใช้ปุ๋ยเมล็ด

         ปุ๋ยเม็ด สิ่งที่พึงระมัดระวัง คือ การหว่านหรือโรยปุ๋ยลงไป ถ้าโรยไม่ทั่วหรือไม่สม่ำเสมอจริงแล้ว จะก่อให้เกิดอันตรายแก่ต้นเฟินได้ ยิ่งกว่านั้น หากหว่านปุ๋ยแล้ว หากลืมรดน้ำหรือรดน้ำไม่ทั่วถึงแล้ว จะก่อให้เกิดอันตรายมากกว่าจะไม่ใส่ปุ๋ยด้วยเสียอีก

         การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปลอดภัยกว่าการใช้ปุ๋ยเคมี เนื่องจากปุ๋ยอินทรีย์มีปริมาณเกลือที่ละลายน้ำได้น้อยกว่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์จะค่อยๆ สลายตัวปลดปล่อยธาตุอาหารต่างๆ ออกมาให้เฟิน แต่ปุ๋ยอินทรีย์บางชนิดก็ต้องระวังเรื่องเชื้อราเชื้อโรคและไข่แมลงศัตรูพืชด้วย จึงควรจะนำไปอบหรือคั่วเสียก่อน

หากใช้ปุ๋ยเคมี ควรศึกษาวิธีการใช้และอัตราการใช้ที่แนะนำมากับปุ๋ยนั้นๆ และควรใช้ในอัตราเข้มข้นลดลงครึ่งหนึ่งจากที่แนะนำ แม้จะต้องใช้ปุ๋นบ่อยขึ้น แต่ก็คุ้มค่า หรือหากใช้ปุ๋ยเม็ด ก็ควรโรยบางๆ ให้สม่ำเสมอที่สุด และไม่ควรพรวนดินเพื่อกลบปุ๋ยเด็ดขาด เนื่องจากรากเฟินทุกชนิดจะมีลักษณะเป็นฝอยละเอียดแผ่ตามผิวดิน จะทำให้รากขาดและอาจทำให้ใบเหี่ยวแห้งได้ง่าย วิธีที่แนะนำ คือ รดน้ำตามในทันทีที่ใส่ปุ๋ยลงไปให้ชุ่ม หากมีปุ๋ยตกค้างตามใบหรือระหว่างกอ ให้ฉีดล้างออกให้หมดทันที

         เฟินที่มีระยะพักตัว ในช่วงที่กำลังพักตัวจะไม่ดูดซึมปุ๋ยเข้าไปใช้เลย มันจะทิ้งใบเหลือแต่ส่วนเหง้าเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยเพิ่มเติม แต่เมื่อเริ่มผลิใบออกมาใหม่สัก 1-2 สัปดาห์แล้วจึงจะเริ่มต้นให้ปุ๋ย

2. ระยะเวลาปลูกที่เหมาะสม ฤดูการปลูก ย้ายปลูก เปลี่ยนกระถาง และขยายพันธุ์เฟิน เหมาะสมสุดในช่วงต้นฤดูฝน ประมาณราวเดือน พฤษภาคม เนื่องจากเป็นช่วงการเจริญเติบโต ในบรรยากาศอิ่มตัวด้วยไอน้ำ มีความชุ่มชื้นทั้งในดินและอากาศ อุณหภูมิไม่สูงเกินไป มีโอกาสฟื้นดัวและเจริญเติบโตต่อไปได้นาน ก่อนที่จะเข้าสู่ฤดูหนาวและฤดูร้อน

ส่วนเฟินที่มีระยะการพักตัว ควรทำการขุดหรือย้ายปลูกในช่วงปลายฤดูร้อนต่อฤดูฝน ในขณะที่ใบอ่อนยังไม่เริ่มผลิ

3. การเลือกกระถางปลูก เลือกกระถางหรือภาชนะ ให้เลือกที่มีขนาดเหมาะสมกับต้นเฟินที่กำลังปลูก เส้นผ่าศูนย์กลางของกระถางไม่ควรมากกว่า 1/3 ของความสูงต้น (วัดจากระดับผิวดิน) กระถางที่ใหญ่เกินไปจะอุ้มความชื้นไว้ได้มากเกินไป ทำให้ดินอับแน่น การถ่ายเทอากาศในเครื่องปลูกไม่ดี

ที่ก้นกระถางก่อนใส่เครื่องปลูก ควรรองก้นด้วยอิฐหรือเศษกระถางแตก สักราวๆ 1/4 ของความสูงในกระถาง ทั้งนี้เพื่อให้ระบายน้ำได้ดี และถ่ายเทอากาศได้สะดวกด้วย

