ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข่าวเกษตรกรรม
สารบัญความรู้ทางการเกษตร
FAQ
   
 

 
Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมวิชาการเกษตร

109. ประชาชนควรทำอย่างไรบ้างกับ GMOs

   ประชาชนควรติดตามข่าวสารพืชตัดต่อสารพันธุกรรม อย่างต่อเนือง ใกล้ชิดและมีเหตุผล ใช้หลักวิทยาศาสตร์วิเคราะห์ เหตุและผลความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้น ในโลกแห่งความเป็นจริงนี้ ยากที่จะหยุดกระแสความเปลี่ยนแปลงนี้ได้ สิ่งที่ทำได้ ประการหนึ่งของภาครัฐ คือ การแจ้งประกาศ หรือ ติดสลากว่าพืชชนิดใดเป็น GMOs พืชชนิดใดไม่เป็น GMOs เช่นนี้ย่อมเป็นทางเลือกให้ทุกฝ่ายทุกคน มีสิทธิเลือกบริโภคได้


108. อาหารที่ได้จากพืช หรือสัตว์ที่มีการตัดต่อสารพันธุกรรม มีความปลอดภัย มากน้อยเพียงใด

   ต้องยอมรับว่า อาหารเกือบทุกชนิดที่รับประทานอยู่ทุกวันนี้ ก็มิได้มีความปลอดภัยไปเสียทุกอย่าง อาหาร GMOs ก็เช่นเดียวกันโดยหลักทางวิทยาศาสตร์ ขั้นพื้นฐานควรวิเคราะห์ว่า ยีนที่ตัดต่อเข้าไปเพื่อสร้างพืชใหม่ขึ้นมานั้น เป็นยีนชนิดใด มีความปลอดภัยหรือไม่ต่อมนุษย์ สัตว์และสิ่งแวดล้อม ถ้าเป็นยีนที่ไม่เป็นอันตราย ก็น่าจะปลอดภัย ส่วนจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเป็นยีนที่ไม่อันตรายก็ต้องค้นคว้าพิสูจน์กันต่อไป


107. มีบริษัทใดบ้างที่นำเข้าพืชตัดต่อสารพันธุกรรมมาปลูก หรือจำหน่าย ในประเทศไทย

   บริษัทที่นำเข้าพืช GMOs มาปลูกทดลองในประเทศไทยขณะนี้ ได้แก่ บริษัทมอนซานโต้ (ไทยแลนด์) จำกัด และบริษัทโนวาร์ทิส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัททั้งสองนำเข้ามาโดยได้รับอนุญาตให้นำเข้าเพื่องานทดลองวิจัยเท่านั้น โดยอยู่ภายใต้การควบคุมความปลอดภัยทางชีวภาพ ต้องปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่กรมวิชาการเกษตร ได้กำหนดไว้อย่าง เคร่งครัด ที่ต้องนำเข้าเพื่อการทดลองนั้น เพราะเราต้องยอมรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ด้วย ประเทศอื่นหลายๆ ประเทศ ก็ปฏิบัติเช่นนี้ การเปิดให้มีการทดลองวิจัยย่อมทำให้เราติดตามถึงผลดี ผลเสียอย่างแท้จริงของ GMOs ได้ และเพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือถ้าหลังในงานพัฒนาด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งนับวันจะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น


106. ความวิตกกังวลต่อพืชตัดต่อสารพันธุกรรมในต่างประเทศเป็นอย่างไรบ้าง

   ความวิตกกังวลกับปัญหาพืชตัดต่อสารพันธุกรรมในต่างประเทศ มีลักษณะไม่แตกต่างจากประเทศไทยมากนัก เพราะ คงต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใดๆ เมื่อเกิดขี้นในโลก ย่อมมีกลุ่มบุคคลยอมรับได้ส่วนหนึ่ง และไม่ยอกรับส่วนหนึ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลง ทางด้านเทคโนโลยีชีวภาพ ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น จีน แคนาดา และออสเตรเลีย ยอมรับพืชตัดต่อสารพันธุกรรมในระดับหนึ่ง ดังเช่น ญี่ปุ่น ยอมให้พืช ตัดต่อสารพันธุกรรม 29 ชนิด เข้าประเทศได้ และยอมรับการปนเปื้อน GMOs ที่ระดับ 5% ขณะที่กลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป (EU) จะยอมให้มี การปนเปื้อนที่ระดับ 1% ประเทศในสหภาพยุโรปนั้นค่อนข้างไม่เห็นด้วยกับพืชตัดต่อสารพันธุกรรม ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า อาจใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองทางการค้ากับสหรัฐอเมริกามากกว่าความวิตกกังวลต่อ GMOs


105. ใครเป็นผู้ตรวจสอบสินค้าเกษตรที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ

   กรมวิชาการเกษตร มีพระราชบัญญัติกัดพืช พ.ศ.2507 (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2537 ซึ่งมีประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กำหนดพืช 40 ชนิด เป็นสิ่งต้องห้าม ดังนั้นสิ่งที่เป็นเมล็ดพันธุ์ (Seeds) เมล็ด (Grains) และกากพืช กรมวิชาการเกษตร จึงมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ โดยต้องกำกับดูแลสิ้นค้าพืชที่ประกาศในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นี้ โดย เคร่งครัด มิให้ผู้หนึ่งผู้ใดนำพืช เหล่านี้ เข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนที่มีลักษณะเป็นอาหารสำเร็จรูป เป็นหน้าที่ของ หน่วยราชการอื่น เช่น กระทรวงสาธารณสุข เป็นต้น


104. สำหรับประเทศไทยมีมาตราการอย่างไรบ้างในการควบคุม GMOs

   ประเทศไทย รัฐบาลมีนโนบายที่ชัดเจนแล้วว่า ไม่ให้นำเข้าพืชตัดต่อสารพันธุกรรมเข้ามาในราชอาณาจักรในเชิงพาณิชย์ จะอนุญาตเฉพาะเพื่อการทดลองวิจัยเท่านั้น และการนำเข้าเพื่อการทดลองวิจัย ต้องอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ คณะกรรมการความปลอดภัย ทางชีวภาพด้านการเกษตร ของกรมวิชาการเกษตร และศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ


103. มีหน่วยงานใดบ้างที่สามารถตรวจสอบพืช GMOs ได้

   ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ สำนักวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพ กรมวิชาการเกษตร กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และในอนาคตมีเพิ่มอีกหลายหน่วยงาน


102. ในน้ำมันพืชที่สกัดจากถั่วเหลืองที่เป็น GMOs จะมี GMOs หรือไม่

   กรรมวิธีในการแยกสกัดน้ำมันพืช โดยทั่วไป มีขั้นตอนของการหมุนเหวี่ยงเพื่อแยกให้ได้น้ำมันที่บริสุทธิ์ ในขั้นตอนนี้ จะสามารถแยกสกัด DNA ของ GMOs ออกไปได้ นอกจากนั้นอย่างต้องผ่านความร้อนภายใต้ความดันสูงอีกด้วย ดังนั้นน้ำมันถั่วเหลืองที่บริสุทธิ์ไม่น่าจะมี GMOs หลายประเทศในสหภาพยุโรปจึงยอมรับว่า สำหรับน้ำมันพืช แล้วไม่ต้องติดสลากก็ได้


101. ยีนอะไรบ้างที่ตัดต่อใน GMOs

   มียีนอย่างน้อย 4 ชนิดที่ตัดต่อใน GMOs คือ Novel gene ยีนที่ตัดต่อเข้าเพื่อสร้างคุณลักษณะตามที่ต้องการ เช่น ยีน CryIA(c) ของเชื้อแบคทีเรีย Bacillus thurengiensis (BT) ที่ตัดต่อเข้าไปในฝ้าย เป็นยีนที่ควบคุมการสร้างโปรตีนที่เป็นพิษกับระบบทางเดินอาหารของหนอนเจาะสมอฝ้าย ทำให้หนอนตาย การตัดต่อยีนเข้าในข้าวโพด ถั่วเหลือง เพื่อให้ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืชไกลโฟเสส (glyphosate) เป็นต้น

   - Promoter gene เป็นยีนช่วยการแสดงออกของ novel gene 

   - Terminator gene เป็นยีนที่ช่วยหยุดการแสดงออกของ novel gene Marker gene เป็นยีนที่ตัดต่อเข้าไปในพืชเพื่อให้พืชนั้นแสดงความต้านทานต่อสารปฏิชีวนะ


100. ปัจจุบันมีพืชตัดต่อสารพันธุกรรมไรบ้างที่ควรรู้ และสร้างขึ้นเพื่ออะไร

   ปัจจุบันมีพืชตัดต่อสารพันธุกรรมหลายชนิดแล้ว และนักวิทยาศาสตร์ยังคงสร้างพันธุ์พืชใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ พืชที่สร้างขึ้นมาเหตุผลในด้านต่างๆ คือ

   1. มะละกอ สร้างขึ้นเพื่อให้ต้านทานต่อเชื้อไวรัส papaya ringspot virus สาเหตุโรคจุดวงแหวนของมะละกอ

   2. พริกหยวก สร้างพันธุ์ให้เพิ่มปริมาณของวิตามิน A และ C

   3. มะเขือเทศ สร้างพันธุ์เพื่อให้มีผลสุกช้า และรสหวานขึ้น 

   4. ฝ้าย สร้างพันธุ์ให้ต้านทานต่อการกัดกินของหนอนเจาะสมอฝ้าย 

   5. ถั่วเหลือง สร้างพันธุ์ให้ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืช glyphosate

   6. ข้าวโพด สร้างพันธุ์ให้ต้านทานต่อสารกำจัดวัชพืช glyphosate และ ต้านทานหนอนเจาะสมอฝ้าย มันฝรั่ง สร้างพันธุ์ให้ต้านทานต่อเชื้อไวรัส ด้วงกัดกินใบบางชนิด และไม่ดูดซับ น้ำมันในขณะทอด


99. การสร้างพันธุ์ใหม่ซึ่งพยายามจะใช้วิธีการตัดต่อสารพันธุกรรมนั้น จะเป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเปลี่ยนมาใช้วิธีปรับปรุงพันธุ์แบบ conventional

   เป็นสิ่งที่ทำได้ แต่ขั้นตอนของการปรับปรุงพันธุ์แบบ conventional จะใช้เวลายาวนานกว่า เป็นการสร้างพันธุ์โดยต้อง อาศัยเพศซึ่งยุ่งยากกว่า ในขณะที่การสร้างพันธุ์ใหม่โดยการตัดต่อยีน จะทำได้ง่ายไม่ต้องใช้เพศ สามารถได้พันธุ์ใหม่โดย ใช้เวลาสั้น


98. DNA ทนความร้อนได้หรือไม่ ที่อุณหภูมิน้ำเดือด หรือ 100 ํ C DNA0จะเสื่อมสลายไปหรือไม่

   DNA สามารถทนความร้อนที่อุณหภูมิสูงๆ ได้ จากการทดลองตรวจสอบ DNA บางชนิดที่ตัดต่อเข้าในพืช GMOs โดยทดลองใช้ อุณหภูมิ 100 ํ C เป็นเวลา 1 ชั่วโมง พบว่า DNA ที่ตัดต่อเข้าในพืช GMOs นั้นยังคงอยู่ ยังไม่เสื่อมสลายไป


97. อยากทราบแหล่งปลูกชาเขียวในประเทศไทย มีวิธีอย่างไร สภาพพื้นที่ที่เหมาะสม

ชาเขียวเป็นประเภทของชาอย่างหนึ่ง  ประเภทของชามี 3 ประเภท คือ

   1. ชาไม่หมัก/ชาเขียว เป็นชาที่ไม่มีขั้นตอนการหมักใบชาสดระหว่างกระบวนการผลิตโดยนำยอดชามาทำให้แห้ง ใช้วิธีให้ความร้อนหยุดยั้งการสลายตัวของหรือเรียกว่าการหมัก ชาประเภทนี้เป็นชานิยมดื่มกันมากในประเทศจีนและญี่ปุ่น รสอ่อน สีน้ำชาเป็นสีเขียว ผลิตภัณฑ์ที่รู้จักกันดีเช่น ชาหลงจิ่ง ชาปิ้ลว๋อชุน หวง ซันเหมา ฟงชาญี่ปุ่น เป็นต้น

   2. ชากึ่งหมัก/ชาอู่หลง เป็นชาที่มีการหมักใบชาสดในระหว่างกระบวนการผลิตเพียงบางส่วน ที่รู้จักกันดีที่สุดคือ ชาอู๋หลง ชาประเภทนี้รสชาติน้ำชาเข้มข้นและมีกลิ่นหอม น้ำชามีสีเหลืออมเขียว น้ำตาลอมเขียว น้ำตาลลอมเหลือง น้ำตาลส้มขึ้นกับวิธีการผลิต เมื่อดื่มชาชนิดนี้จะให้รสฝาดและขมเล็กน้อยชุ่มคอ

   3. ชาดำหรือชาแดงหรือชาหมัก เป็นชาที่ผ่านกระบวนการหมักนานสมบูรณ์เต็มที่ชาชนิดนี้จะให้สีและรสชาติชาเข้มข้นที่สุด น้ำชาเป็นสีส้มหรือน้ำตาลแดง กากชาจะมีสีแดงหรือสีน้ำตาลดำ ชาประเภทนี้ชาวตะวันตกนิยมดื่ม  คนไทย จึงเรียกว่า

   ชาฝรั่ง ชาวจีนเรียกว่าชาแดง ส่วนชาวตะวันตกเรียก Black tea เพราะใบชาผ่านกรรมวิธีการผลิตได้ใบชาได้ใบชาแห้งลักษณะผงสีดำหรือสีน้ำตาลอมดำ ชาประเภทนี้ได้แก่ชาคีมุน ของจีน ชาส่วนใหญ่ของอินเดีย และชาศรีลังกา แหล่งปลูกจะอยู่ทางตอนเหนือของประเทศจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เป็นต้นสำหรับวิธีการปลูกการดูแลรักษา สามารถหาเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์กรมส่งเสริมการเกษตร


96. อยากทราบเกี่ยวกับการปลูกฟักแม้ว วิธีการขยายพันธุ์ การเพาะปลูก การดูแลรักษา

   ฟักแม้ว (Chayote) ฟักแม้ว,ชาโยเต้ หรือมะเขือเครือ เป็นพืชผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูงประกอบด้วย แคลเซียม วิตามินซี และฟอสฟอรัส สามารถบริโภคได้ทั้งยอดและผล ปลูกเลี้ยงง่าย โรคและแมลงน้อยมีปลูกมาทางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน เช่น จังหวัดเลย และเพชรบูรณ์ แต่การบริโภคยังไม่แพร่หลายนัก เนื่องจากผลผลิตยังมีปริมาณไม่มากพอ และมีจำหน่ายเฉพาะแหล่งผลิต สภาพแวดล้อม ฟักแม้วเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น ชอบดินร่วน ระบายน้ำดี อุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตประมาณ 20-30 องศาเซลเซียส

   ถ้าต้องการให้ผลผลิตออกมากต่อเนื่องตลอดทั้งปี ต้องมีแหล่งน้ำอย่างพอเพียง การปลูกและการดูแลรักษา นำผลที่เห็นว่าแก่เต็มที่แล้วโดยจะสังเกตเห็นได้จากเมล็ดและรากงอกออกมา แล้วนำไปเพาะลงถุงที่เตรียมไว้ โดยมีส่วนผสมของแกลบดิบ ดินร่วน อัตราส่วน 1:1:2 ผสมกับปุ๋ยคอกเล็กน้อยให้ลึกครึ่งผล จนกระทั่งแตกยอดออกมายาวประมาณ 20-35 เซนติเมตร จึงนำไปปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ ที่มีขนาด 50x50x50 ซม. โดยใช้ระยะปลูก 2x2 เมตร จะทำให้ได้จำนวนต้น 400 ต้น/ไร่ ทำค้างสูงประมาณ 2 เมตร ให้น้ำ 2 วัน/ครั้ง สำหรับดินร่วนปนทราย ถ้าเป็นดินเหนียวควรให้น้ำ 4-5วัน/ครั้ง ให้ปุ๋ยสูตร 12-24-12 และ15-15-15 อัตรา 50-100 กิโลกรัม/ไร่ เพิ่มอินทรีย์วัตถุในดินโดยใส่ปุ่ยคอกทีมีเปอร์เซนต์ของธาตุอาหารสูงเช่น มูลไก่แห้ง ซึ่งมีธาตุอาหารสูง และเพิ่มปุ๋ยหมักเพื่อทำให้ดินร่วนขึ้น และจำทำให้อุ้มน้ำได้ดี โดยเฉพาะในดินทราย และควรมีการตัดแต่งเถา 3-4 ครั้ง/ปี โดยไว้เถาที่สมบูรณ์ประมาณ3-5 เถา/ต้น

   การเก็บเกี่ยว หลังจากปลูกจรถึงอายุ 6 เดือน ฟักแม้วจะเริ่มให้ผลผลิตการเก็บผล จะสังเกตุได้จากสีของ ผลมีสีเขียวอ่อน ขนาดของผลปานกลาง มีหนามเล็กน้อย ถ้าเก็บผลผลิตแก่เกินไป ผลจะมี เส้นใยมาก ผลผลิต ประมาณ 100-160 ผล/ต้น/ปี หรือ 25-40 กก./ต้น


95. ขอทราบข้อมูลการผลิตพริก

   การเก็บพริกทำพริกแห้ง ควรเลือกเก็บพริกที่แก่จัดสีแดงสดตลอดทั้งผลปราศจากโรคแมลงเข้าทำลาย แล้วรีบไปทำให้แห้งโดยเร็วจะทำให้ได้พริกแห้งที่มีสีสวย และคุณภาพดี การทำพริกแห้งให้มีสีสวยคุณภาพดี มีหลายวิธีดังนี้

   1. การตากแดด คือการนำพริกที่คัดเลือกแล้วนำมาตากแดดโดยตรง แผ่พริกบาง ๆ บนเสื่อหรือพื้นลานซีเมนต์ที่สะอาด โดยตากแดดทิ้งไว้ 5-7 แดด

   2. การอบด้วยไอร้อน คือ การนำพริกเข้าอบด้วยไอน้ำในเตาอบ  โดยวางพริกบนตะแกรง แล้ววางตะแกรงเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ วิธีนี้เหมาะสมสำหรับเกษตรกรที่ปลูกพริกเป็นจำนวนมาก และการทำพริกแห้งในช่วงฤดูฝน

   3. การลวกน้ำร้อน คือ การนำพริกไปลวกน้ำร้อนก่อน โดยลวกนาน 15 นาที แล้วนำไปตากแดดประมาณ 5 แดด วิธีนี้จะทำให้สีของพริกแห้งสวย และไม่ขาวด่าง

   4. การอบพริกด้วยโรงอบพลังแสงอาทิตย์ เป็นวิธีที่ทำให้ได้พริกที่มีคุณภาพสี สีสวย ก้านพริกสีทอง ไม่ดำ สะอาดไม่มีฝุ่นจับอบได้ครั้งละ 400 กิโลกรัม ใช้เวลาประมาณ 3 วัน


94. อยากทราบข้อมูลพืชไร่ และผลไม้เพื่อทำงานโครงการพัฒนาชนบทให้แก่ชาวบ้าน

   ระยะปลูกและความต้องการน้ำของพืชแต่ละชนิด มะนาว พื้นที่ลุ่ม เตรียมพื้นที่โดยการทำคันดินให้มีความกล้างประมาณ 6-8 เมตร ส่วนสูงให้สังเกตจากปริมาณน้ำที่เคยท่วมสูงโดยให้อยู่สูงกว่า แนวระดับน้ำท่วม 50 เซนติเมตร แทงร่องหรือซอยร่องทำประตูน้ำเพื่อระบายน้ำเข้าออก ขนาดร่องน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1เมตร พื้นที่ร่องกว้าง 0.5-0.7 เมตร ใช้ระยะปลูก 5x5 เมตร (64 ต้น/ไร่) พื้นที่ดอน ควรไถพรวนเพื่อกำจัดพืช และทำให้ดินร่วนซุย ใช้ระยะปลูก 4x4 - 6x6 เมตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของดิน (45-100ต้น/ไร่) การให้น้ำ ต้องมีการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ปลูกใหม่ ๆ ควรให้น้ำวันละครั้งเป็นอย่างน้อย (กรณีฝนไม่ตก) หลังจากปลูกประมาณ 15 วัน มะนาวสามารถตั้งตัวได้แล้ว ให้น้ำเดือนละ 2-3 ครั้ง และควรหาวัสดุมาคลุมดินบริเวณโคนต้นเพื่อช่วยรักษาความชื้น ควรเริ่มงดให้น้ำ ตั้งแต่ช่วงเดือนมีนาคม เป็นต้นไป จนถึงช่วงออกดอกเพื่อให้มะนาวสะสม อาหารให้สูงถึงระดับที่สามารถสร้างตาดอกได้ ปกติมะนาวจะออกดอกเดือนเมษายน-พฤษภาคม หลังจากมะนาวออกดอก และกำลังติดผลอ่อนเป็นช่วงที่มะนาวต้องการน้ำมาก เพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของผล มะละกอ การกำหนดระยะปลูก ระยะปลูก 4x3 เมตร 3x3 หรือ 2.50x3 เมตร หลังเลือกระยะปลูกเหมาะสมกับแปลงปลูกแล้ว ใช้เชือกขึงกำหนดระยะระหว่างต้นและระยะระหว่างแถว แล้วปักไม้เป็นจุด ๆ  เอาไว้ การให้น้ำ หลักจากปลูกมะละกอไปแล้วควรดูแลเรื่องการให้น้ำอย่างสม่ำเสมอทุกวัน และค่อยห่างขึ้นประมาณ 3-5 วัน/ครั้งหลักจากที่มะละกอตั้งตัวได้แล้ว วิธีการให้น้ำย่อมแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่และวิธีการปลูก น้อยหน่าระยะปลูกที่เหมาะสม คือ ระหว่างต้น 4 เมตร ระหว่างแถว 4 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกน้อยหน่าได้จำนวน 100 ต้น หรือถ้าระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร ระหว่างแถว 3 เมตร ในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกน้อยหน่าได้ 177 ต้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสะดวกในการทำงานสวน ลักษณะของพื้นที่ ความต้องการจำนวนต้นต่อไร่เป็นหลัก ถ้าระยะฝนทิ้งช่วง ควรปลูกระยะ 454 เมตร ต้นจะไม่เหี่ยวเฉาเนื่องจากสูญเสียน้ำและทรงพุ่มไม้ชิดกัน แม้จะมีอายุ 10 ปี ทำให้เข้าไปทำงานได้สะดวกไม่ค่อยมีโรคมากเหมือนระยะ 3x3 เมตร การให้น้ำในระยะที่ปลูกใหม่ ๆ ถ้าให้น้ำช่วยต้นน้อยหน่า  จะเจริญเติบโตได้เร็วมีจำนวนรอดตายสุง รากแผ่กระจายไปอย่างรวดเร็ว สมำเสมอพอพ้น 1 ปี ไปได้น้อยหน่าจะพอช่วยตัวเองได้ น้อยหน่าเริ่มติดผลได้ในปีที่ 2 การให้น้ำจะช่วยให้ผลเจริญเติบโต และเก็บเกี่ยวผลได้เร็วกว่าปกติ ในระยะดอกบาน สวนที่สามารถให้น้ำได้จะติดผลได้ก่อนทำให้ขายได้ราคา ถ้าให้น้ำแก่ต้นน้อยหน่าอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ขนาดของผล จำนวนผล และคุณภาพผลดีกว่าปล่อยธรรมชาติ การให้น้ำอาจใช้วิธีให้แบบร่อง ใช้สายยางปล่อยน้ำราดบริเวณโคนต้นให้แบบฝนเทียมหรือแบบหยดก็ได้


93. อยากทราบชื่อทางวิชาการของมันต่อเผือก และชื่อภาษา

   ชื่อวิชาการ คือ มันเทศ ชื่อวิทยาศาสตร์ Ipomea batatus ชื่ออื่น มันต่อเผือก เป็นพืชที่มีลักษณะประจำพันธุ์ คือ มีสีเนื้อเหมือนสีเผือก และมีเนื้อร่วมเป็นแบบมันเทศ จึงเรียกว่ามันต่อเผือก จังหวัดที่มีการปลูก คือ จังหวัดนครศรีธรรมราช และอยุธยา

   ทั้งนี้ สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มส่งเสริมการผลิตผัก โทร 0-2940-6102


92. วิธีการเข้าร่วมโครงการ ส่งเสริมการปลูกถั่วแระต้องทำอย่างไร

   1. เมล้ดพันธุ์ถั่วเหลืองฝักสด พันธุ์ที่ส่งเสริม คือ พันธุ์เชียงใหม่ 1 ผลิตและจำหน่ายโดยศูนย์ ขยายพันธุ์พื่ชที่ 7 จังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร โทร 0-5343-17522

   2. วิธีการเข้าร่วมโครงการฯ นั้น ขอเรียนให้ทราบว่า ปี 2546 ได้ดำเนินการในพื้นที่ 12 จังหวัด ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินโครงการเสร็จสิ้นไปแล้ว ส่วนวิธีการดำเนินโครงการฯ กรมส่งเสริมการเกษตรได้ร่วมกับจังหวัด 12 จังหวัด ได้พิจารณาคัดเลือกพื้นที่ที่มีศักยภาพ และคัดเลือกเกษตรกรที่มีความสมัครใจ โดยดำเนินโครงการเป็นกลุ่ม ๆ ละ 30 ไร่ สมาชิกจำนวน 15 ราย

   ทั้งนี้หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่กลุ่มส่งเสริมการผลิตพืชน้ำมันและพื้ชตระกูลถั่ว ส่วนส่งเสริมการผลิตพืชไร่  สำนักส่งเสริม และจัดการสินค้าเกษตร โทร. 0-2940-6080 ต่อ 412, 413,0-2940-6100, 0-2561-0453 โทรสาร. 0-2940-6078


91. อยากทราบว่าราคาปัจจุบันของไม้เลื้อยเช่น หวาย

   หวาย 1 รถสิบล้อ ถ้าหวายไม่ค่อยดี ราคารถละประมาณ 90,000 บาท ถ้าเป็นหวายดีราคารถละประมาณ 120,000 บาท หวายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 30 เซนติเมตร ราคาเส้นละ 29 บาท หวายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 22 มิลลิเมตร ราคาเส้นละ25บาท  หวายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 15 มิลลิเมตร ราคาเส้นละ 14 บาท หวายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 มิลลิเมตร ราคาเส้นละ 10 บาท หวายมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 มิลลิเมตร


90. ทานตะวัน ทานตะวันหน้าแล้ง หลังจากปลูกแล้วควรให้น้ำครั้งแรกเมื่อกี่วัน

   น้ำเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลกระทบต่อการผลิตทานตะวัน หากความชื้นในดินมีน้อยก็จะทำให้ผลผลิตลดลงด้วย การใช้น้ำที่เหมาะสมแก่ทานตะวันจึงจะทำให้ได้รับผลผลิตดีด้วย ดังนั้นการให้น้ำควรปฏิบัติดังนี้ ครั้งที่ 1 หลังจากปลูกเสร็จแล้วรีบให้น้ำทันที หรือควรทำการปลูกทันที หลังฝนตกเพื่อใช้ความชื้นในดินให้เต็มที่โดย ไม่ต้องรดน้ำ ครั้งที่ 2 ระยะมีใบจริง 2 คู่ หรือประมาณ 10-15 วัน หลังงอก ครั้งที่ 3 ระยะเริ่มมีตาดอก หรือประมาณ 30 -35 วันหลังงอก ครั้งที่ 4 ระยะดอกเริ่มบาน หรือประมาณ 50-55 วัน หลังงอก ครั้งที่ 5 ระยะกำลังติดเมล็ด หรือประมาณ 60-70 วัน หลังงอก การให้น้ำควรให้น้ำอย่างเพียงพอให้ดินชุ่ม  แต่ไม่ต้องถึงกับแฉะและน้ำขังการให้น้ำควรคำนึงถึงความชุ่มชื้นในดินด้วย ไม่ควรปล่อยให้ดินแห้งมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งช่วงแรกของการเจริญเติบโตจนถึงระยะติดเมล็ด


89. อยากทราบวิธีคำนวณวัดผลผลิตข้าวต่อไร่ อยากทราบวิธีคำนวณผลผลิต

   การวัดผลผลิตข้าวในแปลงคำนวนโดยใช้การสุ่มตัวอย่างในพื้นที่อย่างน้อย 1x1 หรือ 2x2 เมตรนับจำนวนต้นหรือ รวงข้าว แล้วสุ่มนับจำนวนเมล็ดข้าวที่สมบูรณ์ ต่อรวง ซึ่งเมล็ดข้าว 1,000 เมล็ด จะมีน้ำหนัก 22-24 กรัม จากนั้นคำนวณ ใช้สูตร ผลผลิตข้าว กก./ไร่=จำนวนต้นต่อ 1 ตร.ม.x1,600 ตร.ม.xจำนวนเมล็ด ต่อ 1 ตร.ม.x0.24 (น้ำหนักเมล็ด 1,000 เมล็ด 1,000 )


88. ทำไมเขาถึงต้องฟอกขาวถั่วงอก และเขาทำกันอย่างไร ใช้สารอะไรและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภคมากน้อยเพียงไร

   สารฟอกขาว เกลือซัลไฟล์ เกลือใบซัลไฟต์ และเกลือซันเฟอร์ไดออกไซด์ การใช้สารฟอกขาวในถั่วงอกนั้น เป็นเพราะผู้ขายมุ่งหวังที่จะให้ถั่วงอกมีสีขาวดูสวยงามน่าบริโภคโดยไม่คำนึงถึงปริมาณสารฟอกสีที่ปนเปื้อนว่าจะทำให้เกิดพิษได้ นอกจากนั้นถั่วงอกยังมีน้ำตาลมะพร้าว เส้นก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ถ้ามีการใช้สารฟอกสีมากเกินไปจะทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่นมีอาการปวดท้อง ปวดศีรษะ วิงเวียน อาเจียน ความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว เป็นต้น ดังนั้นการเลือกซื้อสินค้าไม่ว่าจะเป็นถั่วงอก น้ำตาลมะพร้าว หรือสินค้าอื่น ๆ ถ้าขาวผิดปกติก็ไม่ควรซื้อ เพราะอาจมีสารพิษของสารฟอกขาว ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้ องค์การอาหารและเกษตรโลกหรือเอฟเอโอ ได้กำหนดมาตรฐานการรับสารซัลเฟอร์ไดออกไซค์ไว้ว่า ในวันหนึ่ง ๆ ร่างกายไม่ความได้รับสารชนิดนี้เกิน 0.7 มิลลิกรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม


87. ต้องการข้อมูลเกี่ยวกับพันธ์ปลาน้ำมันแต่ละชนิด และข้อดีข้อเสียของแต่ละพันธ์

   - ข้อมูลปาล์มน้ำมันเว็บ http://techno.msu.ac.th/at/feedmicrocopic.doc แหล่งจำหน่ายพันธุ์ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี โทร.0-7728-6079, 0-7728-6933 อายุ 8-12 เดือน สามารถปลูกได้เลย ราคาต้นละ 50 บาท และบริษัท ทักษินปาล์ม จ.สุราษฎร์ธานี โทร.0-7720-0654, 0-7720-0655

   - ขอแก้ไขเว็บที่ให้ไว้เปลี่ยนเป็นเว็บ http://techno.msu.ac.th/at/feedmicrocopic/ปาล์มน้ำมัน.doc

    - นอกจากศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี บริษัททักษิณปาล์มแล้ว ยังที่แหล่งผู้ผลิตต้นกล้าปาล์มน้ำมันอีก 3 แหล่ง ได้แก่ บริษัทยูนิวานิช อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ บริษัทเปารงค์ ออยล์ปาล์ม อำเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช และบริษัท อุติพันธุ์ปาล์ม (ขออภัยไม่มีที่อยู่ชัดเจน) การเลือกซื้อต้นกล้าปาล์มน้ำมันควรพิจารณาประวัติของผู้จำหน่ายว่ามีการรับประกันพันธุ์หรือไม่ ควรเตรียมการก่อนทำการปลูกอย่างน้อย 1 ปี เพื่อเตรียมพื้นที่ สั่งจองและมัดจำต้นกล้าปาล์ม (ประมาณร้อยละ 25-50 ของราคาจำหน่าย)


86. อยากทราบเรื่องที่เกี่ยวกับหญ้ายางที่นำมาใช้เป็นยาถ่ายพยาธิในสัตว์และใช้เป็นยาถ่ายระบายในคน

   ชื่อภาษาไทยคือ หญ้ายาง ชื่อภาษาอังกฤษ Mexican fire plant ชื่อวิทยาศาสตร์ Euphorbia heterophylla Linn.วงศ์ Euphorbiaceae หญ้ายางเป็นพืชต่างประเทศระบาดเข้ามาในประเทศไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 พบครั้งแคกที่สถานีทดลองเกษตรดรรมศรีสำโรงในราวปี 2492-2493 และแพร่พันธุ์ไปอย่างรวดเร็วกลายเป็นวัชพืชเจริญงอก งามในดินปนทรายพบตามที่ดอนทั่วไปเป็นพืชใบกว้างรากแข็งหยั่งดิน ลึก ต้นสูงประมาณ 30 เซนติเมตรลำต้นกลวงและอ่อนมียางขาวสีม่วงแดง ก้านใบม่วงแดงเช่นกันและมีขนใบเดี่ยวออกตามข้อ ๆละใบขอบใบจักละเอียดแหลมดอกออกที่ยอดเป็นกระจุกมีทั้งดอกตัวผู้และดอกตัวเมียปนกัน ดอกสีขาวอมเขียวลูกแก่จะแตกเป็น 3 กลีบ กลีบละ 1 เมล็ด เมล็ดแก่สีดำตันอ่อน ๆลักษณะคล้ายผักบุ้งจีนเป็นวัชพืชร้ายแรงชนิดหนึ่งในสวนยางพารา


85. ปลูกพริกไทยไว้กอหนึ่ง อายุประมาณ 3 ปี ออกช่อดอกเยอะมาก แต่ไม่ติดผลเลย เป็นอะไร

   ผมปลูกที่ปักษ์ใต้ครับ จว.ยะลา สภาพต้นก็เจริญเติบโตสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ช่อดอกก็ออกเยอร์ แต่ไม่ยอมติด พริกไทยมีทั้งดอกที่สมบูรณ์เพศ(มีเกาสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน)และดอกไม่สมบูรณ์(มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียแยกกันคนละดอก) และการบานของดอกจะบานไม่พร้อมกันทั้งช่อ ดอกที่อยู่ด้านโคนช่อดอกจะบานก่อน ดอกพริกไทยส่วนใหญ่เป็นสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเองได้แต่การบานของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกดียวกันจะบานไม่พร้อมกัน การผสมเกสรจะต้องอาศัยเกสรตัวผู้จากดอกที่อยู่ที่ปลายช่อดอกที่บานที่หลัง ทำให้ช่อดอกไม่ค่อยติดผล และส่วนมากแล้วการผสมเกสรต้องอาศัยน้ำฝนช่วยในการชะเกสรตัวผู้มาติดกับเกสรตัวเมียเช่นเดี่ยวกับพริกไทยในภาคตะวันออกที่มีการออกดอกในฤดูฝนเมื่อดอกบานจะมีน้ำฝนช่วยในการผสมเกสร และนอกจากนี้การติดผลของพืชก็ยังมีปัจัยอื่น ๆอีกหลายปัจจัยทั้งนี้ต้องทราบรายละเอียดการดูแลรักษา สภาพแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่

   พื้นที่ปลูกพริกไทยที่ติดผลไม้ผลผลิต และผลิตพริกไทยเป็นการค้า จะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิดากาศค่อนข้างชื้น ได้แก่ จังหวัดทางภาคตะวันออก(จันทบุรี) จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการติดผลของพริกไทย ถ้าทำการปลูกในบริเวณพื้นที่ที่มีความชื้นไม่เหมาะสมจะต้องมีการจัดการเรื่องระบบน้ำให้เหมาะสม


84. มีวิธีการปลูกหม่อนอย่างไร

วิธีการปลูกหม่อนที่นิยมกันมี 2 วิธีคื่อ

   1. นำท่อนพันธุ์ไปปลูกในแปลงโดยตรง ก่อนปลูกให้ใช้ไม้ไผ่ปักหัวท้ายเป็นแนวแถวปลูก นำเชื่อกที่ได้ทำเครื่องหมายระยะปลูกระหว่างต้นไว้ ดึงให้ตึงระหว่างหลักทั้งสอง แล้วปักท่อนพันธุ์ลงปลูกให้ลึก 3 ใน 4 ส่วนของความยาวท่อนพันธุ์ หรือมีตาอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 1 ตา ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ท่อนต่อหลุม และควรปักชำไว้เพื่อปลูกซ่อมบางหลุมที่ต้นตายด้วย

   2. นำท่อนพันธุ์ไปปักชำในแปลงเพาะชำก่อน แล้วจึงย้ายปลูกลงหลุมที่เตรียมไว้โดยใช้กล้าที่มีอายุ 4 เดือนขึ้นไปซึ่งจะทำให้ต้นหม่อนมีอัตราการรอดสูง


83. อยากทราบแหล่งความรู้ การปลูกไม้เพื่อขุดขาย เป็นไม้ประดับ

   พญาสัตบรรณ ชื่อสามัญ Devil Tree ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia scholaris ตระกูล APOCYNACEAE ชื่อ ตีนเป็ดไทย ลักษณะทั่วไป พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตร ผิวต้นมีสะเก็ดเล็กๆ สีขาวปนน้ำตาลกรดดูจะมียางสีขาวลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้นๆ ใบเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาว ลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวประมาณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็มช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 กลุ่มดอกมีสีขาวอมเหลือง ผลเป็นฝักยาว ลักษณะเป็นเส้นๆ มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ในฝักมีเมล็ดเล็กๆ ติดอยู่กับขุยนั้น การปลูกนิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริเวณบ้านและสวน ควรห่างจากบ้านพอสมควรเพราะเมื่อมีอายุมากทรงพุ่มจะสูงใหญ่ ขนาดหลุมปลูก 50*50*50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก: ดินร่วน 1:2 การดูแลรักษา แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5 วัน/ครั้ง ดิน ชอบดินร่วนซุย ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2:3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด และการปักชำ โรคและศัตรู ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะมีความทนทานสารธรรมชาติได้ดี


82. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับมะระหวานและแหล่งที่จะหาต้นพันธุ์

   มะระหวาน (Sechium edule Sw.) หรือฟักแม้ว บ้างก็เรียก มะเขือเครือ มะเขือแม้ว แตงกะเหรี่ยง นี้มีวิตามินป้องกันเลือดออกตามไรฟัน มีแคลเซียม บำรุงกระดูกและฟัน และฟอสฟอรัส ก็ดีต่อกระดูกและฟัน เช่นเดียวกันและยังมีใยอาหารที่ย่อยง่ายช่วยให้ขับถ่ายสะดวก มะระหวาน นอกจากผลที่กินได้แล้ว ยอดอ่อนก็สามารถกินได้ด้วย ก่อนหน้านี้มะระหวานหากินไม่ได้ง่ายๆ เพราะว่าเป็นพืชที่ปลูกอยู่ทางเหนือแถบเชียงรายเพราะเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น และดินร่วนระบายน้ำได้ดี แต่ตอนนี้ เนื่องจากมะระหวานเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมาก เพราะรสชาติหวานอร่อย ไม่ว่านำไปผัดเปล่าๆ ใส่น้ำมันหอย ผัดใส่ไข่ แกงจืดหรือต้มกินกับน้ำพริกได้ทุกชนิด มะระหวานจึงหาซื้อได้ง่ายขึ้น ต้นมะระหวานมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีหนวดหรือมือจับ งอกออกมาข้างก้านใบหย่อมละ 2-4 เส้น รากขยายออกตามอายุ เพื่อเก็บสะสมอาหาร ใบมี 5 แฉกคล้ายใบตำลึงแต่ใหญ่กว่า และผิดขรุขระ ภายในมีเนื้อและมีเมล็ดเพียง 1 เมล็ด ขยายพันธุ์โดยใช้ผล และเก็บเกี่ยวส่วนขยายพันธุ์ในฤดูหนาว ฤดูกาลที่เก็บเกี่ยวได้มากคือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ส่วนที่ให้ประโยชน์ทางยาคือส่วนผลนี่เอง ที่มีทั้งวิตามินซี แคลเซียม และฟอสฟอรัส

   ติดต่อพันธุ์ที่ สถานีทดลองเกษตรที่สูง โทร.053-714439, 710434 และมูลนิธิโครงการหลวงโทรศัพท์ 053-810765-8


81. มีวิธีการปลูกเผือกหอมอย่างไร

รายละเอียดการปลูกเผือกหอมเว็บ http://www.doae.go.th/library/html/detail/peak/index.htm แพร่พันธุ์เผือกหอม ติดต่อ: นายปรีชา ชาญวิการณ์ 818/1 หมู่ 6 ต.ท่าตะโก อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ โทร: 01-7857930 และบ้านโคกไข่เต่า หมู่ที่ 6 ต.ประจันตาคาม อ.ประจันตาคาม จ.ปราจีนบุรี


80. ข้อมูลการปลูกขิง ข่า ตะไคร้ หมาก มะขามเปียก กระเทียม พริ ฟ้าทะลายโจร ขมิ้นชัน ใบฝรั่งในประเทศ รับซื้อจำนวนมากเพื่อส่งออกต่างประเทศ

   1. แหล่งปลูกและปริมาณผลผลิตขิง เช่น จังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี นนทบุรี ปทุมธานี และเพชรบุรี ภาคตะวันออกที่จังหวัด ปราจีนบุรี และภาคใต้ที่จังหวัดชุมพร และนราธิวาส เป็นผลผลิตทั้งหมดที่ได้ในแต่ละปีจะอยู่ระหว่าง 45,000-50,000 เมตริกตัน

   2. พื้นที่ปลูกกระเทียมที่สำคัญจังหวัดเชียงใหม่, ลำพูน, เชียงราย, ลำปาง, พะเยา, อุตรดิตถ์, แม่ฮ่องสอน, ศรีสะเกษ

   3. พื้นที่ปลูกตะไคร้ที่สำหรับจังหวัดชลบุรี, ตราด, นครนายก, สระบุรี, สิงห์บุรี, นนทบุรี, ลพบุรี, อยุธยา, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบูรณ์, กาญจนบุรี, นครปฐม, ราชบุรี, ตาก, แม่ฮ่องสอน, พิจิตร, พะเยา, เชียงใหม่, ลำพูน, นครสวรรค์, อุดรธานี, สุรินทร์

   4. ขมิ้นชันสถาบันวิจัยปากช่อง จ.นครราชสีมา

   5. พื้นที่ปลูกพริกที่สำคัญ จังหวัดอุบลราชธานี, ขอนแก่น, เลย, กาฬสินธุ์, นครสวรรค์, อุตรดิตถ์, เชียงใหม่, ลพบุรี, พระนครศรีอยุธยา, กาญจนบุรี,สุราษฎร์ธานี, นครศรีธรรมราช, ตราด


79. อยากทราบวิธีการเพาะเห็ดหัวลิง และวิถีการตลาด ทำแล้วขายที่ไหน ราคาขายและเชื้อเห็ดซื้อได้ที่ไหน

   วิธีการเพาะเห็ดชนิดนี้มีวิธีการเดียวกับการเพาะเห็ดชนิดอื่นๆ สำคัญอยู่ที่อากาศเย็นกว่า โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเส้นใยในก้อนเชื้อ จะอยู่ที่ประมาณ 23-32 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการออกดอกอยู่ที่ประมาณ 15-28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-90% ซึ่งจากการทดลองพบว่ามีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ขั้นตอนการเพาะเริ่มจากการเตรียมหัวเชื้อ วัสดุที่ใช้ประกอบด้วย

   1. ขี้เลื่อยไม้ยางพาราหรือขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ (หมัก 2 เดือน) 100 กก. 

   2. รำละเอียด 3 กก.

   3. น้ำตาลทราย 2กก.