    ปริมาณเครื่องปลูก ไม่ควรใส่จนเต็มหรือพูนล้นปากกระถาง ควรเหลือไว้สัก 1/2 นิ้วจากปากกระถางเป็นอย่างน้อย เพื่อกันไม่ให้เครื่องปลูกกระเด็นตอนรดน้ำ

    เมื่อปลูกเฟินลงกระถางเสร็จแล้ว ให้รดน้ำลงในกระถาง จนน้ำท่วมในกระถาง เพื่อสังเกตการระบายน้ำ คือ ต้องให้น้ำระบายออกทางรูก้นกระถางออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ให้มีน้ำท่วมขังอยู่ในกระถางเป็นใช้ได้

    กระถาง สามารถใช้ได้ทั้งกระถางดินเผา หรือพลาสติก ต่างก็มีข้อดีข้อด้อยต่างกัน สำหรับกระถางพลาสติก มีข้อดี คือ น้ำหนักเบาขนย้ายได้ง่าย ดูสะอาด ไม่เป็นตะไคร่เหมือนกระถางดินเผา และไม่ต้องให้น้ำบ่อยด้วย ส่วนกระถางดินเผา มีข้อดีในเรื่องการระบายอากาศ สำหรับกระถางพลาสติก แนะนำให้ใช้วัสดุที่หยาบกว่าใช้กระถางดินเผาและหมั่นตรวจตรา ปริมาณน้ำในเครื่องปลูก อย่าให้น้ำจนแฉะเกินไป

    สำหรับเฟินที่เป็นจำพวกไม้เกาะอาศัย การเลือกกระถางหรือถาชนะปลูกนั้น อาจจำลองจากธรรมชาติ เช่น การปลูกโดยผูกติดกับแผ่นกนะดาน ตอไม้เกา

4. การดูแลหลังการปลูก

    การระบายน้ำและอากาศในเครื่องปลูก

    ควรหมั่นสังเกตุ เครื่องปลูกในกระถาง หากรดน้ำแล้ว น้ำระบายออกไม่หมดในทันที หรือเครื่องปลูกจับตัวเป็นก้อนอับแน่น ทำให้น้ำและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก หากเป็นเช่นนี้ เป็นอันตรายต่อรากเฟิน จะทำให้โรคเน่าเข้ารุมทำร้านเฟินได้ง่าย ควรถอดกระถางออกมา สลัดดินปลูกเดิมออกไปให้หมดหรือเกือบหมด แล้วเครื่องปลูกใหม่

    เฟินบางกระถางที่ปลูกมานานแล้วก่อนหน้าเคยงามมาตลอด หากระยะหลังๆ เริ่มมีปัญหา ให้ลองสำรวจสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และควรดูที่เครื่องปลูกด้วย หากเปื่อยยุ่ย เสื่อมสภาพ อมน้ำมากไป จนทำให้รากเฟินอับแน่นหายใจไม่ออก ควรรื้อเครื่องปลูกเปลี่ยนใหม่เช่นกัน

    อีกอย่าง การวางประถางในจานรองหล่อน้ำ แม้จะช่วยให้น้ำและความชื้นกับต้นไม้ได้ดี แต่ก็มีข้อเสียในเรื่องการถ่ายเทอากาศที่ก้นกระถาง ควรหาก้อนอิฐ หรือกรวดในจานรองก่อน สูงพอที่จะไม่ให้ก้นกระถางจมน้ำในจาน


13. การประกันราคากระเจี๊ยบเขียว

   การปลูกกระเจี๊ยบเขียวในพื้นที่จังหวัดปทุมธานี มีการส่งเสริมการปลูกจากสำนักงานเกษตรจังหวัด โดยมีเจ้าหน้าที่คอยลงพื้นที่แนะนำและให้ความรู้ในเรื่องต่างๆ เช่น พันธุ์ที่มีคุณภาพให้ผลผลิตสูง การดูแลรักษา โรคและแมลง รวมทั้งการเก็บเกี่ยว ส่วนการรับซื้อและการประกันราคากระเจี๊ยบเขียวจะมีบริษัทเอกชนคอยรับซื้อและจะกำหนดการประกันไว้ในแต่ละบริษัท

   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่มีนโยบายในการประกันราคากระเจี๊ยบเขียว มีเพียงการส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ที่เหมาะสมเท่านั้น จังหวัดปทุมธานีก็เคยมีการส่งเสริมการปลูกจากสำนักงานเกษตรจังหวัดแต่ปัจจุบันการปลูกกระเจี๊ยบเขียวของเกษตรกรก็ลดลง เพราะผลผลิตไม่ดี  เกษตรกรจึงหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน


12. การขอรับคู่มือผักเมืองหนาว

รายละเอียด ขั้นตอน การขอรับคู่มือผักพันธุ์หนาว หรือผักเมืองหนาว สามารถติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดังนี้

กรมส่งเสริมการเกษตร  หมวดพืชผัก กลุ่มส่งเสริมการผลิตผัก เบอร์โทรศัพท์  0-2940-610


11. ขอทราบแหล่งกล้วยหอมทองจังหวัดเพชรบุรี

ในเขตจังหวัดเพชรบุรีมีแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมี 2 แหล่งคือ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง เลขที่ 157/57 ถนนเพชรเกษม ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง เบอร์โทร. 0-3243-7556,0-3246-1153 หรือที่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด เลขที่ 91 หมู่ที่ 7 ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด โทร.0-3249-1355


10. ขอทราบแหล่งปลูกกล้วยหอมทองจังหวัดเพชรบุรี

เขตจังหวัดเพชรบุรีมีแหล่งปลูกกล้วยหอมทองที่ส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศมี 2 แหล่งคือ สหกรณ์การเกษตรท่ายาง เลขที่ 157/57 ถนนเพชรเกษม ต.ท่ายาง อ.ท่ายาง เบอร์โทร. 0-3243-7556,0-3246-1153 หรือที่ สหกรณ์การเกษตรบ้านลาด เลขที่ 91 หมู่ที่ 7 ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด โทร.0-3249-1355


9. มะไฟปลูกมะไฟมาหลายปีแล้วตอนนี้ให้ผลแล้วค่ะแต่ว่าเมื่อแกะออกดูพบว่าข้างในไม่มีเนื้อเมล็ดเลยจะทำอย่างไรดี เป็นทั้งต้นทั้งสวน

การที่ผลมะไฟไม่มีเนื้อน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากในช่วงดอกบาน ไม่มีการผสมเกสรจึงทำให้ไม่มีการติดเมล็ดและไม่มีการพัฒนาส่วนที่เปห็นเนื้อ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่สภาพอากาศในขณะที่ดอกบานไม่เหมาะสม เช่น อากาศหนาวหรืออากาศแห้งเกินไป หรือช่วงกลางวันมีอากาศร้อนมาก ส่งผลให้เกสรตัวผู้อยู่ในสภาพที่พร้อมผสมกับเกสรตัวเมียในระยะเวลาอันสั้น หรือระยะเวลาที่เกสรตัวผู้พร้อมผสมตรงกับช่วงที่เกสรตัวเมียไม่พร้อมผสมก็ได้ จึงทำให้ผลมีการพัฒนาขึ้นมาโดยไม่มีเมล็ดและเนื้อ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ช่วยได้ดีพอสมควร คือการปลูกมะไฟหลายๆ พันธฺไว้ในสวนเดียวกัน เนื่องจากแต่ละพันธุ์มีความพร้อมในการผสมเกสรในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จึงช่วยให้การผสมเกสรดีขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนและแห้งให้พ่นละอองน้ำบางๆ บริเวณใต้ทรงพุ่ม จะทำให้เกสรตัวผู้ไม่แห้งเร็วเกินไปและสภาพบรรยากาศมีความเหมาะสมกับการผสมเกสรมากขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2940-6116


8. อยากทราบแหล่งจำหน่ายพันธุ์กล้วยน้ำว้าแหล่งจำหน่ายหน่อกล้วย ควรไปที่ไหน ติดต่อใคร ราคาประมาณเท่าไหร่ ถ้าเป็นพันธ็ไส้แดงด้วยก็จะดีครับ

ท่านสามารถติดต่อขอซื้อหน่อกล้วยน้ำหว้าได้ ดังนี้

1. คุณวลีรัตน์  จ.ปทุมธานี โทร.02-222-0467, 02-225-2896-7, 02-221-8714

2. ติดต่อได้ที่ สนง.กษจ.นนทบุรี โทร.02-591-6928, 02-591-4910

3. หรือติดต่อจากแหล่งผลิตกล้วยน้ำว้าที่สำคัญ เช่น สวนนายสด  มุ่งชอบกลาง 20/2 ม.7 ต.ดอนโพธิ์ กิ่งอ.โนนไทย จ.นครราชสีมา-สวนนายจักรกฤษณ์ แสงจันทร์ 80 ม.1 ต.เพ็น อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี-สวนนายคอย คำมีมูล 198 ม.3 ต.ทำนง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์