   นำมาผสมทั้ง 3 อย่าง ผสมคลุกเค้าให้เข้ากันและปรับความชื้นให้พอเหมาะ สังเกตโดยกำขี้เลื่อยมาบีบให้แน่นแล้วแบมือ ขี้เลื่อยจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ จากนั้นนำขี้เลื่อยออกมาบรรจุพลาสติกทนร้อนแบบพับข้างขนาด 6 3/4 นิ้ว*12 3/4 นิ้ว อัดขี้เลื่อยให้มีความแน่นพอสมควร หรือให้แต่ละถุงมีน้ำหนักประมาณ 8-10 ขีด ใส่คอขวดจีบพลาสติกส่วนที่เหลือให้ตึงสม่ำเสมอ ปิดด้วยจุกประหยัดสำลีแล้วนำไปฆ่าเชื้อด้วยหม้อนึ่งลูกทุง (หม้อนึ่งไม่อัดความดัน) เป็นเวลา 2-3 ชั่วโมง จากนั้นทิ้งให้เย็น

   ขั้นตอนต่อมาให้นำน้ำเชื้อเห็ดหัวลิงที่เลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่างไปถุงละประมาณ 15-20 เมล็ด หลังจากที่เส้นใยเจริญเติบโตเต็มถุงก้อนเชื้อในช่วงพฤศจิกายน หรือธันวาคมที่มีสภาพอากาศเย็นจึงนำมาเปิดถุงให้ออกดอกในโรงเรือนที่ปูพ้นด้วยทรายและรดน้ำให้ชุ่ม ดึงจุกประหยัดสำลีและคอขวดออก แล้วพับปากถุงออกเหมือนเดิม นำไปวางเรียงให้เป็นแถวพ่นน้ำบางๆ วันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 1-2 ครั้ง ประมาณ 10-15 วัน จะเกิดดอกเห็ดโตพอที่จะขายได้ ผลผลิตเห็ดหัวลิงเก็บได้มีน้ำหนักประมาณ 280-290 บาท

   เกษตรกรท่านใดสนใจเพาะปลูกเห็ดหัวลิงเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้กับครอบครัวก็น่าจะลองศึกษาดู เพราะลู่ทางยังเปิดกว้างเนื่องจากบ้านเรายังไม่ค่อยมีการเพาะปลูกกันมากเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น ติดต่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อ.แสงแก้ว คำกวน คณะพืชศาสตร์และวิชาเทศกาลอาหาร ราชมงคลน่าน โทร.054-710259 ต่อ 1160,1161


78. อยากทราบสรรพคุณทางยาของบอระเพ็ดว่ามีประโยชน์ทางรักษาโรคใดได้บ้าง

   สรรพคุณและส่วนที่นำมาใช้เป็นยา: เถา-ใช้เป็นยาแก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้ร้อนใน โดยนำเถายาว 2 คืบครึ่ง (30-40 กรัม) ต้มคั้นเอาน้ำดื่ม หรือต้มเคี่ยวกับน้ำ 3 ส่วนจนเหลือ 1 ส่วน ดื่มก่อนอาหารวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น หรือเมื่อมีไข้ นอกจากนี้ใช้เป็นยาขมเจริญอาหารด้วย


77. อยากทำธุรกิจรับซื้อหัวมัน

มีดังนี้

   1. โม่หรือสับหัวมันสดให้เป็นชิ้นเล็กๆ ขนาดกว้าง 2-3 นิ้ว ยาว 5-8 นิ้ว

   2. นำชิ้นมันสดที่หั่นแล้วไปตากแดดบนลานมัน ส่วนใหญ่จะเป็นลานคอนกรีตโดยใช้รถตัก ตักชิ้นมันที่โม่ หรือวิธีการอย่างอื่นไปโดรยบนลานตาม ถ้ามีตู้โรยใช้รถตัก ตักชิ้นมันที่โม่แล้วใส่ตู้โรย ใช้รถยนต์ติดอุปกรณ์ลากตู้โรยโรยบนลานตาก หรือใช้โรยด้วยแรงงานคน โดยเอาชิ้นมันไปกองบนลานตากแล้วคราดเกลี่ยอีกครั้งหนึ่ง 

   3. การตากแดดให้แห้ง หลังจากโรยบนลานตากเสร็จแล้วจะมีการพลิกชิ้นมันเพื่อให้ชิ้นมันถูกแดดอย่างทั่วถึง การพลิกชิ้นมันให้แห้งอาจใช้อุปกรณ์ลักษณะเหมือนส้อมทำการพลิก การพลิกแต่ละครั้งจะห่างกันประมาณ 1-2 ชั่วโมง และต้องตากให้แห้งจนมีความชื้นประมาณร้อยละ 14-18 ระยะเวลาในการตากให้แห้งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น แสงแดด ลม ฝน น้ำค้าง ขนาดชิ้นมันที่โม่ และความหนาบางในการตากด้วย โดยปกติประมาณ 2-3 วัน ในช่วงฤดูฝนอาจต้องใช้เวลาถึง 4-5 วัน เมื่อตากแห้งได้ที่แล้วเรียกว่ามันเส้น ก็โกยเข้ามารวบรวมกองไว้ โดยใช้รถตักดินหรือใช้ยางติดรถดันมันมารวมกันเป็นกองเพื่อรอขายต่อไป

    อัตราการแปรรูป การผลิตมันเส้น 1 กก. ต้องใช้หัวมันสด 2-2.5 กก.ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น ลักษณะการหั่น การตากแห้ง ฤดูที่ทำการแปรรูป แต่ปัจจัยที่สำคัญคือ เปอร์เซนต์แป้งสูงก็จะผลิตมันเส้นได้สูง จากการสำรวจพบว่าอัตราการแปรรูปในการผลิตมันเส้น 1 กก. ใช้หัวมันสด 2.3 กก.

   หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมติดต่อ สำนักงานเกษตรจังหวัดนครราชสีมา,สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่, สมาคมโรงงานผู้ผลิตมันสำปะหลังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โทร. 044212370-1


76. ปกติแล้วมีการปรับปรุงพันธุ์ยางหรือไม่ แล้วถ้ามีการปรับปรุงพันธุ์ยาง กี่ปีถึงจะมีการปรับปรุงพันธุ์

  • การปรับปรุงพันธุ์ยางพาราและพืชสำคัญๆ นั้นมีการดำเนินการกันอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่กว่าจะได้พันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมนั้นต้องใช้เวลานานหลายปี บางทีสิบปีก็ยังไม่ได้ตามที่ต้องการ พันธุ์ยางบางพันธุ์ปลูกกันมาแล้วกว่า 30 ปี ก็ยังปลูกกันอยู่ในขณะที่งานวิจัยเพื่อหาพันธุ์ใหม่ก็ดำเนินการกันต่อไป
  • การปรับปรุงพันธุ์ยาง สามารถพูดได้ว่ามีการดำเนินการต่อเนื่องตลอดมา นับตั้งแต่ชาวยุโรป โดยคริสโตเฟลร์ โคลัมบัส เดินทางไปทวีปอเมริกา เป็นครั้งที่ 2 ในปี 2036-2039 ซึ่งขณะนั้นชาวยุโรปเพิ่งจะ รู้จักยางพารา ยางที่นำเข้ามาปลูกในทวีปเอเซียในสมัยเริ่มแรกราวปี 2419 ซึ่งเป็นเมล็ดยางที่เซอร์เฮนรี่ วิคแฮม รวบรวมมาจากตำบลโบอิม ริมฝั่งแม่น้ำแทปปาวอส ในมลรัฐพารา ของประเทศบราซิลนั้น ก็เป็นเมล็ดพันธุ์ยางจากแหล่งของยางชนิดที่ให้ผลดีที่สุด ซึ่งเท่ากับเป็นการคัดเลือกหรือเป็การปรับปรุงพันธุ์อย่างหนึ่ง กอรปกับมีผลการศึกษาของบริษัทฟอร์ดมอเตอร์ในเวลาต่อมา ยืนยันว่ายางพาราที่เซอร์เฮนรี่วิคแฮม นำมานี้ผลผลิตสูงและคุณภาพดีกว่ายางชนิดอื่นๆ ด้วยแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าการปรับปรุงพันธุ์ยางมีการดำเนินการมาช้านานแล้ว และมีการดำเนินการต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด
  • โดยทั่วไปวัตถุประสงค์หลักของการปรับปรุงพันธุ์ยาง คือ การผลิตยางพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตสูง และมีลักษณะรองอื่นๆ ดีขึ้น เช่น ต้านทานโรค ต้านทานลม มีการเจริญเติบโตดี ฯลฯ สำหรับการปรับปรุงพันธุ์ยางของประเทศไทย แบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกตั้งแต่ปี พ.ศ.2476-2507 ระยะนี้ส่วนใหญ่เป็นการคัดเลือกยางพันธุ์พื้นเมือง ที่มีลักษณะดีมารวบรวมไว้ เพื่อทดลองคัดเลือกพันธุ์ดีไว้สำหรับส่งเสริมแนะนำให้ชาวสวนยางปลูกและใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์สำหรับผสมพันธุ์ยางต่อไป ระยะที่ 2 ตั้งแต่ปี พ.ศ.2508 จนถึงปัจจุบัน เป็นช่วงที่มีการปรับปรุงพันธุ์ยางอย่างจริงจัง มีการคัดเลือกพันธุ์ ผสมพันธุ์ และนำความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ เข้ามาใช้ ในการปรับปรุงพันธุ์ยาง ขณะเดียวกันก็มีโครงการแลกเปลี่ยนพันธุ์ยางกับต่างประเทศด้วย
  • พันธุ์ยางของไทยที่ได้รับการปรับปรุงพันธุ์จนเป็นพันธุ์ชั้น 1 ที่แนะนำให้เกษตรกรปลูกโดยทั่วไปในปัจจุบัน คือพันธุ์สถาบันวิจัยยาง 251 (PRIT251) ซึ่งเป็นพันธุ์ยางที่คัดเลือกได้จากต้นกล้ายางจากแปลงของเอกชน ในจังหวัดสงขลา มีลักษณะเด่นคือให้ผลผลิตสูงเฉลี่ย477 กก. ต่อไร่ต่อปี
  • หน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการปรับปรุงพันธุ์ยางคือสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร การปรับปรุงพันธุ์ยางทำได้ทั้งการเลือกพันธุ์และการผสมพันธุ์ซึ่งกว่าจะได้พันธุ์ยางที่ใช้แนะนำให้เกษตรกรปลูกได้นั้นจะต้องใช้เวลา 10-30 ปี ดังจะเห็นได้จากแผนภูมิการปรับปรุงพันธุ์ยางและแผนภูมิขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ยางต่อไปนี้ ขั้นตอนการปรับปรุงพันธุ์ยาง ดังนี้ 
       1. การผสมพันธุ์ยาง 
       2. การคัดเลือกพันธุ์ยาง
       3. การเปรียบเทียบพันธุ์ยางขั้นต้น
       4. การเปรียบเทียบพันธุ์ยางขั้นปลาย
       5. แนะนำพันธุ์ยางชั้น 2
       6. แนะนำพันธุ์ยางชั้น 1 พันธุ์ยางที่แนะนำให้ปลูกแบ่งเป็น 3 ชั้น
           - ชั้น 1 แนะนำให้ปลูกโดยไม่จำกัดเนื้อที่ปลูก พันธุ์ยางในชั้นนี้ได้ผ่านการทดลองและศึกษาลักษณะต่างๆ อย่างละเอียด
           - ชั้น 2 แนะนำให้ปลูกโดยจำกัดเนื้อที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของเนื้อที่ปลูกยางที่ถือครอง แต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่ พันธุ์ยางชั้นี้อยู่ในระหว่างการศึกษาลักษณะบางประการเพิ่มเติม
           - ชั้น 3 แนะนำให้ปลูกโดยจำกัดเนื้อที่ปลูก ปลูกได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของเนื้อที่ปลูกยางที่ถือครอง แต่ละพันธุ์ควรปลูกไม่น้อยกว่า 7 ไร่ พันธุ์ยางชั้นนี้ส่วนใหญ่อยู่ในระหว่างการทดลองและต้องศึกษาลักษณะต่างๆ เพิ่มเติม พันธุ์ยางที่แนะนำ ชั้น 1 สถาบันวิจัยยาง 251 สงขลา 36 BMP 24 PB 260 PR 255 RRIC 110 PRIM 600 ชั้น 1 สถาบันวิจัยยาง 226 สถาบันวิจัยยาง 250 BPM 1 PB 235 PRIC 101 ชั้น 3 สถาบันวิจัยยาง 163 สถาบันวิจัยยาง 209 สถาบันวิจัยยาง 214 สถาบันวิจัยยาง 218 สถาบันวิจัยยาง 225 Haiken-2 PR302 PR 305

 


75. ยางพาราต้องการโพลิเมอร์หรือไม่

  • สารโพลิเมอร์ คือ สารประกอบโมเลกุลใหญ่ ซึ่งอาจจะผลิตจากส่วนของพืช เช่น มันสำปะหลังหรือเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการปิโตรเคมี ซึ่งจะนำมาผลิตเป็นผลผลิตยาง โฟมฯ เป็นต้น มีลักษณะเป็นเกร็ดหรือผงแห้ง สีขาวขุ่น ใส หรือสีส้ม เมื่อดูดน้ำจะพองออกเป็นก้อนวุ้นเล้กๆ หรือเป็นวุ้นเหลว ทางด้านการเกษตรนำมาใช้ประโยชน์ในแง่เป็นสารอุ้มน้ำ ช่วยเก็บน้ำไว้ให้พืชได้ใช้ในช่วงฝนแล้ง ช่วยให้เกิดช่องว่างในดิน ทำให้การถ่ายเทอากาศและการระบายน้ำในดินเป็นไปด้วยดี การใส่สารโพลิเมอร์รองก้นหลุมยางพารา จะมีส่วนช่วยให้ยางพารามีชีวิตรอดอยู่ได้นานขึ้นในสภาพแห้งแล้ง เพราะจะไปช่วยเพิ่มความเป็นประโยชน์ของน้ำในดินที่ยางพาราสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ให้มากขึ้น แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับโครงสร้างของดินด้วย โดยใช้สารโพลิเมอร์ มีจำหน่ายตามร้านจำหน่ายปุ๋ย และสารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งร้านจำหน่ายเครื่องมือวิทยาศาสตร์ทั่วไปที่กรุงเทพฯ ง่ายที่สุด คือ ที่สวนจตุจักร
  • ถ้าสาเหตุที่ทำให้ยางตายคือการขาดน้ำหรือดินแห้งเร็วเกินไป การใช้โพลิเมอร์น่าจะช่วยได้บ้าง เคยใช้ในการปลูกไม้ป่า เพื่อจะได้ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ เมื่อก่อนมีโพลิเมอร์ขายที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรตรงข้ามประตูใหญ่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ด้านถนนพหลโยธิน ตอนนี้ยังมีหรือเหล่าไม่ทราบ ถ้ามีเวลาน่าจะลองไปหาดูที่ร้านจำหน่ายอุปกรณ์การเกษตรแถวสามแยกเกษตรเดิมด้านถนนงามวงศ์วาน อาจมีขายก็ได้

 


74. ขอความรู้เกี่ยวกับการปลูกยางพาราเพื่อขายไม้เพื่อทำเฟอร์นิเจอร์

   การปลูกยางเพื่อขายเนื้อไม้ ควรใช้พันธุ์ PRIT401 ซึ่งจะใช้ 90 ตัน/ไร่ และจะได้เส้นรอบวงของ ต้นเท่ากับ 43.8 เซนติเมตร เมื่อต้นยางมีอายุ 4.5 ปี


73. ควรปลูกปาล์มในภาคกลางดีหรือไม่

   ไม่ควรปลูก เนื่องจากภาคกลางมิใช่เขตเกษตรเศรษฐกิจที่เหมาะสมสำหรับปลูกปาล์มน้ำมันนอกจากนี้ปาล์มน้ำมันจำเป็นต้องตัดส่งโรงงานทันทีเมื่อผลสุก ฉะนั้นจึงต้องมีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มอยู่ในบริเวณพื้นที่ที่ปลูกปาล์มน้ำมัน (พื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันจะต้องอยู่ห่างจากโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มไม่เกิน 120 กิโลเมตร) ซึ่งภาคกลางไม่มีโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม จึงไม่สมควรที่จะปลูกปาล์มน้ำมันในภาคกลาง


72. อยากทราบรายได้ของสวนปาล์ม

   สำหรับผลผลิตปาล์มน้ำมันของประเทศไทย คิดเฉลี่ยทุกอายุของต้นปาล์มน้ำมัน (เฉลี่ยตั้งแต่เริ่มให้ผลผลิต จนถึงปาล์มแก่-20 ปี) ประมาณ 2,560 กก./ไร่/ปี ดังนั้นใน 1 เดือนก็จะได้ผลปาล์มสดทั้งหลายประมาณ 214 กก./ไร่ เมื่อนำผลปาล์มสดทั้งทะลายมาทำเป็นผลปาล์มร่วงได้ 70% ของผลปาล์มสดทั้งทะลาย เพราะฉะนั้น ใน 1 ไร่ ก็จะได้ผลปาล์มร่วงประมาณ 150 กก./ไร่ ซึ่งถ้าคิดที่ราคา 3.30 บาท/กก. ใน 1 เดือน ก็จะมีรายได้จากสวนปาล์มน้ำมัน 495 บาท/ไร่ (ทั้งนี้ท่านผู้สนใจต้องลองนำไปคิดต้นทุนและผลกำไรด้วย)


71. ช่วยแนะนำเกี่ยวกับพันธุ์ วิธีการปลูก การบำรุงรักษาโรคและแมลงศัตรูพืช

โรคและแมลงที่สำคัญของพริกไทย ได้แก่

1. โรครากเน่า การป้องกันและกำจัด

    1) ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย

    2) ใช้เมทาแลกซิล โรยและกลบโคนค้างโดยรอบ ปีละ 2 ครั้ง ในช่วงต้นและปลายฝน

2. โรคโคนเน่า การป้องกันและกำจัด

    1) ปรับพื้นที่ให้มีการระบายดีไม่ชื้นแฉะหรือเป็นแอ่งขังน้ำ

    2) ตัดแต่ง กิ่งหรือแขนงตามบริเวณโคนต้นออกให้โปร่ง เพื่อลดความชื้นและให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

    3) เก็บใบ กิ่ง ก้าน ที่ร่วงอยู่ตามบริเวณโคนต้นออกไปเผาทำลาย เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรค

    4) ขุดทำลายวัชพืชในแปลงพริกไทยให้หมด เพราะอาจจะเป็นพืชอาศัยของเชื้อราสาเหตุโรคได้

    5) ใช้ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม พ่นให้ทั่วค้างพริกไทยเดือนละครั้งในฤดูที่มีโรคระยาด

3. โรคแอนแทรคโนส การป้องกันและกำจัด

    1) ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกไปเผาทำลาย

    2) ใช้เบนโนมิล หรือ เบนาเลกซิล+แมนโคเซ็บ หรือโพรคลอราช ฉีดพ่น


70. โรคกิ่งแห้งของพริก โรคกิ่งแห้งของพริก จะแก้ไขได้อย่างไร

   ลองสังเกตุดูลักษณะอาการต้นพริกให้ชัดเจนอีกที แล้วขอให้เข้าไปอ่านรายละเอียดที่หน้าเว็บกรมส่งเสริมการเกษตรแล้วเลือกกองป้องกันและกำจัดศัตรูพืช คลิ๊กสารสนเทศในงานป้องกัน และกำจัดศัตรูพืช แล้วเข้าไปคลินิคเกษตร ซึ่งจะมีรายละเอียดของโรคพริก


69. สามารถซื้อพันธุ์สมุนไพรได้ที่ไหนและมีจำหน่ายชนิดไหนบ้าง วิธีปลูกทำอย่างไร

   พืชสมุนไพรในบ้านเรามีหลายร้อยชนิดแต่แหล่งขายพันธุ์พืชแหล่งใหญ่ในกรุงเทพคือที่ตลาดนัดสวนจตุจักร และถ้าอยากทราบวิธีการปลูกดูแลรักษาขอให้ระบุชนิดพืชที่ท่านสนใจจะสะดวกในการค้นหาข้อมูลมากกว่า


68. อยากทราบแหล่งขายสมุนไพรเหล่านี้ เช่น หางไหล สาบเสือ ย่านสาวดำ สะเดา

   เนื่องจากสมุนไพรที่กล่าวมานี้เป็นสมุนไพรทางการเกษตรสามารถหาได้ในตลาดจตุจักร บางชนิดต้องสั่งล่วงหน้าโดยติดต่อให้แม่ค้าในตลาดจตุจักรช่วยหาให้ โดยทั่วไปแล้วในการผลิตสารไล่แมลงมักใช้พืชสมุนไพรหลายชนิดรวมกันซึ่งจะมีสรรพคุณครอบคลุมมากกว่าแต่สมุนไพรแต่ละชนิดก็มีสรรพคุณของมันเอง เช่น รากสดหางไหลทุบละเอียดแช่น้ำใช้ป้องกันกำจัดแมลงวัน ไร หนอนกระทู้ผัก หากต้องการน้อยสามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าวัสดุการเกษตรหรือในตลาดจตุจักร แต่หากต้องการมากแนะนำให้ผลิตเอง หากสงสัยหรือต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถติดต่อที่กลุ่มส่งเสริมการผลิตสมุนไพร โทร.02-5799547 ส่วนสมุนไพรที่ใช้ในการกำจัดปลวกสามารถใช้ละหุ่งโดยใช้ส่วนของใบหรือเมล็ดทุบ หมักนำมารดก็ได้


67. สายพันธุ์ส้มที่นิยมปลูกในประเทศไทย

   1. ส้มเกลี้ยง (Sweet Orange: C. sinensis) เป็นไม้ผลขนาดกลาง ต้นสูงประมาณ 5-7 เมตร ทรงพุ่มค่อนข้างทึบ กิ่งก้านแข็งแรง มีหนามขนาดใหญ่ หลังจากปลุกแล้ว 3 ปี จะเริ่มให้ผลผลิต ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาร 20 วัน นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช้เวลาประมาณ 7.5-8 เดือน

   2. ส้มเขียวหวาน (Tangerine: C. reticulata) เป็นไม้ผลขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร ทรงพุ่มมีลักษณะแน่นทึบ เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3 ปี และให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 15 ปี ถ้ามีการดูแลรักษาอย่างดี ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 20-25 วัน นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช่เวลาประมาณ 8 เดือน ต้นส้มเขียวหวานที่มีอายุ 10 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 150-180 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี น้ำหนักเฉลี่ยของผลประมาณ 8 ผลต่อ 1 กิโลกรัม

   3. ส้มจุก (Neck Orange: C. nobilis) เป็นไม้ผลขนาดกลาง เริ่มให้ผลผลิตหลังปลูกประมาณ 3 ปี และให้ผลต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 ปี ตั้งแต่ออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 20 วัน นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ต้นส้มจุกที่มีอายุ 5 ปี จะให้ผลผลิตที่มีน้ำหนักเฉลี่ยของผลประมาณ 5-6 ผลต่อ 1 กิโลกรัม

   4. ส้มตรา (ส้มเช้ง) (Acidless Orange: C. sinensis) เป็นไม้ผลทรงพุ่มขนาดเล็ก ต้นสูงประมาณ 2.5-3 เมตร เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 3 ปี และให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 10 ปี ตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบานใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช้เวลาประมาณ 8-9 เดือน ต้นส้มตราที่มีอายุ 5 ปี ให้ผลผลิตประมาณ 50 กิโลกรัมต่อต้นต่อปี นำหนักเฉลี่ยของผลประมาณ 6-8 ผลต่อ 1 กิโลกรัม

   5. ส้มโอ (Pummelo: C. grandis หรือ C. maxima) เป็นไม้ผลทรงพุ่มขนาดกลาง ต้นสูงประมาณ 3-7 เมตร เริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุ 4 ปี และให้ผลผลิตไม่ต่ำกว่า 15-20 ปี นับจากดอกบานจนถึงผลแก่ใช้เวลาประมาณ 8 เดือน ต้นส้มที่มีอายุ 8 ปี จะให้ผลผลิตประมาณ 80-100 ผลต่อต้นต่อปี

การแบ่งกลุ่มของส้ม

   ส้มเป็นพืชอยู่ในตระกูล Rutaceae สกุล Citrus สำหรับประเทศไทย มีการจำแนกพืชตระกูลส้ม พบว่าตระกูลย่อยที่สำคัญที่สุด  คือ ตระกุลย่อยของส้ม ซึ่งประกอบด้วยส้มชนิดต่าง ๆ มะขวิด มะตูม และส้มสามใบ อย่างไรก็ดี พืชตระกุลย่อยนี้ สามารถแบ่งได้ 4 กลุ่ม ได้แก่

   - กลุ่มส้มเกลี้ยงและส้มตรา (Orange group) แบ่งเป็นส้มที่มีรสหวาน (Sweet Orange: Citrus sinensis) และส้มทีมีรสเปรี้ยว หรืออาจมีรสออกขม (Sour or Bitter Orange: Citrus aurantium)

   - กลุ่มส้มจีน ส้มเขียวหวาน (Mandarin group) ได้แก่ ซัทซูมา มานดาริน (Satsuma Mandarin:Citrusunshiu) คิงส์ แมนดาริน (King Manderin: Citrus nobilis) เมดิเตอร์เรเนียน แมนดาริน (Mediterranean Mandarin: Citrus delicoia) คอมมอน แมนดาริน (Common Mandarin: Citrus reticulata)

   - กลุ่มส้มโอ และเกรฟฟรุท (Pummelo and Grapefruits) ได้แก่ ส้มโอ (Pummelo: Citrus maxima) และเกรฟฟรุท (Grapefruits: Citrus paradise)

   - กลุ่มมะนาว (Common acid member group) ได้แก่ ซิตรอน (Citron: Citrus medica) เลมอนหรือมะนาวฝรั่ง (Citrus lemon)

แหล่งที่มา : เอกสารวิชาการศัตรูพืชกักกันพืชที่สำคัญของส้ม

   สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร กรุงเทพฯ 2547


66. สถานที่ติดต่อขอกล้าพันธุ์ปาล์มน้ำมัน

ติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมที่ ศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฎร์ธานี สถาบันวิจัยพืชสวน กรมวิชาการเกษตร ตู้ ปณ. 53 อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี


65. ข้าวโพดที่เกิดโรคจากเชื้อแบคทีเรีย และรา

โรคข้าวโพดที่เกิดจากเชื้อไวรัส ยังไม่มีข้อมูล ที่พบ คือ โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย และ รา


64. มะละกอมีรสขม เกิดจากสาเหตุใด

   มะละกอ เป็นไม้ผลที่ลำต้นอวบน้ำ ปลูกได้ดีในดินทั่วไป แต่ต้องเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ไม่ขังแฉะและมีอินทรีย์วัตถุที่มากพอสมควร  ถ้าฝนไม่ตกควรรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ  เพราะมะละกอต้องการน้ำมาก ในการเจริญเติบโต และในทางตรงกันข้าม รดน้ำมากเกินไปจะทำให้เกิดโรครากเน่า โคนเน่าได้


63. หนอนเจาะพุทรา มีวิธีกำจัดอย่างไร

   1. แมลงที่สำคัญได้แก่ หนอนแดงเจาะผล ไรแดง เพลี้ยหอย เพลี้ยแป้ง หนอนม้วนใบ บุ้งร่าน ผีเสื้อม้วนหวาน สำหรับหนอนแดงเข้าทำลายตั้งแต่ผลอ่อน ตัวหนอนเจาะกินเนื้อในผลจนเป็นโพรง  สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดควรใช้ ไตรอะโซฟอส

   2. แมลงวันผลไม้  เป็นศัตรูที่ทำความเสียหายเป็นอย่างมาก การป้องกันกำจัดควรใช้มาลาไธออน  สำหรับไรแดงนั้น มักระบาดอยู่เสมอ การป้องกันควรใช้ยาอามีทราซ


62. ขอทราบพันธุ์มะเขือเทศ

   มะเขือเทศพันธุ์ Roma และ San Margam เป็นมะเขือเทศพันธุ์ผสมเปิด (Open pollinated variety) ที่ทำนำเข้าจากยุโรป และทางโรงงานอุตสาหกรรมมะเขือเทศนำเข้ามาส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือเป็นเวลานานมาแล้ว เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ปรับกับสภาพปลูกเมืองไทยได้ค่อนข้างดี ผลผลิตสูง ทนทานโรคและศัตรูพืชพอควร เช่น Fusarium will, Nematedes เป็นต้น จังหวัดที่ปลูกมากได้แก่หนองคาย นครพนม โดยโรงงานที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกจะเป็นผู้รับซื้อ ปัจจุบันพันธุ์มะเขือเทศโรงงานจะเป็นพันธุ์ใหม่ ๆ ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกทดแทนพันธุ์เดิม


61. การปลูกไผ่ลวก

   ดูรายละเอียดได้เว็บ http://www.dnp.go.th/EPAC/bamboo_rattan/bamboo19.htm กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม หรือ

เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ปฏิบัติการและวิทยากร ในการให้ข้อมูล

   1. นายทวี  คงมั่น   ผู้อำนวยการส่วนเพาะชำกล้าไม้  โทรศัพท์ที่ทำงาน 0 2561 4292 3 ต่อ 518   มือถือ  0 9771 9491  โทรสาร  0 2579 5569

   2. นายบุญฤทธิ์  ภูริยากร   นักวิชาการป่าไม้ 8 ว โทรศัพท์ที่ทำงาน 0 2561 4292 3 ต่อ 442

   3. นายชัยวุฒิ  ดลอารมย์   นักวิชาการป่าไม้  7 ว โทรศัพท์ที่ทำงาน 0 2561 4292 3 ต่อ 546  มือถือ  0 1620  2284  โทรสาร  0 2579 5569

   4. นายสุเมธ  ศิริลักษณ์   นักวิชาการป่าไม้  7ว โทรศัพท์ที่ทำงาน 0 2561-4292-3 ต่อ 517  0 2561-4841 มือถือ  0 1923  9166 โทรสาร  0 2579 5569

   6. นายราชันย์  ภู่มา   นักวิชาการป่าไม้  7 ว  โทรศัพท์ที่ทำงาน 0 2561-4292-3 ต่อ 718 


60. การปลูกปาล์มในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

   จากการศึกษาของกรมวิชาการเกษตร ปาล์มน้ำมันสามารถปลูกได้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ไม่ได้ทุกที่ พื้นที่ที่เหมาะสมจะอยู่แนวฝั่งแม่น้ำโขง ได้แก่จังหวัดหนองคาย นครพนม มุกดาหาร สกลนคร เป็นต้น ซึ่งกรมวิชาการได้จัดทำแผนที่ศักยภาพการปลูกปาล์มน้ำมันของภาคนี้แล้ว รายละเอียดข้อมูลกำลังเตรีมการจะขึ้น Web อยู่ 

   ขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  ศูนย์สารสนเทศ กรมวิชาการเกษตร   อาคารศูนย์ปฏิบัติการ ฝึกอบรม และ ถ่ายทอดเทคโนโลยี ชั้น ถ. พหลโยธิน เขตจตุจักร กรุงเทพฯ 10900

E-mail : itc@doa.go.th    Tel : 02-579-0151-7

   หรือศูนย์วิจัยปาล์มน้ำมันสุราษฏร์ธานี ตู้ปณ 53 อ.เมือง จ.สุราษฎร์ธานี โทร. 0-7727-4025-6, 0-7727-4101 โทรสาร 0-7725-9450


59. ปุ๋ยเร่างดอกได้แก่

ปุ๋ยเร่งดอก ชื่อภาษาอังกฤษ เรียกปุ๋ยไดแอมโมเนียมซัลเฟตสูตร 18-46-0


58. ตาดอกชื่อภาษาอังกฤษว่าอะไร

ตาดอก (flower bud)  


57. เชื้อราที่อยู่ในมะขามเทศ มีอันตรายต่อผู้บริโภคหรือไม่

   เชื้อราที่อยู่ในมะขามเทศ เชื้อราทุกชนิดมีโทษ ดังนั้นผู้บริโภคควรคัดเลือก มะขามเทศในการบริโภค เมื่อพบเชื้อราไม่ควรบริโภค เนื่องจากเมื่อบริโภค จะเกิดการสะสมพิษภายในร่างกายได้


56. การฉาบปูนที่ต้นไม้ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้าสู่บาดแผลของต้นไม้

   วิธีการ ยังไม่มีการแนะนำ เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีชาวบ้าน ยังไม่มีการแนะนำ การฉาบปูนที่ต้นไม้ เพื่อเป็นการป้องกันเชื้อโรคที่จะเข้าสู่บาดแผลของต้นไม้


55. รถเกี่ยวข้าวจดทะเบียนที่หน่วยงานใด

   การจดทะเบียนรถเกี่ยวข้าวสามารถจดได้ แต่ต้องมีเงื่อนไข คือ รถเกี่ยวข้าวต้องเป็นรถเกี่ยวที่คิดค้นขึ้นใหม่ ไม่ซ้ำกับแบบของใคร  สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมทรัพย์สินทางปัญญา  

   http://www.ipthailand.org/Thai/Default.aspx 

   สายด่วน 1368


54. สถานที่จำหน่ายเครื่องสีลูกเดือย จังหวัดเลย

   ในขณะนี้ เครื่องสีลูกเดือย อยู่ระหว่างการทดสอบของงานวิจัย โดยการนำเครื่องสีข้าวมาทดสอบในการสีลูกเดือย


53. การกำจัดหนอนพุทรา

การป้องกันกำจัด

   1. กำจัดวัชพืช และพืชอาหารในระยะหนอน เช่น ใบย่านาง ใบข้าวสาร ที่อยู่ในบริเวณแปลงปลูกเพื่อไม่ให้เป็นที่อาศัย และเป็นอาหารของหนอน

   2. ใช้กับดักแสงไฟ black light ล่อตัวเต็มวัย ในช่วง 20.00-22.00 น. เป็นช่วงที่ตัวเต็มวัยออกหากินมากที่สุด

   3. ใช้เหยื่อพิษล่อตัวเต็มวัย โดยใช้ผลไม้สุกที่มีกลิ่นหอม เช่น ลูกตาลสุก หรือสับปะรดตัดเป็นชิ้นๆ หนาประมาณ 1 นิ้ว แล้วจุ่มในสารฆ่าแมลง carbaryl ( Sevin 85% WP) อัตรา 2 กรัมผสมน้ำ 1 ลิตรแช่ทิ้งประมาณ 5 นาที นำเหยื่อพิษไปแขวนไว้ที่ต้น

การป้องกันกำจัดศัตรูพืช

   แมลงที่สำคัญได้แก่ หนอนแดงเจาะผล ไรแดง เพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย หนอนม้วนใบ บุ้งร่าน ผีเสื้อมวนหวาน สำหรับหนอนแดงเข้าทำลายตั้งแต่ผลอ่อน ตัวหนอนเจาะกินเนื้อในผลจนเป็นโพรง สารเคมีที่ใช้ป้องกันกำจัดควรใช้ ไตรอะโซฟอส

   แมลงวันผลไม้เป็นศัตรูพุทราที่ทำความเสียหายเป็นอย่างมาก การป้องกันกำจัดควรใช้มาลาไธออน สำหรับไรแดงนั้นมักจะระบาดอยู่เสมอ การป้องกันกำจัดควรใช้ยาอามีทราซ

โรคที่สำคัญได้แก่ โรคแอนแทรคโนส โรคราแป้ง โรคราสีชมพู และโรคใบจุดสนิม การป้องกันกำจัดควรใช้ยาโมโนโครโตรฟอส 

ศึกษาเพิ่มเติมที่http://www.rakbankerd.com/agriculture/in_agricultural/sub_agricultural.html?sub_id=1020&head=การปลูกพุทรา

ผู้ปลูกุทรา

   - นายธงชัย สุริยันต์ ต.ท่าทราย อ.เมือง จ.สมุทรสาคร

   - นายสมพงศ์ สายเจริญ ต.บางกระเจ้า อ.เมือง จ.สุทรสาคร

   - นายทวี ภู่เจริญ ต.สามโก้ อ.สามโก้ จ.อ่างทอง


52. สถานที่ซื้อกล้าผักหวาน

   1.กล้าพันธุ์ผักพื้นบ้านติดต่อที่ อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน ปลูกเป็นพืชแซมในสวนลำไย มีต้นกล้าและเมล็ดจำหน่าย หรือ ติดต่อทีสำนักเกษตรอำเภอบ้านโฮ่ง หรือที่สำนักงานเกษตรจังหวัดลำพูน โทร. 053-511120

   2.อุทยานผักพื้นบ้านเฉลิมพระเกียรติ บึงฉวาก หมู่ที่ 9 ต.เดิมบาง อ.เดิมบางนางบวช จ.สุพรรณบุรี โทร. 0-1948-9214

   3.โครงการพัฒนาส่วนพระองค์สะพานสูง โทร. 0-2372-2198-9 โทรสาร. 0-2372-2280


51. ข้าวเปลือกมีพันธุ์อะไรบ้างเมื่อสีแล้วได้ข้าวอะไร

   คือข้าวทุกชนิดในโลกาถ้ายังไม่ได้สีก็เรียกว่าข้าวเปลือกทั้งนั้นแหล เมื่อสีแล้วได้ทั้งข้าวสารข้าวกล้อง รำ แกลบ อยู่ที่ว่าตั้งโปรแกรมขัดขาวขนาดไหนหรือไม่ การคิดเปอร์เซนต์ในข้าว 100 เมล็ด เป็นเมล็ดที่สมบูรณ์กี่เมล็ดก็คิดเท่านั้นเปอร์เซนต์ข้าวจะสีได้กี่เปอร์เซนต์ขึ้นอยู่กับความชื้น คุณภาพเครื่องสี และหลาย ๆ อย่าง

   สำหรับพันธุ์ข้าวเปลือกพันธุ์อะไรบ้าง ข้าวมีมากมายหลายๆ ชนิดหลาย ๆ ชื่อ ปลูกต่างที่ก็มีชื่อต่างกันออกไปอย่างข้าวหอมมะลิ กับข้าวปทุมธาน 1 ก็คล้ายกันแต่ก็ไม่เหมือนในส่วนของความหอม


50. ฝรั่งมีอาการใบสีม่วง ยอดแข็งไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง ทั้งๆ ที่ให้น้ำประจำ หักยอดดูมีเสียงดังเปราะเกิดอะไร

   อาการฝรั่งของท่านที่เป็นอยู่ในขณะนี้คาดว่าน่าจะเป็นโรคยอดแห้ง หรือแคงเกอร์ ซึ่งมีสาเหตุมาจากเชื้อราชนิดหนึ่ง โดยลักษณะอาการทึ่สำคัญ คือยอดอ่อนจะเป็นสีดำและแห้งตาย เมื่อฝรั่งแตกยอดใหม่อีกเชื้อราก็จะเข้าทำลายอีกทำให้ยอดไม่สามารถเจริญเติบโตได้ถ้าเป็นมากใบจะไหม้ทั้งใบ สำหรับการป้องกัน ไม่ควรให้แปลงฝรั่งมีความชื้นสูงมากเกินไป (ไม่ควรให้น้ำบ่อยมากเกินไป)เพราะจะทำให้โรคระบาดได้ง่ายขึ้น ให้เอาใบที่เป็นโรคไปเผาทำลายเพื่อไม่ให้เชื้อโรคแพร่ระบาด ฉีดพ่นสารกำจัดเชื้อรา เช่น มอร์โดมิกเจอร์ หรือมาเนบ หรือเมนโดเซบ หรือ เบโนมิล โดยเฉพาะเบโมนิล ใช้ได้ดีกับโรครี้แต่ไม่ควรใช้เป็นประจำเพราะอาจจะทำให้เชื่อราเกิดความต้านทานได้ง่ายควรใช้สลับกับสารกำจัดเชื้อราชนิดอื่น ๆ สวนอัตราการใช้และวิธีการใช้ให้ใช้ตามแนะนำสลากข้างขวด


49. หากต้องการข้อมูลเกี่ยวกับมะม่วงหิมหิมพานต์ทั้งหมด สามารถติดต่อและหากข้อมูลได้ที่ใด

   วิธีการปลูก ขุดหลุมขนาดประมาณ 50-100 เซนติเมตร(กว้าง * ยาว * ลึก) รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอด 3 กิโลกรัม ใช้ต้นกล้าที่มีอายุไม่เกิน 3 เดือน ระยะปลูก 6*6 เมตร จำนวนต้นต่อไร่ 45 / ไร่ การให้ปุ๋ย อายุ 1-3 ใช้ปุ๋ยสูตร 12 - 24 -12 จำนวน45 กิโลกรัม/ไร่, อายุ 4-7 ปี ใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 จำนวน 67.5 กิโลกรัม/ ไร่ อายุ 8 ขึ้นไป ใช้ปุ๋ยสูตร13-13-21 จำนวน 135 กโลกรัม / ไร่ การให้น้ำ ควรให้น้ำช่วยหลังจากปลูกไปแล้วในช่วง 1 ปี ถ้าฝนไม่ตก

   การตัดแต่งกิ่ง ควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือลำต้นเดียวเพื่อให้ได้ทรงพุ่มที่เหมาะสมและตัดแต่งกิ่งที่แห้งตายและกิ่งที่เป็นโรคออกทิ้งตัดกิ่งให้สูงจากพื้นดินประมาณ 90 เซนติเมตร เมื่ออายุได้ 3 ปีศัตรูพืชที่สำคัญและวิธีการป้องกันกำจัด

   1. หนอนเจาะลำตัวเป็นตัวอ่อนด้วง เจาะเนื้อไม้ภายในเมื่อพบการระบาดตัดกิ่งที่ถูกทำลายทิ้งและเผาทำลายตัวหนอนและดักแด้ หรือใช้สารโมโนโครโตฟอส อัตรา 10 มิลลิลิตรฉีดเข้าปากรูอุดด้วยดินเหนี่ยว

   2. เพลี้ยไฟ ตัวอ่อนสีเหลืองคาดแดง ตัวแก่สีดำ ทำลายใบอ่อน ยอดอ่อน ใช้สารคาร์บาริล อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โปซัลแฟน อัตรา 30 มล./น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น

   3.โรคช่อดอกแห้งเชื้อราทำให้ช่อดอกแห้งเป็นน้ำตาลทำให้ดอกร่วงไม่ติดผลเมื่อ พบการระบาดใช้สารไดเทนเอ็ม-55 อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเบนเลท 50% อัตรา 10 หกรัม/น้ำ 20 ลิตร ผลของมะม่วงหิมพานต์นำมากินเป็นผักและผลไม้ ทั้งยังดัดแปลงแยม ไวร์ และน้ำส้มสายชู

   สามารถติดต่อขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักส่งเสริมและจัดการสินค้าเกาตร กลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ยืนต้น โทร.0-240-6116


48. มะม่วงเพื่อการส่งออกแหล่งปลูกเพื่อการส่งออกมีที่ไหนบ้าง มีพันธุ์อะไรบ้าง มีวิธีคัดเลือกอย่างไร

   มะม่วงเพื่อการส่งออกแหล่งปลูก ภาคตะวันออกได้แก่ ฉะเชิงเทรา สระแก้ว ชลบุรี ระยอง ภาคเหนือได้แก่ อุทัยธานี พิจิตร พิษณุโลก เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียง ได้แก่ นครราชสีมา ขอนแก่น บุรีรัมย์ ภาคตะวันตก ได้แก่ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี เพชรบุรี นครปฐม อ่างทอง สิงห์บุรี พันธุ์

   ที่ส่งออกมาก คือ น้ำดอกไม้เบอร์4 น้ำดอกไม้สีทอง ส่วนพันธุ์ที่ส่งกกอน้อยได้แก่ แรด ทองคำ หนังกลางวัน วิธีการคัดเลือกเพื่อการส่งออก พันธุ์น้ำดอกไม้สีทองจะมีผิวออกสีทอง (สีเหลืองทองจากการที่ห่อด้วยถุงกระดาษ 2 ชั้น ชั้นในจะเป็นถุงสีดำ จะให้ผิวสีเหลืองอมส้มแม้ยังสุกอยู่ ส่วนพันธุ์น้ำดอกไม้เบอร์ 4 ผิวจะมีสีเขียวผิวละเอียด(ห่อด้วยถุงขาว)ถ้าห่อด้วยถุง 2 ชั้น ชั้นในเป็นถุงสีดำจะทำให้ผิวเป็นสีเหลืองอมเขียว(ดอกกะดังงา)


47.ลองกองกิ่งแห้งอาการลองกองตายยอด หรือกิ่งยอดแห้งตาย อยากทราบว่าเกิดจากสาเหตุใดบ้าง

ลองกองกิ่งแห้งเป็นโรคราสีขาว เกิดจากสาเหตุ เชื้อรา บริเวณที่เข้าทำลาย ปลายกิ่งและใบอาการ เส้นใยขาวหยาบขึ้นปกคลุมบริเวณปลายกิ่งและใบ ทำให้กิ่งแห้งเหี่ยวและมักเกิดร่วมกับการทำลายของหนอนกินใต้ผิวเปลือกการแก้ไขและป้องกันกำจัด

   1. ตกแต่งกิ่งที่เป็นโรคเผาทำลายทิ้ง

   2. ถ้ามีการระบาด ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช พวกสารประกอบทองแดง


46. อยากทราบข้อมูลการปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวของมะม่วงเพื่อการส่งออก มีอะไรบ้าง

การปฏิบัติการหลังการเก็บเกี่ยวมะม่วงเพื่อการส่งออก

   1. มีการสวมถุงตาข่ายกันกระแทกแล้วนำไปวางที่จุดรวบรวมในที่ร่ม หรือระบายความร้อนด้วยพัดลม

   2. คัดคุณภาพและคัดขนาด ทางบริษัทไม้ต้องการคัดขนาดซื้อผลคละแต่ก็มีขนาดน้ำหนักกำหนดไว้หยาบ ๆ เช้น 500,350 กรัม หรือจะคัดโดยละเอียด

   3. สวมตาข่ายกันกระแทกหรือห่อกระดาษในตลาดมะม่วงราคาแพง สำหรับตลาดราคาถูกไม่ต้องห่อกระดาษหรือตาข่ายแล้วบรรจุลงกระกร้าพลาสติกส่งให้กับบริษัท

   4. บริษัททำการตัดขั้วและชุบยากันรา

   5. เป่าให้แห้งติดสติกเกอร์

   6. เฉพาะตลาดญี่ปุ่น เกาหลี นิวซีแลนด์ คัดคุณภาพลงกล่องบรรจุเพื่อการอบไอน้ำ กล่อง ละ 10 กก.

   7. อบอน้ำถายใต้อุณหภูมิ 47 องศาเซลเซียส นาน 20 นาที ความชื่นสัมพัทธ์ 95 %

   8. เปิดตู้อบระบายความร้อนด้วยน้ำและเป่าให้แห้ง

   9. คัดขนาดโดยน้ำหนัก

   10. สวมตาข่าย

   11. บรรจุกล่องๆ ละ 5กก.