7. กระเทียมดองมีคุณค่าอาหารเหมือนกระเทียมสอหรือไม่

กระเทียมดองจะมีคุณค่าทางอาหารน้อยกว่ากระเทียมสดเมื่อผ่านการหมักดองแล้วก็จะทำให้สารอาหารบางตัวหายไป แต่หายไปในปริมาณน้อยไม่แตกต่างกันมาก คนนิยมบริโภคกระเทียมดองเพราะว่ากระเทียมดองมีการปรุงแต่งรสชาติกลิ่นฉุนของกระเทียมดองมีน้อยกว่าในกระเทียมสด แต่ถ้าต้องการทานกระเทียมเพื่อเป็นสมุนไพรควรจะบริโภคกระเทียมสดเพราะว่ามีสารอาหารครยถ้วนกว่ามีรายงาน 4 การศึกษาที่น่าเชื่อถือ 2 การศึกษาสรุปว่า 1. กระเทียมลดโคเลสเตอรอลได้โดยใช้กระเทียมสกัดที่เก็บไว้นาน (Agedgartic extract AGE) 7.2 กรัม (ใกล้เคียงกับกระเทียมสุก 10-15 กรัม) บริโภคเป็นเวลานาน 4-6 เดือน ลดโคเลสเตอรอล ได้ร้อยละ 6.1 และลด LDL โคเลสเตอรอล ได้ร้อยละ 4.62. ใช้กระเทียมผง(freeze-dried) 900 มก/วัน (เท่ากับกระเทียมสด 2.7 กรัม) เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ลดโคเลสเตอรอลได้ร้อยละ 14.2อีก 2 การศึกษาได้ผลสรุปว่า กระเทียมไม่มีผลต่อระดับโคเลสเตอรอล1.ใช้กระเทียมผง (freeze-dried) 900 มก/วัน เป็นเวลา 4 สัปดาห์2.ใช้น้ำมันกระเทียม 10 มก/วัน (เท่ากับกระเทียมสด 4-5 กรัม) เป็นเวลา 4 สัปดาห์เช่นกัน การศึกษาใหม่ด้วยกระเทียมที่ได้มาตรฐานดีขึ้นก็ยังให้ผลที่ไม่สอดคล้องกัน  ณ เวลานี้ จึงยังไม่สามารถบอกได้ว่า การบริโภคกระเทียมจะเป็นประโยชน์สำหรับการรักษา โคเลสเตอรอลสูงได้หรือไม่ แต่เนื่องจากว่ากระเทียมทำให้เกิดผลข้างเคียงน้อย (ส่วนมากเป็นอาการเสียดท้องเล็กๆ น้อยๆ ) ยิ่งกว่านั้นกระเทียมอาจจะช่วยลดความดันโลหิต และการจับเกาะของเกร็ดเลือดได้ และยังมีสารต่อต้านอนุมูลอิสระด้วย ดังนั้น หากต้องการรับประทาน ก็ควรเป็นกระเทียมสด วันละประมาณ 1.5-3.0 กรัม พึงระลึกไว้ว่า กระเทียมสด มีกลิ่นแรงมาก กระเทียมรูปแบบอื่นขาดการควบคุมในคุณภาพ จึงไม่แนะนำถ้าคิดจะบริโภคกระเทียม น่าจะบริโภคกระเทียมสดในรูปของอาหาร ซึ่งมีกลิ่นน้อยมากรสไม่จัด แต่ต้องรับประทานปริมาณ 5.-15 กรัม/วัน


6. ขอทราบวิธีการปลูกกระท้อน

การกระจายพันธุ์ พบสาธรขึ้นทั่วไปในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณบริเวณห้วยแทบทุกภาคของประเทศไทย ถ้าขึ้นใน ป่าดงดิบ สาธรจะไม่ผลัดใบ

การขยายพันธุ์ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด


5. แหล่งปลูกงาในประเทศไทย

   เครื่องกระเทาะเมล็ดงา การกระเทาะเมล็ดงาโดยทั่ว ๆ ไปที่เกษตรกรปฏิบัติคือ ต้นงาที่เก็บเกี่ยวแล้วมาตากให้แห้งแล้วนำมาเคาะเอาเมล็ดออกจากฝัก แต่ในปัจจุบันนี้ในเขตที่เกษตรกรปลูกงาเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ เช่น อ.ตากฟ้า จ. นครสวรรค์ เกษตรกร (คุณณรงค์ เพชรรัตน์) ได้ดัดแปลงเครื่องนวดข้าวหรือพืชไร่อื่น ๆ (ถั่วเหลือง, ข้าวฟ่าง) มาใช้กระเทาะเมล็ดงาออกจากฝัก ซึ่งสามารถปฏิบัติงานได้ดี คุณภาพเมล็ดที่ได้มีความสะอาดเป็นที่พอใจของตลาดท้องถิ่น ประสิทธิภาพการทำงานสามารถกระเทาะเมล็ดงาได้ประมาณ 460 กก/ชม.