   12. ติดสติกเกอร์ ว่าผ่านการอบไอน้ำ

   13. บรรจุกล่อง

   14. สุ่มตรวจ 5%

   15. ขนส่งไปสนามบินหรือขนส่งทางเรือ


45. อยากทราบวิธีขยายพันธุ์มะปรางว่ามีวิธีไหนบ้าง

   การขยายพันธุ์มะปราง มะปรางเป็นไม้ผลที่เติบโตช้า ขยายพันธุ์ได้ยาก และใช้เวลาขยายพันธุ์ยาวนานกว่าไม้ผลที่สำคัญบางชนิด การขยายพันธุ์ที่นิยมกันมาก

   1. การเพาะเมล็ด การขยายพันธุ์วิธีนี้ง่าย และสามารถทำได้จำนวนมาก มีข้อเสียทีมีการกลายพันธุ์ และให้ผลผลิตช้า ประมาณ 7-8 ปี อุปกรณ์ที่ใช้เพาะเมล็ด

       - เมล็ดพันธุ์มะปรางที่สมบรูณ์

       - ถุงพลาสติกสีดำขนาด 4*7นิ้ว หรือ 5*9 นิ้ว

       - ดินปลูก ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 3:1:2

       - บัวรดน้ำ

       - ผ้าพลาสติกปูพื้น

       - ปุ๋ยทางใบ

       - สารเคมีป้องกันแมลง

       - เครื่องพ่นสารเคมี

   2. ขั้นตอนการปลูก

       2.1. ผสมดินปลูก ดินร่วน 3 ส่วน ปุ๋ยคอก 1 ส่วน ขี้เถ้าแกลบ 2 ส่วน

       2.2. นำผลมะปรางที่จะเพาะล้างเอาเนื้อออก ผึ่งในร่ม ก่อนเพาะควรนำไปจุ่มสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราก่อน การเพาะควรใช้ไม้ไผ่กลมเล็กแทงลึกประมาณ 2-3 เซนติเมตร แล้วนำเม็ดมะปรางมายอดในแนวนอน กลบเมล็ดด้วยดินเพาะ ประมาณ 5-10 วันเมล็ดจะงอก

       2.3. เมื่องอกเป็นต้นกล้า ควรมีการรดน้ำ และให้ปุ๋ยทางใบ 22. การตอนกิ่ง ควรเริ่งทำการตอนกิ่งช่วงต้นฤดูฝน ควรใช้ขุยมะพร้าวหุ้มกีกว่าใช้ดิน เพราะอุ้ม น้ำดีกว่า

   3. วิธีการตอน

       3.1. เลือกกิ่งเป็นกิ่งเพสลาด คือ ผิวเปลือกสีน้ำตาลปนเขียว ลักษณะใบต้องสมบรูณ์ไม่เป็นโรค

       3.2. ควั่นกิ่งตอน โดยหางจากปลายกิ่ง 40 เซนติเมตร โดยเปิดแผลกว้าง 2-3 เซนติเมตร แกะเปลือกออก ขูดเยือเจริญออก เอาทิ้งแผลไว้ 7 วัน

       3.3. หุ้มกิ่งตอนด้วยขุยมะพร้าว ให้มิดรอยแผล แล้วเอาผ้าพลาสติกหุ้มต้นตออีกขั้นหนึ่ง จากนั้นเอาเชือกรักหัวท้ายให้แน่นพอควร

       3.4. ทิ้งไว้ 45-55 วัน ก็จะเกิดรา รอจนรากเดินดี จึงตัดไปชำ

       3.5. ชำกิ่งตอน ควรทำในที่ร่มรำไร กิ่งตอนควรเลี้ยง 1-2 เดือน จึงนำไปปปลูก อย่างลืมเอาถุงพลาสติกออกก่อนที่จะนำกิ่งลงชำ

   4. การทาบกิ่ง เป็นวิธีขยายพันธุ์มะปราง / มะยงชิด ที่เหมาะสมที่สุด เพราะมะปรางมีระบบรากแก้วที่แข็งแรง เหมาะที่ทนสภาพแล้งได้ดี การทาบกิ่งนิยมทาบแบบประกบ เฉือนเป็นปากฉลาม นำต้นตอที่เตรียมไว้ สอดเข้าแผลกิ่งพันธุ์ดี ต้นตอควรได้จากการเพาะเมล็ดอายุต้นตอ 1-2 ปี หรือต้นขนาดหลอดกาแฟ

   5. การเปลี่ยนยอดในช่วงฤดูฝนส่วนฤดูอื่นต้องรดน้ำโคนต้นอยู่เสมอวัสดุอุปกรณ์

       - กรรไรแต่งกิ่ง

       - มีดดอนที่สะอาด

       - ผ้าพลาสติกใส

       - ถุงพลาสติก 

       - ต้นมะปราง ต้นพาะเมล็ดที่ปลูกในสวนอายุ 1-5 ปี 

       - กิ่งหรือยอดพันธุ์ดี ที่มีตาที่สมบรูณ์ พร้อมที่จะเป็นยอดใหม่ 

       - กิ่งไม้ทำเพิงชั่วคราว บังขณะต่อยอด

   6. วิธีเปลี่ยนยอด

       6.1. ใช้กรรไกรตัดยอดมะปรางพันธุ์ดีที่เราต้องการ มาเปลี่ยนยอดพันธุ์ไม่ดี ที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป ตัดยอดพันธุ์ที่จะต่อยาว 7-15 เซนติเมตร ตัดใบออกให้หมด

       6.2. เมื่อถึงที่สวน ใช้กรรไกรตัดแต่งกิ่ง ตัดยอดต้นมะปรางที่สมบรูณ์ นำใบมีดที่คมและสะอาดผ่ายอดต้นตอเป็นรูปลิ่ม 2-3 เซนติเมตร

       6.3. นำยอดพันธุ์ดีของมะปราง ที่จัดเตรียมไว้แล้ว มาตัดตอนเหลือยาว 5-7 เซนติเมตร แล้วใช้ใบมีดโกนที่คมและสะอาด เฉือนกิ่งพันธุ์ดีทั้งสองด้านเป็นรูปปากฉลาม แผลยาว 2-3 เซนติเมตร แล้วนำไปเลียบบนยอดต้นตอ ในแนวเยื่อเจริญ

       6.4. นำผ้าพลาสติกใสมาพันแผลบริเวณรอยต่อให้สนิท

       6.5. นำซองพลาสติกหรือซองใส่ยามาคุลมบริเวณที่ต่อยอดมะปรางให้เลยรอยแผลเล็กน้อยใช้มือรัดปากถุง

       6.6.หลังจากการเปลี่ยนยอกมะปราง ให้ตัดยอดที่เหลือทิ้งให้หมดเพราะอาหารจะได้มาเลี้ยงยอดใหม่ได้เต็มที่

       6.7. หลังจากเปลี่ยนยอดได้ 30 วัน มะปรางจะมีการแตกใบอ่อนให้เลือนปากถุงขึ้งไปข้างบนทีละน้อยเพื่อให้ยอดมะปรางแทงได้สะดวก และเมื่อเห็นยอดมะปรางปรับตัวเข้ากับอากาศภายนอกได้ดีแล้วให้นำซองยาออกได้


44. ผิวผลของผลมะปรางก็เลยเป็นด่าง ๆ เกิดจากอะไร

   มะปรางเป็นรอยเป็นรอยดำ ๆ หรือเป็นกระเกิดจากเชื้อรา เชื่อโรคแอนแทรดโนส การป้องกัน สารเคมีป้องกันกำจัดโรครา เช่น เบนโนบิล ไธอะเบนดาโซล ฉีดพ่นในช่วง - ช่วงระยะเริ่งแทงช่อดอกเริ่มบาน - ช่วงระยะที่ดอกทยอยบานและติดผลขนาดเล็ก - ช่วงระยะที่ผลที่กำลังเจริญเติบโต ให้ห่อผลเมื่อผลอายุ 3 อาทิตย์ เพื่อดาราวรรณ ศูนย์สารสนเทศ


43. มีวิธีการปลูกชมพู่อย่างไร

   การปลูกชมพู่ ชมพู่ไม้ผลเขตร้อนซึ่งมีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย เป็นพืชจัดอยู่ตระกูลเดียวกับฝรั่ง หว้า ยูคาลิปตัส เป็นพืชที่ชอบน้ำ จัดเป็นไม้ผลที่มีลำต้นขนาดใหญ่ ดอกมีกลิ่นหอมคล้ายกุหลาบ ผลมีรสชาติหวานกรอบ คนไทยจึงนิยมปลูกเป็นไม้มงคลประจำบ้าน ชมพู่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ ผลนอกจากจะใชรับประทานสดแล้ว ยังสามารถนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้เช่น เยลลี่ แยม และแช่อิ่ม เป็นต้น สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

   ชมพู่เป็นไม้ผลที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีที่มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ดินที่เหมาะสมคืนดินร่วนปนทราย ดินร่วนเหนียว ในบริเวณที่ราบลุ่มภาคตะวันตก สภาพความเป็นกรดเป็นด่างอยู่ระหว่าง 6.5-7 การปลูกชมพู่ สถานการณ์การผลิต และการตลาดชมพู่ ชมพู่เป็นพืชที่สามารถปลูกได้ทั่วไปในพื้นที่มีน้ำและดินอุดมสมบูรณ์ ในปี 2538 มีพื้นที่ปลูกทั้งประเทศ 30,054 ไร่ ผลผลิต 36,309 ตัน จังหวัดที่ปลูกชมพู่มาได้แก่ จังหวัดนครปฐม ราชบุรี และสมุทรสาคร สำหรับตลาดชมพู่นั้น ส่วนใหญ่เป็นตลาดภายในประเทศ ได้แก่ ตลาด ประจำจังหวัดต่าง ๆ ตลาดกลางกรุงเทพฯ ได้แก่ ตลาดสี่มุมเมือง ปากคลองตลาด ตลาดไทย เป็นต้น ราคาชมพู่ในช่วงฤดูกาลอยู่ที่ประมาณ 20-25 บาท ส่วนนอกฤดูกาล ราคาประมาณ 50-80 บาท แล้วแต่ชนิดของพันธุ์ ส่วนตลาดส่งออกยังมีไม่มากนักทั้งนี้ เพราะชมพู่เป็นผลไม้ที่อบช้ำและเน่าเสียง่าย แต่มีการส่งออกไปแถบฮ่องกง สิงคโปร์ อินโดนีเซีย อยู่บ้าง ต้นทุนและผลตอบแทน ต้นทุนในการผลิตชมพู่ ประมาณ 3,400 บาท/ไร่ ผลตอบแทน ประมาณ 23,400 บาท/ไร่ ทั้งนี้คิดจากราคาจำหน่ายที่ 13.07 บาท

การปลูก

   1. การเตรียมแปลงปลูก ในการปลูกชมพู่สามารถปลูกได้ทั้งแบบยกร่องในที่ราบลุ่มภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ซึ่งการปลูกแบบยกร่องนี้ส่วนหลังร่องประมาณ 3 เมตร ร่องน้ำกว้าง 1-1.50 เมตร มีแนวชายร่องข้างละ 0.50 เซนติเมตร  ซึ่งหลังยกร่องแล้วควรตากดินไว้ 1 เดือน แล้วจึงพลิกหน้าดินให้ดินล่างลงไปอยู่ด้านล่าง และดินบนซึ่งถูกทับขณะขุดร่องกลับมาอยู่ด้านบนตามเดิม ช่วงพลิกดินนี้เอง ชาวสวนสามารถทำการปรับสภาพดินโดยใส่ปูนขาวและใส่ปุ๋ยคอกลงไปในดินได้เลย สำหรับพื้นที่ดอนควรไถพรวนพร้อมทำการปรับสภาพดินและใส่ปุ๋ยคอกไปเลย

   2. กำหนดระยะปลูก

       2.1. แบบยกร่องนั้น ส่วนใหญ่ใช้ระยะห่างระหว่างต้น 4 เมตร

       2.2. บนพื้นที่ดอนใช้ระยะ 4*4 เมตร หรือ 6*6 เมตร แล้วแต่สภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินด้วย ถ้า ดินอุดมสมบูรณ์ควรปลูกระยะ 6*6 เมตร

   3. การเตรียมหลุมปลูกจะใช้ขนาด 50*50*50 กว้าง*ยาว*ลึก โดยแยกดินหน้าไว้ข้างหนึ่งและดินล่างไว้อีกข้างหนึ่ง แล้วเอาปุ๋ยคอกประมาณ 50 กิโลกรัมผสมกับหน้าดินอัตราส่วน   1:1 และปุ๋ยร็อคฟอสเฟต 500 กรัม กลบลงในหลุมจนพูน

   4. การปลูกนำต้นพันธ์ชมพู่ที่คัดเลือกไว้แล้ว นำมาถอดภาชนะเพาะชำออกแล้ว ตรวจดูว่ามีรากขดหรือไม่แล้วขยายรากออก หันทิศทางของกิ่งให้เหมาะสม แล้วฝังลงในหลุมที่เตรียมไว้ โดยให้ระดับสุงกว่าระดับดินเดิมเล็กน้อย แล้วนำดินล้างมาเติมบนปากหลุมจนพูน แล้วอัดดินให้แน่นปักไม้และผูกเชือกยึดลำต้น พร้อมปักทางมะพร้าวพรางแสงในทิศทางตะวันออกและตะวันตก เสร็จแล้วรดน้ำให้ชุ่มทันที เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นชมพู่ที่ปลูกใหม่เหี่ยวเฉาได้ หลังจากชมพู่ตั้งต้วไดแล้วจึงค่อยนำทางมะพร้าวออก การปฏิบัติดูแลรักษา

       4.1. การให้น้ำเนื่องจากชมพู่เป็นพืชชอบน้ำ ดังนั้นในการผลิตชมพู่จึงจำเป็นต้องมีการให้น้ำชมพู่อย่างสม่ำเสมอ วิธีการให้น้ำย่อมแตกต่างไปตามวิธีการปลูกและสภาพพื้นที่ซึ่งจำแนกออกเป็น 3 วิธี ใหญ่  ๆ ดังนี้

               4.1.1. เรือพ่นน้ำ วิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะสมสำหรับการให้น้ำในร่องสวนในที่ราบลุ่มภาคกลางภาคตะวันตกและภาคตะวันภาคตะวันออก วิธีนี้ต้องคำนึงถึวความแรงน้ำที่จะพ่นออกมาถ้าแรงเกินไปจะทำให้หน้าดินแน่นและเกิดการชะล้างปุ๋ยไปจากหน้าดิน

               4.1.2. สายยางวิธีนี้เหมาะสำหรับการปลูกชมพู่ในที่ดอนและเป็นสวนขนาดเล็กเป็นวิธีที่สะดวกแต่ต้องคอยเปลี่ยนตำแหน่ง และหลุมปลูกเป็นระยะ ๆ ไปต้องคำนึ่งถึงแรงดันน้ำและปริมาณที่ให้  ดยต้องคำนึงถึงการชะล้างที่อาจจะเกิดที่บริเวณหน้าดินได้

               4.1.3. แบบหัวพ่นฝอย แบบมินิสปริงเกอร์ (Mini springker) วิธีนี้นิยมกันมากวิธีหนึ่ง เพราะประหยัดแรงงานและเวลา และยังเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพสูง ลดการชะล้างของแรงน้ำที่มีต่อปุ๋ยในแปลงอีกทั้งสามารถควบคุมปริมาณน้ำได้ถูกต้อง

   นอกจากนี้วิธีนี้ยังสามารถให้ปุ๋ยผสมไปกับน้ำได้เลย แต่อย่างไรก็ตาม ในการใช้ระบบน้ำ  ต้องเสียค่าติดตั้งมากกว่าวิธีอื่น ๆ ในการผลิตชมพู่เป็นการค้าเพื่อให้ได้ชมพู่มีคุณภาพดีเป็นที่ต้องการของตลาด เกษตรกรจำเป็นต้องมีการให้ปุ๋ยอย่างถูกต้องและเหมาะสมกับความต้องการของต้นชมพู่สามารถจำแนกเป็น2 ประเภท

   1. ปุ๋ยคอก ซึ่งนอกจากใส่เตรียมหลุมปลูกแล้ว เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยคอกอีกประมาณ 5-10 กก./ต้น ชนิดปุ๋ยคอกแล้วแต่จะสามารถจัดหามาได้ เช่น ปุ๋ยมูลไก่มูลหมู และมูลวัว เป็นต้น แต่ที่สำคัญของการให้ปุ๋ยคอกนั้น ปุ๋ยคอกทุกชนิดต้องสลายตัวเรียบร้อยแล้ว

   2. ปุ๋ยเคมี สำหรับการใส่ปุ๋ยเคมีนี้เกษตรกรควรพิจารณาตามระยะการเติบโต และอายุของต้นชมพู่และปริมาณผลผลิตที่ให้ในฤดูกาลที่ผ่านมาด้วย ก็จะช่วยให้สามารถคำนวณปริมาณได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น จึงแบ่งออกเป็น

       2.1. สำหรับต้นชมพู่ที่ยังไม่ให้ผล ช่วงนี้ชมพู่ต้องการปุ๋ยเพื่อการเจริญเติบโตโตทางด้านลำต้น กิ่ง ใบ เป็นหลัก ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ 16-16-16 โดยให้ปริมาณครึ่งหนึ่งของอายุต้น ดังนั้นชมพู่ที่ปลูกปีแรกควรให้ปุ๋ย เคมีประมาณ 500 กรัม โดยแบ่งใส่ 2 ครั้ง ในช่วงต้นฤดูฝน 1 ครั้ง และปลายฤดูฝนอีก 1 ครั้ง

       2.2. ในต้นที่ให้ผลแล้วอายุ 2 ปี ขึ้นไป ช่วงก่อนหลังเก็บผล ต้องมีการบำรุงต้นกิ่ง ก้าน ใบ ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ในอัตราครึ่งหนึ่งของอายุต้นหรือประมาณ 500 กรัม/ต้น ช่วงก่อนออกดอก เพื่อให้ชมพู่ออกดอกมากขึ้นนั้น ควรใส่ปุ๋ยที่มีตัวกลางสูง เช่น 12-24-12  หรือ 8-24-24 ในอัตราส่วน 200-300 กรัม/ต้น ช่วงพัฒนาผล หลังจากชมพู่ติดผลแล้วนั้น ผลจะมีการพัฒนาในระยะแรกจะมีการขยายขนาดใหญ่ขึ้น เกษตรกรควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16 ปริมาณ 200-300 กรัม/ต้น หลังผลใหญ่ขึ้นแล้วก่อนที่เก็บผล 1 เดือนเกษตรกร ควรใส่ปุ๋ยตัวท้ายสูงเช่น สูตร 13-13-21 หรือ 14-14-21 ปริมาณ 200-300 กรัม/ต้น

   3. ปุ๋ยทางใบ เป็นปุ๋ยที่ต้องการความสะดวกรวดเร็ว ของการเจริญเติบโตของชมพู่  เช่น การใช้ไทโอยูเรีย เพื่อการเร่งให้ชมพู่แตกใบอ่อนพร้อมกัน หรือการพัฒนาผลชมพู่ให้มีคุณภาพดีในพื้นที่บางแห่งที่มีน้ำไม่เพียงพอก็สามารถใช้ปุ๋ยทางใบสูตร 15-30-15 อัตรา 20 กัม/ น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ควรห่างกันครั้งละ 7 วัน และไม่ควรงดการใช้ปุ๋ยก่อนเก็บเกี่ยว 2 สัปดาห์ 

       วิธีการใส่ปุ๋ย

       3.1. ปุ๋ยคอก นิยมหว่านในบริเวณทรงพุ่มและนอกทรงพุ่มเล็กน้อย ซึ่งควรมีการพรวนดินห่างจากชายทรงพุ่มออกไปเล็กน้อยประมาณประมาณ 30 เซนติเมตร

       3.2. ปุ๋ยเคมี ขุดเป็นวงแหวนรอบชายทรงพุ่ม หรือเจาะเป็นหลุ่ม ๆ ตามแนวพุ่ม แล้วโรยหรือถูกชะล้างโดยน้ำที่ให้หรือฝนตก

       3.3. ปุ๋ยทางใบ ควรผสมปุ๋ยตามฉลากแนะนำ ควรผสมสารจับใบ และควรทำการฉีดพ่นในช่วงเช้าก่อนแดดจัดไม่ควรใช้ปุ๋ยทางใบในอัตราที่เข้มข้มมากเกินไป เพราะจะทำให้ชมพู่ใบใหม้ได้

   การพรวนดิน การพรวนดินนั้นจะทำให้ดินร่วน รากชมพู่สามารถแผ่ขยายไปหาอาหารได้กว้างขึ้นจากเดิม อีกทั้งช่วยให้เก็บปุ๋ยที่ใส่ลงไปในดิน ในการพรวนนั้นควรทำปีละ 1-2 ครั้ง ครั้งหนึ่งควรพรวนห่างแนวชายทรงพุ่มเดิมออกไปอีกประมาณ30เซนติเมตรการพรวนแบบนี้ควรใช้จอบใบพรวนในระดับหน้าดินตื้นๆ การกำจัดพืช การกำจัดวัชพืชช่วยให้ชมพู่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ลดปริมาณโรคแมลงที่อาศัยอยูกับวัชพืชได้ สามารถจำแนกออกเป็น 3 วิธ๊ดังนี้ 

   1. วิธีกล โดยการถอน ดาย ถาง วัชพืชออกจากทรงพุ่ม และแปลงปลูกชมพู่ วิธีนี้ควรหมั่นทำตั้งแต่วัชพืชขนาดเล็กไปเรื่อย ๆ เหมาะสมกับการปลูกชมพู่แปลงเล็ก วิธีนี้นอกจากจะไม่ต้องลงทุนมากแล้ว ยังช่วยลดปัญหาสารพิษกค้างได้อีกด้วย

   2. วิธีทางเขตกรรม วิธีนี้เป็นวิธีใช้การปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของวัชพืชในแปลงปลูก สามารถใช้ได้กับชมพู่ที่มีขนาดเล็ก พืชที่นิยมปลูกกันได้แก่ พืชผักต่างๆ รวมทั้งพืชตระกูลถั่ว ซึ่งจะทำให้ดินมีไนโตรเจนมากขึ้น เมื่อชมพู่มีขนาดใหญ่ขึ้น ก็ไม่จำเป็นต้องปลูกพืชหมุนเวียนอีกต่อไป

   3. วิธีทางเคมี เป็นวิธีหนึ่งที่สะดวกรวดเร็ว อาจจะส่งผลให้มีสารพิษตกค้างในดินและน้ำได้ การกำจัดวัชพืชวิธีเคมีสามารถจำแนกเป็น 2 ระยะ

       3.1. ก่อนทำการปลูกชมพู่ ซึ่งสามารถใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชได้

       3.2. ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชชนิดเลือกทำลาย ในช่วงชมพู่โตแล้วควรฉีดนอกชายพุ่ม ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้สารเคมีกำจัดวัชพืชนั้น อัตราความเข้มข้นควรเป็นไปตามคำแนะนำ การตัดแต่งกิ่ง การตัดแต่งกิ่ง นอกจากทำให้ได้ทรงพุ่มตามต้องการแล้ว ยังช่วยลดปริมาณโรคแมลง อีกทั้งทำให้ชมพู่ออกดอกติดผลดีมีคุณภาพอีกด้วย สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ดังนี้

               3.2.1. การตัดแต่งเพื่อบังคับทรงพุ่มควรเริ่มทำเมื่อชมพู่มีขนาดเล็กหลังจากปลูกใหม่โดยการเลี้ยงลำต้นประธานเพียงต้นเดียวและที่ความสูงจากพื้นดิน 50 เซนติเมตร ให้ตัดยอดชมพู่จะทำให้กิ่งที่แตกแขนงมาใหม่ 2 กิ่ง ที่ระยะ 6-12 นิ้วให้ตัดกิ่งทั้ง 2 แล้ว ให้แตกเพิ่มเป็น 4 กิ่ง ทำอย่างนี้ไปจะได้กิ่งแขนง 8 ตามลำดับ ซึ่งจะทำให้ต้นชมพู่มีโครงสร้างแข็งแรง และไปรอแสงส่องผ่านกิ่งโคนต้นได้ การปฏิบัติงานใต้ทรงพุ่มสะดวก แต่งแบบนี้จะใช้ในชมพูที่ให้ผลแล้ว ซึ่งควรทำปีละ 2 ครั้ง โดยเลือกตัดแต่งกิ่ง ดังนี้

                          - กิ่งแก่ที่เคยให้ผลแล้วและไม่สามารถให้ผลอีกต่อไป

                          - กิ่งแซมในทรงพุ่มขนาดเล็ก

                          - กิ่งไขว้ หรือกิ่งซ้อนทับกัน ให้เลือกกิ่งที่เป็นโครงสร้างหลักไว้

                          -กิ่งที่โรคแมลงหรือการฝากอาศัย

                          - กิ่งฉีกหัก หรือกิ่งแห้ง

                          - กิ่งน้ำค้างหรือกระโดงที่เจริญเติบโตจากในทรงพุ่มทะลุออกเหนือทรงพุ่ม

                          - ส่วนยอดที่สูงจากพื้นดินเกิน 2 เมตรการปลิดผล

   ในการออกดอกชมดพู่จะออกบริเวณกิ่งในทรงพุ่มหลังจากดอกได้รับการผสมแล้วก็จะติดเป็นผลที่มีขนาดเล็กมีลักษระคล้ายถ้วย หลังจากนั้นผลจะขยายใหญ่มีสีเข้มขึ้น เกษตรกรควรทำการปลดผลที่ถูกโรคแมลงทำลาย ผลที่มีขนาดเล็กหรือรูปร่างผิดปกติออก โดยเหลือไว้ช่อละ