   ผลผลิตงาของโลกปี 2544 มีพื้นที่เก็บเกี่ยวรวม 45,805,380 ไร่ ผลผลิตประมาณ 2,893,114 ตัน ประเทศอินเดียมีพื้นที่เก็บเกี่ยวมากที่สุด แต่จีนผลิตงาได้ีผลผลิตต่อหน่วยสูงกว่าถึง 165 กก./ไร่ และได้ผลผลิตงามากที่สุด 790,619 ตัน


4. สถานที่รับซื้อข้าวขาวดอกมะลิ จังหวัดนครนายก

1. โรงสีไพบูลย์ อ.ปากพลี

2. โรงสีไฟกิจมณี อ.บ้านนา

3. โรงสีไฟท่าช้าง อ.เมือง


3. สาเหตุที่ต้นข้าวตายเนื่องน้ำขัง 1 สัปดาห์

เนื่องจากอุณหภูมิของดินมีความร้อนสูงเมื่อทำการปล่อยน้ำข้าวนา ข้าวไม่สามารถปรับตัวได้ทัน เกิดอาการช๊อคตาย รากของต้นข้าวเกิดการเหี่ยวเฉาก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อปล่อยน้ำไปข้าวก็ไม่อาจกลับฟื้นขึ้นมาได้ ไม่น่าจะเกี่ยวกับลักษณะดิน เรื่องความเค็ม ความเปรี้ยว ความเป็นกรดเป็นด่างของดินเพราะว่าพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ที่เคยทำการปลูกข้าวมาก่อน


2. พันธุ์ไม้ไผ่ที่ใช้สร้างบ้านและทำแพ

พันธุ์ไม่ไผ่ที่ใช้ทำแพและสร้างบ้าน ได้แก่

   1. ไผ่ข้าวหลาม สำแก่นใช้ในการสร้างบ้านเรือน โดยมากใช้ทำกลอนหลังคา สานเป็นฝาหรือเพดานบ้าน หรือสานเป็นเสื่อแทนพรมปูบ้าน ในการก่อสร้างบางแห่งซึ่งใช้คอนกรีต แต่ไม่ต้อการความแข็งแรงมาก และมีไม้ไผ่ข้าวหลานอยู่ใกล้ ๆ มีการใช้ไม้ไผ่ชนิดนี้สานเป็นตาห่าง ๆ ทำเป็นตระแกรงแทนเหล็กสำหรับยึดคอนกรีตที่เรียกว่า Xyloconcrete หน่อไม้กินไม่ได้เพราะมีรสขม

   2. ไผ่ป่า เป็นไม้โตเร็วเอนกประสงค์ที่ใช้ประโยชน์ได้ดี ลำใช้ทำบันไดขึ้นต้นตาล ทำบ้านเรือน ทำฟากปูพื้น ทำรั้ว ทำแพลูกบวบ ปลูกเป็นแนวกันลม และปลูกเพื่อป้องกันริมฝั่งน้ำ

   3. ไผ่เป๊าะ ใช้ในการสร้างบ้านเรือนชั่วคราวของราษฎร์ชนบท ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องจักสาน หรือทำแพลูกบวบ

   4. ไผ่หก เป็นไม้ที่ใช้กันทั่วไปในชนบทที่อยู่ใกล้ป่าดิบชื้น เยื่อในของกาบหุ้มลำ ชาวพม่าชอบใช้ม้วนบุหรี่ ไผ่หกสามารถใช้ประโยชน์ได้ทั่วไปในการสร้างบ้านในชนบท ใช้ทำฟาก สานเสื่อ ทำเครื่องจักสาน ทำบวบแพ หรือทำกระดาษ


1. ความเป็นกรด-ด่างที่เหมาะสมในการปลูกข้าว

ดินเหนียวถึงดินร่วนเหนียว  มีความอุดมสมบูรณ์สูงถึงปานกลางและสามารถอุ้มน้ำได้ดี ระดับหน้าดินลึกไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร  มีค่าความเป็นกรดด่างระหว่าง 5.0-6.5


Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมส่งเสริมการเกษตร