3-4 ผลเท่านั้น กรณีที่ช่อผลอยู่ติดกันมากไม่ควรเก็บไว้ ให้เลือกปลิดช่อที่มากเกินไปออกเสียบ้าง เพื่อไม่ให้เกิดการแย่งอาหารกันเองทำให้ผลมีขนาดเล็กการห่อผล การห่อนี้ควรจะทำควบคู่กับการปลิดเลยในเวลาเดียวกัน ในการห่อผลนี้เกษตรกรจะเลือกถุงพลาสติกกรอบแกรบ

สีขาวขุ่นเจาะ 2 รู เพื่อให้น้ำออก ก่อนห่อควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดโรคและแมลงก่อน แล้วจึงห่อด้วยถุงพลาสติกดังกล่าวโดยผูกปากถุงด้วยเงื่อนชั้นเดียว ขนาดถุงควรเป็นขนาด 6*11นิ้วในบางกิ่งที่ผลชมพู่อาจได้รับอันตราย จากแสงแดดเผาให้ผิวเสียหาย ควรห่อด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ด้านนอกอีกชั้นหนึ่งด้วยเทคนิคช่วยให้ชมพู่มีคุณภาพดี

   1. ตัดแต่งช่อผลตั้งแต่เริ่มติดผล โดยไว้ผลประมา 3-4 ผลต่อช่อ และจำนวนช่อดอกไม้ควรมากเกินไป โดยให้สัมพันธ์กับทรงพุ่มและความสมบูรณ์ของต้น

   2. การใช้จีเอพ่นประมาณ 1-3ช่วง คือช่วงเริ่มออกดอก ดอกเริ่มบาน และหลังดอกบานแล้ว 2 สัปดาห์ เพื่อทำให้ทรงผลยาวและขยายขนาดขึ้น

   3. การให้ปุ๋ยทั้งทางดินและทางใบอย่างเพียงพอ มิฉะนั้นอาจทำให้ผลร่วงได้ง่าย

   4. การห่อผลทำให้ผิวสวยป้องกันการทำลายของแมลงอื่น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือแมลงวันทอง

   5. ควรงดการให้น้ำช่วงก่อนการเก็บเกี่ยว 3-5 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดิน ถ้าดินเหนียวควรงดการให้น้ำนายกว่านี้อาจเป็น 5-7 วัน การเก็บเกี่ยวและการจัดการผลชมพู่หลังการเก็บเกี่ยวหลังจากชมพู่อายุพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว คือ มีอายุ วันผลแต่งอวบ สีซีด ในบางพันธุ์มีสีขาวบางพันธุ์มีสีแดงหรือชมพู่ ผิวเป็นมันเงา มีความหวานสูง เกษตรกรควรทำการเก็บ หากทิ้งไว้เกินอายุการเก็บเกี่ยว จะทำให้ผลชมพู่แตกหรือร่วงเสียหายได้ การเก็บควรใช้กรรไกรตัดขั้ว จะสะดวกและรวดเร็ว การเก็บนั้นเกษตรกรควรเก็บมาทั้งถุงที่ห่อชมพู่แล้วใส่เข่งที่กรุด้วยกระสอบปุ๋ย เพื่อป้องกันความคมของภาชนะที่จะทำให้ผิวชมพู่บอกช้ำได้ จากนั้น

   จึงนำผลชมพู่มายังโรงพักผลผลิต แล้วทำการคัดเลือกชมพู่ โดยเริ่มที่

   1.แกะถุงห่อชมพู่ออก

   2.คัดคุณภาพโดยคัดผลแตกผลเป็นโรคและแมลงทำลายทั้งนี้ร่วมทั้งผลที่มีรูปร่างผิดปกติออก

   3. คัดเลือกขนาด

   4. บรรจุลงเข่งไม้ไผ่ หรือตะกร้าพลาสติกที่ด้านข้ากรุด้วยใบตองหรือกระดาษ แล้วปิดทับด้านหน้าด้วยพลาสติก เพื่อรักษาความชื้นของชมพู่ไว้

   5. ชั่งน้ำหนักพร้อมเขียนป้ายประจำเข่งหรือตะกร้าพลาสติก เพื่อบอกน้ำหนัก ชื่อพันธุ์ และขนาดผล เก็บไว้ในที่ร่มพร้อมที่จะขนส่งตลาดต่อไป การผลิตชมพู่นอกฤดู ในประเทศไทยชมพู่จะออกดอกเป็น 2 รุ่นใหญ่ ๆ ดังนี้ รุ่นแรก ประมาณปลายเดือนธันวาคม-มกราคมเก็บผลในเดือนกุมภาพันธุ์ ถึงมีนาคม รุ่นที่ 2 จะออกดอกในเดือนกุมภาพันธุ์และเก็บผลในเดือนเมษายน-พฤษภาคม แต่เดิมเกษตรกรได้พยายามคิดค้นวิธีการทำนอกฤดู เช่น การตัดกิ่ง การกักน้ำ การใส่ปุ๋ย ตลอดจนการใช้สารเคมีการใช้สารเคมี สำหรับการใช้สารเคมี กฤษฏา ทัสนารมย์ (2537) รายงานว่า มีการทดลองใช้สารพาโคลบิวทราโซลกับชมพู่พันธุ์ทูลเกล้าอายุ 3 ปี โดยใช้สารเข้มข่น 1,2 และ 4 กรัม ของสารออกฤทธิ์ และพ่นทางใบระดับความเข้มข้น 0.5,1.0 และ 2 ซีซี./น้ำ 20 ลิตร ที่ใบมีอายุ 40-90 วัน หลังการตัดแต่งกิ่ง ทำให้ดอกในช่วง 60 วัน หลังใช้สารโดยระดับความเข้มข้น 4 กรัม/ต้น โดยราดลงดิน 2 ซีซี/น้ำ 1 ลิตร ฉีดพ่นทางใบให้ดอกสูงกว่าความเข้มข้นระดับอื่นๆ ในชมพู่เพชร ประทีป กุณาศล ได้ทำการทดลองใช้สารพาโคลบิวทราโซล กับชมพู่เพชรอายุ 7 ปีขึ้นไป และ 2-4 ปี  โดยใช้สารจำนวน 30 ซีซี. ผสมน้ำ 2 ลิตร กับทรงพุ่มที่มีขนาดผ่าศูนย์กลาง 2-3 เมตรโดยราดสารในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ชมพู่แทงช่อในเดือนสิงหาคม-ตุลาคม ซึ่งต้นที่ได้รับสารจะออกดอก 90% ขณะที่ต้นที่ไม่ได้รับสาร ออกเพียง 5% ชมพู่ไม่แสดงอาการผิดปกติ ยกเว้นข้อใบสั้นลงเท่านั้น อย่างไรก็ตามหลังให้สารแก่ต้นชมพู่แล้วประมาณ 1 เดือน ควรให้ปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสสูงได้แก่ 12-24-12, 8-24-24 หรือ 9-24-24 เพื่อให้ต้นชมพู่เตรียมพร้อม

ในการสร้างตาดอก ซึ่งอาจจะทำให้ชมพู่สามารถออกดอกได้มากยิ่งขึ้นโรคและแมลงศัตรูชมพู่

   1. โรคชมพู่ สำหรับโรคที่สำคัญที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ชมพู่ได้แก่ 1.1โรคแอนแทรคโนส เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา โดยจะพบการทำลายบนผลชมพู่ที่ห่อไว้เป็นส่วนใหญ่ ส่วนที่ต้นและใบไม่ค่อยพบร่องรอยการทำลาย ลักษณะที่ปรากฎบนผลจะมีการเน่าสีดำ แผลจะยุบตัวเล็กน้อย มีวงสปอร์สีดำเป็นวงๆ ซ้อนกันบางครั้ง อาจพบเมือกสีแสดด้วย การป้องกันกำจัด ควรฉีดพ่นผลก่อนห่อด้วยสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราเบนโนมิล แคบแทน ค็อปเปอร์อ๊อกซี่คลอไรด์

   2. แมลงศัตรู


42. พบว่าในเนื้อทุเรียน มีจุดสีขาว เป็นจุดประ กระจายบนเนื้อทุนเรียนอยากทราบสาเหตุ และมีวิธีป้องกันอย่างไร

   จุดประสีขาว ที่เนื้อทุเรียน เรียก อาการเนื้อแกน เกิดขึ้น เนื่องจาก อาหารในต้นทุเรียนไม่เพียงพอสำหรับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเนื้อ โดยมักพบปัญหานี้ในต้นทุเรียนที่ไม่ค่อยจะสมบูรณ์และมีการแตกใบอ่อนในช่วงที่ผลทุเรียนมีอายุประมาณ 8-10 สัปดาห์

วิธีการป้องกันปัญหา คือ

   1. บำรุงให้ต้นทุเรียนมีความสมบูรณ์

   2. จัดการใบอ่อนโดยถ้าต้นทุเรียนค่อนข้างสมบูรณ์ แต่มีการแตกใบอ่อนค่อนข้างมาก  ควรพ่นสารชะลอการเจริญของใบอ่อน เพื่อให้ใบอ่อนเจริญอย่างช้า ๆ ในขณะเดียวกัน  ก็แนะนำให้พ่นปุ๋ยทางใบเพื่อให้ มีอาหารเพียงพอที่จะให้ ใบอ่อน และผลพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน การชะลอการแตกใบอ่อน

        2.1. การพ่นสารชะลอการเจริญเติบโต เช่น สารมีพิควอทคลอไรด์ ความเข้มข้น 37.5  พีพีเอ็ม ให้ทั่วต้น

        2.2. การลดความเสียหาที่เป็นผลจากการแตกใบอ่อน ด้วยการพ่นปุ๋ยสูตรทางด่วน (คาร์โบไฮเดรตสำเร็จรูป อัตรา 20 ซีซี + ปุ๋ยเกล็ด 15-30-15 ที่มีธาตุรองและธาตุปริมาณน้อย อัตรา 60 กรัม+กรดฮิวมิค อัตรา 20 ซีซี ผสมรวมในน้ำ 20 ลิตร) 

   3.ในต้นที่สมบูรณ์น้อย แนะนำให้ปลิดใบอ่อน ด้วยการพ่นปุ๋ยโพแทสเซียมไนเตรท(13-0-46) อัตรา 100-300 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ในระยะหางปลา


41. ดูมะม่วงอกร่อง ว่าแก่จัดมีวิธีดูอย่างไร

วิธีดูดังนี้

   1. อกอ้วนกลม ผิวมีนวล ข้างแก้มอาจเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

   2. ควรรอให้สุกปากตะกร้อ สักประมาณ 1 สัปดาห์แล้วเก็บผล ปกติมะม่วงอกร่องติดผลเป็นรุ่นพร้อมกันจึงตรวจสอบง่าย ซึ่งจะแก่พร้อมกัน

   3. ผลจะต้องจมน้ำ

   4. ดีดดูเสียงดังแป๊ก ๆ

   5. ผ่าดูเนื้อมีสีเหลืองมีแป้งมากและมัน

   6. ผิวมีจุดกระสีน้ำตาลเป็นจุด

   7. น้ำหนักผลดีมาก


40. มีเทคนิคอะไรบ้างที่ทำให้กระท้อนมีรสหวาน

   ระยะติดผลแล้ว 1 เดือน ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 เพื่อบำรุงผลให้เจริญเติบโตอย่างเต็มที่ระยะก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างน้อย 20 วัน ควรมีการใส่ปุ๋ยที่มีธาตุโปแตสเซียมสูง เช่น 13-13-21 เพื่อช่วยให้มีการปรับปรุงคุณภาพของผลให้ดีขึ้น เช่น เนื้อมีความนุ่มขึ้นรสชาติหวานขึ้น


39. อยากทราบรายละเอียดทั้งหมดถึงวิธีในการปลูก-ดูแลพุทธาไต้หวัน

ปัญหาด้านโรคและแมลงที่สำคัญได้แก่

   1. โรคราแป้ง

   2. โรคผลเน่าและใบจุด

   3. โรคแอนแทรคโนส

   4. โรคราสนิม

   5. เพลี้ยแป้ง,เพลี้ยหอย,เพลี้ยไก่ฟ้า

   6. หนอนเจาะผล

   7. หนอนแดงพุทธา

   8. หนอนกินใบ

   9. มวนลำไย

   พุทราที่นำเข้ามาจากไต้หวันในระยะหลังนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ผลใหญ่ ปัจจุบันปลูกเป็นการค้าหลายพันธุ์ได้แก่ มี่เจ่า มีผลกลมขนาดค่อนข้างโต ชื่อมี่เจ่า (หรือโหงวจั๊บ) มีผลทรงยาว เถียนมี่เจ่า มีทรงผลรีขนาดค่อนข้างโต แหล่งจำหน่ายต้นพันธุ์ (ต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง) ได้แก่ ไร่ขิงพันธุ์ไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร. 0-1943-2231 สวนคุณฮั่น อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย  โทร. 0-1884-1101 สวนประภาส จ.ชลบุรี โทร. 0-3823-7662 สวนสมบัติ  กรุงเทพฯ โทร. 0-9051-4040 ส่วนราคาขึ้นอยู่กับพันธุ์ และขนาดของต้นที่

   จำหน่าย มีตั้งแต่ 80-500 บาท การปลูกพุทธาก็คล้ายกับการปลูกไม้ผลทั่วไปดังนี้ 1. หลุมปลูกประมาณ 30 x 30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกเก่า ๆ ประมาณ 2 กก./หลุม  ถ้าหลุมใหญ่กว่านี้ อาจเพิ่มปุ๋ยคอกมากขึ้นอีก ผสมดินกับปุ๋ยคอกแล้วใส่ลงในหลุม


38. การปลูกส้มโชกุนมีวิธีการอย่างไร

   กิ่งพันธุ์ส้ม ถ้าต้องการปลูกด้วยกิ่งตอน ควรจะได้จากต้นพันธุ์ที่ดีมีอายุ 2 - 3 ปี  และควรเป็นต้นที่ปลูกเพื่อการขยายพันธุ์โดยเฉพาะ จะทำให้ได้กิ่งพันธุ์ที่สวย และเจริญเติบโตเร็ว ส่วนต้นที่มีอายุมาก และให้ผลแล้วไม่ควรจะตอนกิ่งไปปลูก เพราะส่วนใหญ่มีกิ่งที่แก่และมีรูปทรงไม่เหมาะในการปลูก ยกเว้นการตัดแต่งต้นแก่  ให้แตกกิ่งออกมาใหม่ อย่างไรก็ดีในปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีแหล่งผลิตต้นพันธุ์ ส้มโชกุนนจากกิ่งตอนที่ปลอดโรค จึงขอแนะนำให้ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการติดตา  ปลอดโรค ดีกว่า ราคาอาจจะแพงกว่าเล็กน้อยแต่ระยะยาวคุ้มกว่า (ราคาต้นละประมาณ 80-100 บาท) ติดต่อคุณปรารภ พรมมานพ (ฟาร์มแสลงพันธุ์ จ.สระบุรี) โทร. 0-1666-9031 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2940-6116

   ส้มโชกุน (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าส้มสายน้ำผึ้ง) จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุประมาณ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ถ้าดูแลรักษาดีต้นมีความสมบูรณ์สูงจะสามารถให้ติดผลได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีครึ่ง สำหรับสถานการณ์ด้านการตลาดของส้มโชกุน (สายน้ำผึ้ง) ราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของ


37. อยากทราบแหล่งจำหน่ายพันธุ์กล้วยหอมทองที่ใกล้จังหวัดลพบุรี

   การหาซื้อต้นพันธุ์กล้วยหอมที่สะดวกที่สุดคือ การติดต่อซื้อจากสวนที่ปลูกกล้วยหอมเป็นการค้าโดยตรง  ตามปกติแล้วต้นกล้วยหอมหลังจากปลูกประมาณ 4-6 เดือน จะมีหน่องอกออกมามากมายเจ้าของสวนสามารถเลือกขุดหน่อออกมาจำหน่ายได้ (ถ้ามีคนซื้อ) ถ้าไม่มีคนซื้อเขาจะปาดหน่อทิ้งไป (ตัดยอดของหน่อออก ให้เหลือสั้น ๆ) เพื่อไม่ให้เจริญเติมโตขึ้นแย่งอาหารต้นแม่ การซื้อขายจะทำโดยขุดหน่อออกมาเตรียมไว้ก่อนวันนัดหมาย 1 วัน เพื่อความสะดวกและความสดของหน่อกล้วย ผู้ซื้อควรเตรียมพื้นที่ปลูกก่อนนัดหมายวันขุดหน่อ สำหรับแหล่งผลิตกล้วยหอมที่อาจไปติดต่อซื้อหน่อได้ เช่นที่อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นเขตที่มีการปลูกส้มเขียวหวานมาก จะมีการปลูกกล้วยหอมแซมด้วย หรือที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี อ.หลวง และ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี มีอยู่หลายสวน ราคจำหน่ายก็ไม่แพงประมาณ 5-6 บาทเท่านั้น ส่วนต้นพันธุ์กล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแนะนะให้ติดต่อที่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร. 0-2561-4819


36. ต้องการซื้อพ้นธุ์มะพร้าวน้ำหอมและพันธุ์มะพร้าวกะทิ ที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าจะซื้อได้ที่ไหน

   แนะนำมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ  (ผลจะมีลักษณะยาวเล็กน้อย ด้านก้นผลมีจีบ เพื่อปอกเป็นรูปกรวยจะได้รูปทรงที่สวยงาม) มีจำหน่ายที่สวน นายสำอาง ทรัพย์มา อำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โทร. 0-3448-13358 ส่วนมะพร้าวกะทิที่ได้จาการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจำหน่ายที่ คุณกิตติ รัตนเพียรชัยบริษัทออร์คิเมก จ.นครปฐม โทร. 0-2812-5562,0-1851-3772 และ 0-9699-2529


35. ราคาซื้อมะพร้าวอ่อนน้ำหอม จากสวนของเกษตรกรแถบตะวันออก ปัจจุบันราคาประมาณเท่าไร

   จากการสำรวจสถานการณ์การจำหน่ายผลผลิตมะพร้าวอ่อนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอ่อนแหล่งใหญ่ของภาคตะวันออกในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรขายผลผลิตที่สวนได้ราคา 2 - 2.50 บาทต่อผล ส่วนราคาขายปลีกที่ตลาดจะขายได้ประมาณ 3.50 - 4 บาทต่อผล ราคาขายปลีกที่ริมถนนสายกรุงเทพฯ - ฉะเชิงเทรา (ถนนสุวินทวงศ์) ถ้าเป็นผลสดจะอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อผล สำหรับมะพร้าวเผาจะขายได้ราคาประมาณ 5 บาทต่อผล


34. การปลูกมะนาว มะนาวนั้นสามารถปลูกเพาะเมล็ดได้หรือไม่ ถ้าได้วิธีการปลูกอย่างไร

   ต้นมะนาวสามรถปลูกด้วยวิธีการเพาะเมล็ดได้ โดยการเอาเมล็ดที่ได้จากผลมะนาวทั่วไป (ควรเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ไม่ลีบ ไม่มีรอยแผลจากการผ่าผลมะนาว) นำไปปลูกลงในดินผสมได้โดยตรงเวลาวางเมล็ดใส่ในดินผสมควรวางให้ส่วนแหลมของเมล็ดอยู่ด้านล่าง ประมาณ 15 วัน ก็จะงอกเป็นต้นมะนาวเล็ก ๆ (ถ้าแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออกด้วยก็จะงอกเร็วขึ้นอีก) แต่ต้นมะนาวที่ได้จะโตช้า และใช้เวลานานหลายปีกว่าจะให้ผล แถมมีหนามขนาดใหญ่จำนวนมากด้วย จึงแนะนำให้ปลูกด้วยตัดกิ่งตอนดีกว่า (ราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย) เพียงปีกว่าก็ให้ผล สำหรับใบพืชที่เกิดอาการมีรอยไหม้หลังจากพ่นน้ำผสมน้ำยาล้างจาน เข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากน้ำยาที่ผสมได้ยังมีความเข้มข้นมากอยู่ จึงเกิดอาการแพ้ (อาการเป็นพิษที่ผิวใบ) เหมือนกับการพ่นปุ๋ยทางใบที่มีความเข้มข้นมาก ควรทดลองใหม่โดยผสมน้ำยามีความเจือจางมาก หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทรไปที่หมายเลข 0-2940-6116

   ปลูกได้เหมือนกัน แต่ 

      1. ให้ผลช้า

      2. ลำต้นมีหนาม

      3. อาจจะกลายพันธุ์

   คำแนะนำการปลูกโดยวิธี ดังนี้ กิ่งตอน กิ่งตัดชำ กิ่งติดตา กิ่งจาการต่อกิ่งบนสัมโอ ร้านค้าที่จำหน่าย เนอเซอรี่ ร้านค้าพันธุ์ไม้คุณปู โป้สมบูรณ์


33. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับพฤษศาสตร์ ชื่อวิทยาศาสตร์ ของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ

   ข้อมูลกว้าง ๆ มะนาวจะมีชื่อวิทยาศาสตร์ ชื่อวงศ์ เดียวกันหมด ไม่แยกพันธุ์ มะนาว (Lime) ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantifolia (Christm.&Panz.)Swing.ชื่อวงศ์ RUTACEAE ชื่ออื่น ส้มมะนาว ไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดใบย่อย ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปไข่แกมขอบขนานกว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็ก ๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยง ฉ่ำน้ำ มะนาวเป็นผลไม้พื้นเมือง เป็นพืชตระกูลส้มชนิดหนึ่งคนไทยรู้จักทุกคน นิยมใช้บริโภคประกอบอาหารเป็นเครื่องดื่ม ใช้เป็นยาสมุนไพร โดยนำมาผสมน้ำผึ้งดื่ม ใช้เป็นยาแก้ไอ มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทยมีดังนี้

   1. มะนาวไข่ มีลักษณะผลกลม หัวท้ายยาว มีสีเล็กน้อยคล้ายไข่เป็ด ผลโตเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีเปลืองบาง เหมาะสำหรับทำมะนาวดองได้ดี 

   2. มะนาวแป้น มีลักษณะผลใหญ่ ทรงผลค่อนข้างกลมแป้นเปลือกบาง น้ำหนักมากกว่ามะนาวไข่ น้ำมีกลิ่นหอมนิยมนำมาทำน้ำมะนาวดื่มได้ดี

   3. มะนาวทราย นิยมปลูกกันมากที่สุด เป็นมะนาวที่ออกลูกดก ออกลูกตลอดปีมีทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ  ไม่ค่อยนิยมนำมาบริโภค เพราะน้ำไม่หอม มีรสขมเจือปน มะนาวพันธุ์อื่น ๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ มะนาวหวาน มะนาวปีนัง มะนาวมาฬี มะนาวพม่า และมะนาวหนัง เป็นต้น มะนาวปลูกโดยใช้กิ่งตอน ไม่นิยมปลูกด้วยเมล็ดหรือวิธีอื่น ๆ ทั้งนี้เพราะมะนาวเป็นพืชเปลือกบาง มียางน้อย เมื่อตอนแล้วรากจะงอกเร็วและเจริญเติบโตได้ดี นิยมปลูกในเขตพื้นที่ลุ่ม ต้องการน้ำมาก พื้นที่ที่ชอบขึ้นเป็นพื้นที่ดินเหนียวดินทราย และดินร่วนซุ่ย ไม่ชอบดินเค็ม เป็นที่น้ำตก ไม่ชอบพื้นแฉะแต่มีความชื้นดี มะนาวจึงเป็นพืชที่ปลูกได้แทบทุกพื้นที่ มะนาวที่ใช้ผลิตใช้มะนาวแป้น จาก จังหวัดนครนายก จังหวัดสมุทรสาคร เป็นต้น ตำรายาไทยใช้น้ำมะนาว และผลดองแห้ง เป็นยาขับเสมหะ เช่น ดีปลี ประโยชน์ของมะนาว มะนาวมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่างเช่น แก้ปวดศรีษะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้เหงือกบวม แก้อาเจียน แก้เมาเหล้า แก้ลิ้นเป็นฝ้าขจัดคราบบุหรี่ แก้ลมวิงเวียน แก้ตาแดง บำรุงตา บำรุงผิว เป็นต้น ที่มา:หนังสือ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" เล่ม13 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,

   ที่มา : หนังสือ"สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" เล่ม 13 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว,หนังสือ "โรงน้ำผลไม้สวนจิตลดา" โดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตลดา


32. อยากทราบแหล่งต้นพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของจันทน์เทศพันธุ์อินโดนีเซีย

   พันธุ์จันทน์เทศไม่มีขาย แต่ปลูกมากทางภาคใต้แถวจังหวัดพังงา นครศรีธรรมราช นิยมปลูกแล้วเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ในครั้งต่อไป ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ตั้ง เลขที่ 226 ถนนนครศรีณฯ - ปากพนัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000 โทรศัพท์ (075) 356164, 356413


31. วิธีการปลูกองุ่น และทำให้องุ่นออกลูกมีวิธีอย่างไร

การปฏิบัติให้องุ่นออกดอก ดังนี้

  • ทำการพักต้น โดย ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 บำรุงต้น ให้น้ำสม่ำเสมอ ให้องุ่นแตกใบอ่อน ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน 
  • เตรียมต้นก่อนตัดแต่งกิ่ง โดยใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการสร้างตาดอก หลักจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ลดการให้น้ำลงและงดการให้น้ำเป็นเวลา 10-15 วัน จะเห็นใบองุ่นแห้ง
  • การตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งเหลือตอกิ่งซึ่งมีตาประมาณ 5-7 ตา และให้น้ำปกติ หลังจากนั้ 15 วัน องุ่นจะเริ่มแตกยอดพร้อมช่อดอก
  • ระยะดอกและติดผล ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และหน้ำสม่ำเสมอ และระยะผลโต (ประมาณ 45 วัน) ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ให้ผลมีคุณภาพดี
  • ก่อนเก็บเกี่ยว งดให้น้ำ 10-15 วัน เก็บเกี่ยวโดยตัดช่อผลที่แก่เต็มที่
  • หลังเก็บผลหมด ทำการพักต้น ประมาณ 2 เดือน และเริ่มขั้นตอนข้างต้นอีกครั้ง

 


30. ต้นมังคุดที่แทงยอดออกมา 2 ยอด ขนานกันขึ้นไปทำให้กิ่งแขนงมีมากเกินไปควรตัดเลี้ยงไว้เพียงยอดเดียว แล้วการตัดแต่งกิ่งมังคุดไม่ให้สูงเกินไป มีเทคนิคอย่างไรบ้าง

  • การตัดแต่งมังคุดไม่จำกัดอายุ แต่ถ้าตัดยอด ควรตัดยอดให้ความสูงไม่เกิน 7-8 เมตร เพราะจะสะดวกในการดูแลรักษา เช่นการพ่นยา ป้องกันเพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนกินใบอ่อน การพ่นยาจะพ่นได้ทั่วถึง
  • ต้นมังคุดปกติจะมีเพียงยอดเดียว จึงควรตัดเลี้ยงไว้เหลือเพียงยอดเดียวโดยเลือกกิ่งที่อ่อนแอกว่าออก เหลือกิ่งที่แข็งแรง หากไม่ต้องการให้ต้นมังคุดสูงเกินไป ควรตัดยอดมังคุดออกไม่ให้สูงเกินไป เพื่อสะดวกในการดูแลรักษา การเก็บเกี่ยวแต่ถ้าหากมังคุดต้นใหญ่ การตัดยอดออกอาจจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อผลผลิตในปีแรกๆ บ้าง ยังไม่มีการตัดแต่งกิ่งมังคุดควรจะตัดกิ่งแขนงด้านข้างที่ประสานกันและบังแสงแดดออกให้โปร่งได้รับแสงแดดทุกกิ่ง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น
  • ตัดยอดออกเมื่ออายุได้กี่ปี สูงประมาณเท่าไรครับ และถ้าเลี้ยงเป็น 2 ยอด จนต้นมีอายุ 7-8 ปี ก็ให้ทำวิธีเดียวกันใช่ไหมครับ/ขอบคุณครับ

 


29. ปลูกมะไฟแล้วไม่มีเนื้อเมล็ด จะทำอย่างไรดี

   การที่ผลมะไฟไม่มีเนื้อน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากในช่วงดอกบาน ไม่มีการผสมเกสรจึงทำให้ไม่มีการติดเมล็ดและไม่มีการพัฒนาส่วนที่เปห็นเนื้อ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่สภาพอากาศในขณะที่ดอกบานไม่เหมาะสม เช่น อากาศหนาวหรืออากาศแห้งเกินไป หรือช่วงกลางวันมีอากาศร้อนมาก ส่งผลให้เกสรตัวผู้อยู่ในสภาพที่พร้อมผสมกับเกสรตัวเมียในระยะเวลาอันสั้น หรือระยะเวลาที่เกสรตัวผู้พร้อมผสมตรงกับช่วงที่เกสรตัวเมียไม่พร้อมผสมก็ได้ จึงทำให้ผลมีการพัฒนาขึ้นมาโดยไม่มีเมล็ดและเนื้อ แนวทางการแก้ไขปัญหา ที่ช่วยได้ดีพอสมควร คือการปลูกมะไฟหลายๆ พันธฺไว้ในสวนเดียวกัน เนื่องจากแต่ละพันธุ์มีความพร้อมในการผสมเกสรในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จึงช่วยให้การผสมเกสรดีขึ้น ขณะเดียวกันในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนและแห้งให้พ่นละอองน้ำบางๆ บริเวณใต้ทรงพุ่ม จะทำให้เกสรตัวผู้ไม่แห้งเร็วเกินไปและสภาพบรรยากาศมีความเหมาะสมกับการผสมเกสรมากขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2940-6116


28. อยากทราบแหล่งจำหน่ายพันธุ์กล้วยน้ำว้าแหล่งจำหน่ายหน่อกล้วย ควรไปที่ไหน ติดต่อใคร ราคาประมาณเท่าไหร่ ถ้าเป็นพันธ็ไส้แดงด้วยก็จะดีครับ

ท่านสามารถติดต่อขอซื้อหน่อกล้วยน้ำหว้าได้ ดังนี้

   คุณวลีรัตน์  จ.ปทุมธานี โทร.02-222-0467, 02-225-2896-7, 02-221-8714-2)

   ติดต่อได้ที่ สนง.กษจ.นนทบุรี โทร.02-591-6928, 02-591-4910-3) 

   หรือติดต่อจากแหล่งผลิตกล้วยน้ำว้าที่สำคัญ เช่น สวนนายสด  มุ่งชอบกลาง 20/2 ม.7 ต.ดอนโพธิ์ กิ่งอ.โนนไทย จ.นครราชสีมา-สวนนายจักรกฤษณ์ แสงจันทร์ 80 ม.1 ต.เพ็น อ.เพ็ญ จ.อุดรธานี-สวนนายคอย คำมีมูล 198 ม.3 ต.ทำนง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์


27. ต้องการทราบวิธีการปลูกไม้ดอกไม้ประดับและผัก

หลักการให้น้ำทั่วไป

   1. ให้น้ำพอเหมะพอดี รดน้ำให้พอชุ่ม

   2. รดน้ำให้ทั่วถึงระบบราก ซึ่งลึกประมาณ 16-18 นิ้ว

   3. การรดน้ำพยายามอย่าให้เปียกใบ เปียกต้นหรือให้โดยน้อยที่สุด

   4. การรดน้ำไม่ควรให้น้ำกระแทกดินปลูกแรง ๆ เพราะจะทำให้เม็ดดินกระเด็นขึ้นไปจับใบจะช่วยป้องกันการระบาดของโรค

   5. การให้ปุ๋ยก่อนการปลูกหรือในช่วงเตรียมดินปลูก ซึ่งจะต้องเตรียมดินให้ดี ให้ดินปลูกนั้นโปร่ง ร่วนซุย ดินมีการระบายน้ำได้ดีมีการถ่ายเทน้ำได้ดี การใส่ปุ๋ยในการเตรียมดินปลูก จึงใช้ปุ๋ยอินทรีย์มาก และถ้าดินนั้นเป็นดินเหนียวหรือกรดจะต้องใส่ปูนขาวด้วย


26. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับส้มจี๊ด

   ส้มจี๊ด ชื่อวิทยาศาสตร์:Citrus Japonica Thunb ชื่อวงศ์:RUTACEAE ลักษณะวิสัย:ไม้พุ่ม  ลักษณะ:ไม้พุ่มขนาดกลาง แตกแขนงเป็นพุ่มแน่น ใบรูปไข่ สีเขียวสดเป็นมัน มีปูใบขนาดเล็ก ดอกออกดอกเดี่ยว แต่มักออกรวมกันเป็นกลุ่ม มีสีขาว ติดผลดก ผลกลมเหมือนส้มทั่วไป แต่มีขนาดเล็ก ผลสุกสีเหลืองรับประทานแทนมะนาวได้ การกระจายพันธุ์:เอเชียตะวันออก ขึ้นได้ทั่วไป ประโยชน์:ผล น้ำในผล มีวิตะมินซี น้ำส้มคั่นผสมเกลือเล็กน้อยจิบแก้ไอ ขับเสมหะ ดองเกลือและทำให้แห้ง อมแก้เจ็บคอ แต่งรสเปรี้ยวในการทำผลไม้ ใช้ทำแยม


25. อยากเลี้ยงดอกหน้าวัวเป็นอาชีพต่องติดต่อที่ใด

   ที่ศูนย์ส่งเสิรมและพัฒนาอาชีพการเกษตร(พืชสวน) จ.กระบี่ มีจัดอบรมทุกปี สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพการเกษตร(พืชสวน) จ.กระบี่ หมู่ที่ 1 ต.เขาคราม อ.เมือง จ.กระบี่ 81000 โทร.075-912-913


24. การเข้าสู่ธุรกิจหน้าวัวนอกจากมีการปลุก การดูแลรักษาที่ดีแล้ว จะหาตลาดได้ที่ไหนบ้าง และราคาเป็นอย่างไร

ตลาดในประเทศ ได้แก้ร้านดอกไม้ ร้านพวงหรีด โรงแรม

ตลาดในท้องถิ่น ปากคลองตลาด

ตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ดูไบ พม่า จีน ไต้หวัน สหรัฐอเมริการ

   เรื่องราคาขอยกตัวอย่าง บริษัท เอเชี่ยนมาร์เก็ตติ้งเซอร์วิส และของบริษัทสตาร์ฟลอรา มาตรฐานการรับซื้อดอกหน้าวัวของบริษัท เอเชี่ยนมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส เกรด ราคา(บาท) XXL 23 XL 18 L 14 M 10 S 8 SS 4 มาตรฐานการรับซื้อดอกหน้าวัวของบริษัทสตาร์ ฟลอรา จำกัด เกรด ราคา(บาท)  XXL 24 XL 17 L 14 M12 S 9 SS 7

   ถ้าอยากทราบข้อมูลสามารถติดต่อทาง Website หรือ มาที่กรมส่งเสริมการเกษตร ตึกเบญจสิริกิติ์ ชั้น 4 กลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โทรศัพท์ 0-2940-6128,0-2579-3619 ในเวลาราชการ


23. อยากทราบแหล่งความรู้ การปลูกไม้เพื่อขุดขาย เป็นไม้ประดับเช่น ต้นคูณ,สัตตบรรณ,อื่น ๆ

   พญาสัตบรรณ ชื่อสามัญ Devil Tree ชื่อวิทยาศาสตร์ Alstonia scholaris ตระกูล APOCYNACEAE ชื่ออื่น ตีนเป็ดไทย ลักษณะทั่วไป พญาสัตบรรณเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 12-20 เมตร ผิวลำต้นมีสะเก็ดเล็ก ๆ สีขาวปนน้ำตาลกรีดดูจะมียางสีขาว ลำต้นตรง แตกกิ่งก้านสาขามากลักษณะเป็นชั้น ๆ ใบออกเป็นกลุ่มบริเวณปลายกิ่งช่อหนึ่งมีใบประมาณ 5-7 ใบ ก้านใบสั้น ใบสีเขียวถ้าเด็ดก้านใบจะมียางสีขาว ลักษณะใบยาวรีปลายใบมนโคนใบแหลมขนาดใบยาวปราณ 10-12 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อตามปลายกิ่งหรือส่วนยอดของลำต้นดอกเป็นกลุ่มคล้ายดอกเข็มช่อหนึ่งจะมีกลุ่มดอกประมาณ 7 ดอก มีสีขาวอมเหลือง ผลเป็นฝักยาว ลักษณะเป็นเส้น ๆ มีขุยสีขาวคล้ายฝ้ายปลิวไปตามลมได้ ในฝักมีเมล็ดเล็ก ๆ ติดอยู่กับขุยนั้น

   การปลูกนิยมปลูกในแปลงปลูกเพื่อประดับบริวเณบ้านและสวน ควรห่างจากบ้านพอสมควรเพราะเมื่ออายุมากขนาดทรงพุ่มจะสูงใหญ่ ขนาดหลุมปลูก 50*50*50 เซนติเมตร ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก:ดินร่วน อัตรา 1:2 ผสมดินปลูก การดูแลรักษา แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง น้ำ ต้องการปริมาณน้ำปานกลาง ควรให้น้ำ 5-7 วัน/ครั้ง ดิน ชอบดินร่วนซุย ปุ๋ย ใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2:3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ 3-4 ครั้ง การขยายพันธุ์ การเพาะเมล็ด และการปักชำ โรคและศัตรู ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรคและศัตรู เพราะมีความทนทานสภาพธรรมชาติได้ดี


22. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับมะระหวานหรือ ซาโยเต้ และแหล่งที่จะหาต้นพันธุ์

   มะระหวาน (Sechium eduli Sw.) หรือฝักแม้ว บ้างก็เรียก มะเขือเครือ มะเขือแม้ว แตงกะเหรี่ยง นี้ มีวิตามินซี ป้องกันเลือดออกตามไรฟัน มีแคลเซียม บำรุงกระดูกและฟัน และฟอสฟอรัส ก็ดีต่อกระดุกและฟันเช่นเดียวกัน และยังมีใยอาหารที่ย่อยง่ายช่วยให้ขับถ่ายสะดวก มะระหวาน นอกจากผลที่กินได้แล้ว ยอดอ่อนก็สามารถกินได้ด้วย ก่อนหน้าที่มะระหวานหากินได้ไม่ง่าย ๆ เพราะว่าเป็นพืชที่ปลูกอยู่ทางเหนือแถบเชียงราย เพชรบูรณ์ เพราะเป็นพืชที่ชอบอากาศหนาวเย็น และดินร่วนระบายน้ำได้ดี 

   แต่ตอนนี้ เนื่องจากมะระหวานเป็นพืชที่ได้รับความนิยมมาก เพราะรสชาติหวานอร่อย ไม่ว่านำไปผัดเปล่า ๆ ใส่น้ำมันหอย ผัดใส่ไข่ แกงจือ แกงแคหรือต้มกินกับน้ำพริกได้ทุกชนิด มะระหวานจึงหาซื้อได้ง่ายขึ้น ต้นมะระหวานมีลักษณะเป็นไม้เลื้อย มีหนวดหรือมือจับ งอกออกมาข้างก้านใบหย่อมละ 2-4 เส้น รายขยายออกตามอายุ เพื่อเก็บสะสมอาหาร ใบมี 5 แฉก คล้ายใบตำลึงแต่ใหญ่กว่า และผิวขรุขระ ภายในมีเนื้อและมีเมล็ดเพี่ยง 1 เมล็ด ขยายพันธุ์โดยใช้ผล และเก็บเกี่ยวส่วนขยายพันธุ์ในฤดูหนาว ฤดูกาลที่เก็บเกี่ยวได้มากคือ ระหว่างเดือนตุลาคมถึงกุมภาพันธ์ ส่วนที่ให้ประโยชน์ทางยา คือส่วนผลนี่เอง ที่มีมั้งวิตามินซี แคลเซียมและฟอสฟอรัส

   ติดต่อพีนธุ์ที่ สถานีทดลองเกาษตรที่สูงวาวีโทร.(053)714-439,710-434 และมูลนิธิโครงการหลวง โทรศัพท์(053) 810765-8


21. อยากทราบรายละเอียดวิธีการปลูกเผือกหอม

รายละเอียดการปลุกเผือกหอมเว็บ http://www.doae.go.ht/library/html/detail/peak/index.html แหล่งพันธุ์เผือกหอม ติดต่อ:นายปรีชา ชาญวิการณ์ 818/1 หมู่ 6 ต.ท่าตะโก อ.ท่าคะโก จ.นครสวรรค์ โทร: 056-360552,01-7857930 และบ้านโคกไข่เต่า หมู่ที่ 6 ต.ประจันตครา อ.ประจันตาคาม จ.ปราจีนบุรี


20. อยากทราบว่าวิธีการเพาะเห็ดหัวลิง และวิถีการตลาด

   วิธีเพาะเห็ดชนิดนี้มีวิธีการเดียวการเดียวกับการเพาะเห็ดชนิดอื่น ๆ สำคัญอยู่ที่อากาศเย็นกว่า โดยอุณหภูมิที่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเส้นใยในก้อนเชื้อ จะอยู่ที่ประมาณ 23-32 องศาเซลเซียส และอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการออกดอกอยู่ที่ประมาณ 15-28 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-90% ซึ่งจากการทดลองพบว่ามีความเหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ขั้นตอนการเพาะเริ่มจากการเตรียมหัวเชื้อ

วัสดุที่ใช้ประกอบด้วย

   1. ขี้เลื่อยไม้ยางพาราหรือขี้เลื่อยไม้เบญจพรรณ(หมัก 2 เดือน) 100 กก.

   2. รำละเอียด 3 กก.

   3. น้ำตาลทราย 2 กก.

   นำส่วนผสมทั้ง 3 อย่างผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันและปรับความชื้นให้พอเหมาะ สังเกตโดยกำขี้เลื่อยมาบีบให้แน่ยแล้วแบมือ ขี้เลื่อยจะแตกออกเป็นเสี่ยง ๆจากนั้นนำขี้เลื่อยออกบรรจุถุงพลาสติกทนร้อนแบบพับข้างขนาด 63/4 * 123/4 นิ้ว อัดขี้เลื่อยให้มีความแน่นพอสมควร หรือให้แต่ละถุงมีน้ำหนักประมาณ 8-10 ขีด ใส่คอขวดจีบพลาสติกส่วนที่เหลือให้ตึงสม่ำเสมอ ปิดด้วยจุกประหยัดสำลี แล้วนำไปนึ่งฆ่าเชื่อด้วยหม้อนึ่งลูกทุ่ง(หม้อนึ่งไม่อัดความดัน) เป็นเวาลา 2-3 ชั่วโมง จากนั้นทิ้งให้เย็น

   ขั้นตอนต่อมาให้หยอดน้ำเชื้อเห็ดหัวลิง  ที่เลี้ยงในเมล็ดข้าวฟ่างไปถุงละประมาณ 15-20 เมล็ด หลังจากนั้นนำไปพักบ่อเส้นใยในโรงเรือนที่มีการถ่ายเทอากาศดีเป็นเวลาประมาณ 2-21/2 เดือน และหลังจากที่เส้นใยเจริญเติบโตเต็มถุงก้อนเชื้อแล้ว ในช่วงเดือนพฤศจิกายน หรือธันวาคมที่มีสภาพอากาศเย็น จึงนำมาเปิดถุงให้ออกดอกในโรงเรือนที่ปูพื้นด้วยทรายและรดน้ำให้ฃุ่ม ดึงจุกประหยัดสำลีและคอขวดออก แล้วพับปากถุงออกเหมือนเดิมนำไปวางเรียงให้เป็นชั้น พ่นน้ำบาง ๆ วันละ 1-2 ครั้ง ประมาณ 10-15 วัน จะเกิดดิกเห็ดโตพอที่จะขายได้

   ผลผลิตเห็ดหัวลิงเก็บได้ 2 รุ่น มีน้ำหนักประมาณ 280-290 บาท เกษตรกรท่านใดสนใจเพาะปลูกเห็ดหัวลิงเป็นอาชีพเสริมเพื่อสร้างรายได้ให้กับครอบครัวก็น่าจะลองศึกษาดู เพราะลู่ทางยังเปิดกว้างเนื่องจากบ้านเรายังไม่ค่อยมีการเพาะปลูกกันมากเหมือนกับเห็ดชนิดอื่น ติดต่อขอทราบข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ อ.แสงแก้ว คำกวน คณะพืชศาสตร์และวิชาเทคโนโลยีอาหาร ราชมงคลน่าน โทร.0-5471-0259 ต่อ 1160,116


19. อยากทราบว่าแหล่งต้นพันธุ์หรือเมล็ดพันธุ์ของจันทน์เทศพัทธุ์อินโดนีเซีย

   พันธุ์จันทน์เทศไม่มีขาย แต่ปลูกมาทางภาคใต้แถวจังหวัดพังงาน นครศรีธรรมราช นิยมปลูกแล้วเก็บเมล็ดไว้ทำพันธุ์ในครั้งต่อไป ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัดนครศรีธรรมราช สถานที่ตั้งเลขที่ 226 ถนนนครศรีธรรมราช-ปากพนัง อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช 80000 โทรศัพท์ (075)356164,356413


18. ทำอย่างไรให้องุ่นที่ฝึกหัดปลูกออกลูก

การปฏิบัติให้องุ่นออกดอก ดังนี้.-

   - ทำการพักต้น โดยใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 บำรุงต้น ให้น้ำสม่ำเสมอให้องุ่นแตกใบอ่อน ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

   - เตรียมต้นก่อนตัดแต่งกิ่งโดย ใส่ปุ๋ยสูตร 8-24-24 เพื่อเร่งการสร้างตาดอก หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ ลดการให้น้ำลงและงดการให้น้ำเป็นวลา 10-15 วัน จะเห็นใบองุ่นแห้ง

   - การตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งเหลือตอกิ่งซึ่งมีตาประมาณ 5-7 ตา และให้น้ำปกติ หลังจากนั่น 15 วัน องุ่นจะเริ่มแตกยอดพร้อมช่อดอก

   - ระยะดอกและติดผล ใส่ปุ๋ย 15-15-15 และให้น้ำสม่ำเสมอ และระยะผลโต(ประมาณ 45 วัน)ใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 ให้ผลมีคุณภาพดี

   - ก่อนเก็บเกี่ยว งดให้น้ำ 10-15 วัน เก็บเกี่ยวโดยตัดช่อผลที่แก่เต็มี่

   - หลังเก็บผลหมดทำการพักตัน ประมาณ 2 เดิน และเริ่มขั้นตอนข้างต้นอีกครั้ง


17. พริกไทยอายุประมาณ 3 ปี ออกช่อดอกเยอะมาก แต่ไม่ติดผลเลย มีสาเหตุมาจากอะไรบ้าง

   ผมปลูกที่ปักษ์ใต้ครับ จว.ยะลา สภาพต้นก็เจริญเติบโตสมบูรณ์ดีทุกอย่าง ช่อดอกก็ออกเยอร์ แต่ไม่ยอมติด พริกไทยมีทั้งดอกที่สมบูรณ์เพศ(มีเกาสรตัวผู้และเกสรตัวเมียอยู่ในดอกเดียวกัน)และดอกไม่สมบูรณ์(มีเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียแยกกันคนละดอก) และการบานของดอกจะบานไม่พร้อมกันทั้งช่อ ดอกที่อยู่ด้านโคนช่อดอกจะบานก่อน ดอกพริกไทยส่วนใหญ่เป็นสมบูรณ์เพศ ผสมตัวเองได้แต่การบานของเกสรตัวผู้และเกสรตัวเมียในดอกดียวกันจะบานไม่พร้อมกัน การผสมเกสรจะต้องอาศัยเกสรตัวผู้จากดอกที่อยู่ที่ปลายช่อดอกที่บานที่หลัง ทำให้ช่อดอกไม่ค่อยติดผล และส่วนมากแล้วการผสมเกสรต้องอาศัยน้ำฝนช่วยในการชะเกสรตัวผู้มาติดกับเกสรตัวเมียเช่นเดี่ยวกับพริกไทยในภาคตะวันออกที่มีการออกดอกในฤดูฝนเมื่อดอกบานจะมีน้ำฝนช่วยในการผสมเกสร และนอกจากนี้การติดผลของพืชก็ยังมีปัจัยอื่น ๆอีกหลายปัจจัยทั้งนี้ต้องทราบรายละเอียดการดูแลรักษา สภาพแวดล้อมว่าเหมาะสมหรือไม่

   พื้นที่ปลูกพริกไทยที่ติดผลไม้ผลผลิต และผลิตพริกไทยเป็นการค้า จะเป็นพื้นที่ที่มีสภาพภูมิดากาศค่อนข้างชื้น ได้แก่ จังหวัดทางภาคตะวันออก(จันทบุรี) จังหวัดทางภาคใต้ ซึ่งมีสภาพอากาศเหมาะสมต่อการติดผลของพริกไทย  ถ้าทำการปลูกในบริเวณพื้นที่ที่มีความชื้นไม่เหมาะสมจะต้องมีการจัดการเรื่องระบบน้ำให้เหมาะสม


16. มีวิธีการตัดแต่งกิ่งต้นมังคุดอย่างไรบ้าง

   1. การตัดแต่งมังคุดไม่จำกัดอายุ แต่ถ้าตัดยอด ควรตัดยอดที่ให้ความสูงไม่เกิน 7-8 เมตร เพราะตะสะดวกในการดูแล เช่น การพ่นยา ป้องกันเพลี้ยไฟ ไรแดง และหนอนกินใบอ่อน การพ่นยาจะพ่นได้ทั่วถึง

   2. ต้นมังคุดปกติจะมีเพียงยอดเดียว จึงควรตัดเลี้ยงให้เหลือเพียงยอดเดียวโดยเลือกกิ่งที่อ่อนแอกว่าออก เหลือกิ่งที่แข็งแรง หากไม่ต้องการให้ต้นมังคุดสูงเกินไป ควรตัดยอดมังคุดออกไม่สูงเกินไป เพื่อสะดวกในการดูแลรักษาและการเก็บเกี่ยวแต่ถ้าหากมังคุดต้นใหญ่ การตัดยอดออกอาจจะส่งผลกระทบกระเทือนต่อผลผลิตในปีแรก ๆ บ้างยังไม่มีการตัดแต่งกิ่งมังคุดควรจะตัดกิ่งแขนงด้านข้างที่ประสารกันและบังแสงแดดออกให้โปร่งได้รับแสงแดดทุกกิ่ง ซึ่งจะทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น


15. วิธีการปลูกหม่อนวิธีการปลูกหม่อนวิธีการปลูกหม่อนอย่างไร

วิธีการปลูกหม่อนที่นิยมกันมี 2 วิธีคื่อ

   1. นำท่อนพันธุ์ไปปลูกในแปลงโดยตรง ก่อนปลูกให้ใช้ไม้ไผ่ปักหัวท้ายเป็นแนวแถวปลูก นำเชื่อกที่ได้ทำเครื่องหมายระยะปลูกระหว่างต้นไว้ ดึงให้ตึงระหว่างหลักทั้งสอง แล้วปักท่อนพันธุ์ลงปลูกให้ลึก 3 ใน 4 ส่วนของความยาวท่อนพันธุ์ หรือมีตาอยู่เหนือพื้นดินประมาณ 1 ตา ใช้ท่อนพันธุ์ 2 ท่อนต่อหลุม และควรปักชำไว้เพื่อปลูกซ่อมบางหลุมที่ต้นตายด้วย

   2. นำท่อนพันธุ์ไปปักชำในแปลงเพาะชำก่อน แล้วจึงย้ายปลูกลงหลุมที่เตรียมไว้โดยใช้กล้าที่มีอายุ 4 เดือนขึ้นไปซึ่งจะทำให้ต้นหม่อนมีอัตราการรอดสูง


14. มะไฟปลูกมะไฟมาหลายปีแล้วตอนนี้ให้ผลแล้วค่ะแต่ว่าเมื่อแกะออกดูพบว่าข้างในไม่มีเนื้อเมล็ดเลยจะทำอย่างไรดี

   การที่ผลมะไฟไม่มีเนื้อน่าจะเกิดขึ้นเนื่องจากในช่วงดอกบาน ไม่มีการผสมเกสรจึงทำให้ไม่มีการติดเมล็ดและไม่มีการพัฒนาส่วนที่เป็นเนื้อ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสาเหตุที่สภาพอากาศในขณะที่ดอกบานไม่เหมาะสม เช่น อากาศหนาวหรืออากาศแห้งเกินไป หรือช่วงกลางวันมีอากาศร้อนมาก ส่งผลให้เกสรตัวผู้อยู่ในสภาพที่พร้อมผสมกับเกสรตัวเมียในระยะเวลาอันสั้น หรือระยะเวลาที่เกสรตัวผู้พร้อมผสมตรงกับช่วงที่เกสรตัวเมียไม่พร้อมผสมก็ได้ จึงทำให้ผลมีการพัฒนาขึ้นมาโดยไม่มีเมล็ดและเนื้อ แนวทางแก้ไขปัญหา ที่ช่วยได้ดีพอสมควร คือการปลูกมะไฟหลาย ๆพันธุ์ไว้ในสวนเดี่ยวกัน เนื่องจากแต่ละพันธุ์มีความพร้อมในการผสมเกสรในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน จึงช่วยให้การผสมเกสรดีขึ้น ขณะเดียวกัน ในช่วงกลางวันที่มีอากาศร้อนและแห้งให้พ่นละอองน้ำบาง ๆบริเวณใต้ทรงพุ่ม จะทำให้เกสรตัวผู้ไม่แห้งเร็วเกินไปและสภาพบรรยากาศมีความเหมาะสมกับการผสมเกสรมากขึ้น หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อหมายเลขโทรศัพท์ 0-29406116


13. อยากทำธุรกิจหน้าวัวการเข้าสู่ธุรกิจหน้าวัวนอกจากมีการปลูก การดูแลรักษาที่ดีแล้ว จะหาตลาดได้ที่ไหนบ้าง และราคาเป็นอย่างไร

ตลาดในประเทศ ได้แก่ร้านดอกไม้ ร้านพวงหรีด โรงแรม ตลาดในท้องถิ่น ปากคลองตลาด

ตลาดต่างประเทศ ได้แก่ ญี่ปุ่น ดูไบ พม่า จีน ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา เรื่องราคาขอยกตัวอย่าง บริษัท เอเชี่ยนมาร์เก็ตติ้งเซอวิส และของบริษัทสตาร์ฟลอรา

มาตรฐานการรับซื้อดอกหน้าวัวของบริษัทเอเชียนมาร์เก็ตติ้ง เซอร์วิส  เกรด ราคา(บาท) XXL 23 XL18 L 14 M 10 S 8 SS 4 มาตรฐานการรับซื้อดอกหน้าวัวของ บริษัทสตาร์ ฟลอรา จำกัด เกรด ราคา (บาท) XXL24 XL17 L14 M12 S9 SS 7

ถ้าอยากทราบข้อมูลสามารถติดต่อกรมส่งเสริมการเกษตร ตึกเบญจสิริกิติ์ ชั้น 4 กลุ่มส่งเสริมการผลิตไม้ดอกไม้ประดับ โทร. 02-2793619


12. อยากทราบรายละเอียดทั้งหมดถึงวิธีในการปลูก - ดูแลพุทราไต้หวัน

  • ปัญหาด้านโรคและแมลงที่สำคัญได้แก่ 1.โรคราแป้ง 2.โรคผลเน่าและใบจุด 3.โรคแอนแทรคโนส 4.โรคราสนิม 5.เพลี้ยแป้ง,เพลี้ยหอย,เพลี้ยไก่ฟ้า 6.หนอนเจาะผล 7.หนอนแดงพุทรา 8.หนอนกินใบ 9.มวนลำไย
  • พุทราที่นำเข้ามาจากไต้หวันในระยะหลังนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์ผลใหญ่ ปัจจุบันปลูกเป็นการค้าหลายพันธุ์ได้แก่ มี่เจ่า มีผลกลมขนาดค่อนข้างโต ซื่อมี่เจ่า(หรือโหงวจั๊บ) มีผลทรงยาว เถียนมี่เจ่า มีทรงผลรีขนาดค่อนข้างโต แหล่งจำหน่ายต้นพันธุ์ (ต้นที่ขยายพันธุ์ด้วยการเสียบยอดหรือทาบกิ่ง) ได้แก่ ไร่ขิงพันธุ์ไม้ อ.สามพราน จ.นครปฐม โทร.01-9432231  สวนคุณฮั่น อ.เวียงป่าเป้า จ.เชียงราย โทร. 01-8841101 สวนประภาส จ.ชลบุรี โทร. 038-237662 สวนสมบัติ กรุงเทพฯ โทร.09-0514040 ส่วนราคาขึ้นอยู่กับพันธุ์และขนาดของต้นที่จำหน่าย มีตั้งแต่ 80-500 บาท การปลูกพุทราก็คล้ายกับการปลูกไม้ผลทั่วไป  ดังนี้
       1. หลุมปลูกประมาณ 30*30 เซนติเมตร ใส่ปุ๋ยคอกเก่าๆ ประมาณ 5 กก./หลุม ถ้าหลุมใหญ่กว่านี้ อาจเพิ่มปุ๋ยคอกมาขึ้นอีก ผสมดินกับปุ๋ยคอกแล้วใส่ลงในหลุมปลูกให้ดินผสมพูนขึ้นเล็กน้อยทำเป็นหลุมเล็กๆ สำหรับวางต้นพุทรา  (กรีดถุงพลาสติกออกด้วย)กลบดินและกดให้แน่น รดน้ำ
       2. การจัดรูปทรงต้นหลังปลูกทำได้โดยหลังจากปลูกแล้วประมาณ 1-2 เดือน จะมีกิ่งแตกออกมาใหม่ 2-3 กิ่ง เลือกไว้ประมาณ 3 กิ่ง ให้ทำมุม 120 องศา ซึ่งกันและกัน ปักไม้หลักขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ยาว 2 เมตร ให้ถ่างออกเป็นรูปกรวยหงาย มัดกิ่งพุทราทั้ง 3 เข้ากับหลักไม้เพื่อบังคับให้กิ่งตั้งขึ้นเป็นรูปกรวย ตัดกิ่งกระโดงเล็กในระดับ 50 เซนติเมตร ลงมาออกหมด เพื่อให้โคนต้นโปร่ง
       3. ในระยะสูง 1 เมตร ให้ทำเป็นคอกรอบทรงพุ่มเป็นคอกสี่เหลี่ยมจตุรัสขนาด 1*1 เมตร คล้ายเวทีมวยเพื่อรองรับกิ่งด้านบนซึ่งจะแผ่ออกรอบด้าน วิธีนี้จะทำให้สะดวกในการดูแลรักษา เช่น ห่อผลและเก็บเกี่ยว
       4. อายุประมาณ 6-8 เดือน หลังปลูกจะเริ่มออกดอกติดผล ควรมีการปลิดผลทิ้งบ้าง เพื่อให้เหลือผลไม่มากนัก จะช่วยให้ผลมีขนาดใหญ่มาก ควรให้ปุ๋ยบำรุงผลสูตรตัวหน้าสูงในระยะแรกและตัวท้ายสูงเมื่อติดผลได้ 70-80 วัน เพื่อให้ รสชาติดีขึ้น
       5. การห่อผลจะช่วยป้องกันแมลงวันทองได้อย่างดี โดยใชถุงพลาสติกหูหิ้วขนาด 5*8 นิ้ว (เจาะรูให้น้ำไม่ขัง 4-8 รู)
  • ระยะที่เริ่มห่อเมื่อผลมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว 6.ต้นพุทราจะติดผลดีระหว่างเดือนกรกฎาคม-มกราคม หลังจากนั้นควรตัดแต่งกิ่งให้เหลือต้นสูงประมาณ 1 ฟุต (ให้รอยตัดอยู่สูงกว่าจุดที่ทาบกิ่งหรือเสียบยอดเพื่อให้กิ่งที่แตกมาใหม่เป็นยอดพันธุ์ดี) เมื่อมียอดพันธุ์ดีแตกออกมาใหม่ให้เลือกไว้ 3 กิ่ง และจัดรูปทรงต้นตามแบบข้อ 2 อีกครั้งหนึ่ง ทำแบบนี้ทุกปีจะได้ผลผลิตที่มีคุณภาพดีตลอดไป หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-2790163

 


11. อยากทราบรายละเอียดการใช้ถ่านแก๊สในการบังคับสับปะรดให้ออกดอก

   ถ่านแก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์ (บางที่เรียกว่าถ่านเหม็น) การใช้แคลเซียมคาร์ไบด์ เร่งดอกสับปะรดเป็นที่นิยมกันมากเพราะหาง่ายและราคาไม่แพง แต่การใช้จะได้ผลดีนั้น ต้นสับปะรดจะต้องมีลักษณะพร้อมที่จะออกดอก คือ มีอายุระหว่าง 7-8 เดือน หรือมีโคนต้นที่อวบใหญ่ ประมาณน้ำหนักของต้น 2.5 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีใบ 45 ใบขึ้นไป จึงใช้สารเร่งดอกได้ผล  การใช้แคลเซียมคาร์ไบด์ เพื่อเร่งดอกสับปะรดนั้น ปัจจุบันมีชนิดเกล็ดสำเร็จรูปเพื่อให้ใช้ได้ง่าย โดยใช้อัตรา 200-250 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ปล่อยให้เดือดเต็มที่แล้วนำไปหยอดสับปะรดต้นละ 70-80 ซีซี (ถ้าเป็นแปลงสับปะรดตอหยอดต้นละ 80-90 ซีซี) ทำการหยอด 2 ครั้งห่างกัน 5-7 วัน ควรทำในเวลาเช้ามืดหรือตอนเย็นเพราะถ้าทำในตอนกลางวันจะได้ผลไม่ดีนัก หากฝนตกมาภายใน 2 ชั่วโมง หลังการใช้สารนี้ให้ทำซ้ำอีกครั้งให้เร็วเท่าที่จะทำได้ หลังจากหยอดสารเร่งประมาณ 40-45 วัน จะเริ่มเห็นสับปะรดเป็นจุดแดงอยู่ภายในยอด ต่อมา 60-70 วัน จะเห็นผลสับปะรดขนาดเล็กทรงกลมสีแดงโผล่ขึ้นจากยอด อาจมีดอกสีม่วงอยู่ด้วยดอกจะเริ่มบานจากฐานไปยอดลูก ประมาณ 90 วัน ดอกสีม่วงจะแห้ง แล้วเข้าสู่ช่วงการขยายขนาดผลซึ่งจะขึ้นอยู่กับความชื้นและธาตุอาหารที่ต้นสับปะรดได้รับในระหว่างการเจริญเติบโตของผล


10. การปลูกส้มโชกุน และการหาซื้อกินพันธ์ส้มโชกุน มีวิธีอย่างไร

  • กิ่งพันธุ์ส้ม ถ้าต้องการปลูกด้วยกิ่งตอน ควรจะได้จากต้นพันธุ์ที่ดีมีอายุ 2-3 ปี และควรเป็นต้นที่ปลูกเพื่อขยายพันธุ์โดยเฉพาะ จะทำให้ได้กิ่งพันธุ์ที่สวย และเจริญเติบโตเร็ว ส่วนต้นที่มีอายุมากและให้ผลแล้วไม่ควรจะตอนกิ่งไปปลูก เพราะส่วนใหญ่มีกิ่งที่แก่และมีรูปทรงไม่เหมาะในการปลูก ยกเว้นกาตัดแต่งต้นแก่ให้แตกกิ่งออกมาใหม่ อย่างไรก็ดีในปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่ามีแหล่งผลิตต้นพันธุ์ส้มโชกุนจากกิ่งตอนที่ปลอดโรค จึงขอแนะนำให้ใช้ต้นพันธุ์ที่ได้จากการติดตาปลอดโรค ดีกว่า ราคาอาจจะแพงกว่าเล็กน้อยแต่ระยะยาวคุ้มกว่าครับ (ราคาต้นละประมารณ 80-100 บาท) ลองติดต่อคุณปรารภ พรมมานพ (ฟาร์มแสลงพันธุ์ จะ.สระบุรี) โทร. 01-6669031 หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 02-9406116 ทวีศักดิ์ ด้วงทอง
  • ส้มโชกุน (หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ส้มสายน้ำผึ้ง) จะเริ่มให้ผลผลิตเมื่อต้นมีอายุประมาณ 2-3 ปี ขึ้นอยู่กับการดูแลรักษา ถ้าดูแลรักษาดีต้นมีความสมบูรณ์สูงจะสามารถให้ติดผลได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีครึ่ง สำหรับสถานการณ์ด้านการตลาดของส้มโชกุน (สายน้ำผึ้ง) ราคาจำหน่ายจะขึ้นอยู่กับคุณภาพและปริมาณของผลผลิต ถ้าเป็นช่วงนอกฤดูจะมีผลผลิตสู่ตลาดน้อย ราคาจึงค่อนข้างสูง (ราคาที่เกษตรกรขายได้ประมาณ 40-60 บาท/กก.)ส่วนในระยะที่ผลผลิตออกมาก (ธค.-มค.) ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 25-35 บาท(ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสวนที่มีขนาดใหญ่มีการจัดการผลผลิตที่มีคุณภาพและมีกำลังต่อรองด้านราคา จึงจะได้ราคาขนาดนี้) แต่ถ้าเป็นสวนขนาดเล็ก ขาดการรวมกลุ่มถ้ายิ่งขาดการดูแลรักษาผลผลิตด้วยจะยิ่งขาดรายได้ ราคาต่ำ ตัวอย่างเช่นในเดือนธันวาคม นี้เอง มีผู้ปลูกส้มโชกุน (สายน้ำผึ้ง) หลายสวนขายผลผลิตได้เพียงกิโลกรัมละ 10-13 บาทเท่านั้น
  • แนวโน้มในอนาคตคาดว่าตลาดจะมีการแข่งขันกันมากขึ้น เนื่องจากมีการขยายพื้นที่ปลูกกันมากแทบทุกภาคของไทย จนอาจจะทำให้เกษตรกรรายย่อยอยู่ไม่ได้ ดังนั้น ผู้ที่จะปลูกส้มในระยะต่อไปจะต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด สิ่งที่มือใหม่จะต้องคำนึงถึง คือ ขนาดของกิจการจะต้องมีขนาดใหญ่พอสมควรประมาณ 50-100 ไร่ ขึ้นไป  เพื่อให้มีโอกาสแข่งขันในตลาดได้บ้าง การรวมกลุ่มผู้ผลิตด้วยกันเพื่อเสริมกำลังด้านต่อรองราคาและแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างเกษตรกรด้วยกันและกับนักวิชาการ ทั้งนี้อาจเน้นการผลิตที่มีคุณภาพและปลอดภัยจากสารพิษ จะเป็นจุดขายที่ดี และเน้นการผลิตนอกฤดูจะช่วยเสริมให้ราคาผลผลิตดีขึ้น  หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-9406116

 


9. อยากทราบแหล่งจำหน่ายพันธุ์กล้วยหอมทองที่ใกล้จังหวัดลพบุรี ราคารับซื้อประมาณเท่าไร และพันธุ์กล้วยหอมแบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ หาซื้อได้ที่ไหน ราคาประมาณเท่าไร

   การหาซื้อต้นพันธุ์กล้วยหอมที่สะดวกที่สุด คือ การติดต่อซื้อจากสวนที่ปลูกกล้วยหอมเป็นการค้าโดยตรง ตามปกติแล้วต้นกล้วยหอมหลังจากปลูกประมาณ 4-6 เครือ จะมีหน่องอกออกมามากมาย เจ้าของสวนสามารถเลือกขุดหน่อออกมาจำหน่ายได้ (ถ้ามีคนซื้อ) ถ้าไม่มีคนซื้อเขาจะปาดหน่อทิ้งไป (ตัดยอดของหน่อออก ให้เหลือสั้นๆ) เพื่อไม่ให้เจริญเติบโตขึ้นแย่งอาหารต้นแม่ การซื้อขายจะทำโดยขุดหน่อออกมาเตรียมไว้ก่อนวันนัดหมาย 1 วัน

   เพื่อความสะดวกและความสดของหน่อกล้วย ผู้ซื้อควรเตรียมพื้นที่ปลูกก่อนนัดหมายวันขุดหน่อ สำหรับแหล่งผลิตกล้วยหอมที่อาจไปติดต่อซื้อหน่อได้ เช่น ที่อ.ท่าวุ้ง จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นเขตที่มีการปลูกส้มเขียวหวานมาก จะมีการปลูกกล้วยหอมแซมด้วย หรือที่ อ.หนองแค จ.สระบุรี อ.หลวงและ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี มีอยู่หลายสวน ราคาจำหน่ายก็ไม่แพงประมาณ 5-6 บาทเท่านั้น ส่วนต้นพันธุ์กล้วยเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแนะนำให้ติดต่อที่ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   โทร. 02-5614819 มีจำหน่ายหลายชนิด แต่ต้องสั่งจองล่วงหน้า ราคาขึ้นอยู่กับขนาดของต้นพันธุ์กล้วย


8. ต้องการซื้อพันธุ์มะพร้าวน้ำหอมและพันธุ์มะพร้าวกะทิ ที่ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อว่าจะหาซื้อได้ที่ไหน

   แนะนำมะพร้าวน้ำหอมก้นจีบ (ผลจะมีลักษณะยาวเล็กน้อย ด้านก้นผลมีจีบ เพื่อปอกเป็นรูปกรวยจะได้รูปทรงที่สวยงาม) มีจำหน่ายที่สวน นายสำอาง ทรัพย์มา อำเภอบ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร โทร.034-4813358 ส่วนมะพร้าวกะทิที่ได้จากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมี

   จำหน่ายที่ คุณกิตติ รัตนเพียรชัย บริษัทออร์คิเมก จ.นครปฐม

   โทร.02-8125562,01-8513772 และ 09-6992529


7. ราคาซื้อมะพร้าวอ่อนน้ำหอม จากสวนของเกษตรกรแถบภาคตะวันออก ปัจจุบันราคาประมาณเท่าไร

   จากการสำรวจสถานการณ์การจำหน่ายผลผลิตมะพร้าวอ่อนในจังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งเป็นแหล่งผลิตมะพร้าวอ่อนแหล่งใหญ่ของภาคตะวันออกในสัปดาห์ที่ผ่านมา พบว่าเกษตรกรขายผลผลิตที่สวนได้ราคา 2-2.50 บาทต่อผล ส่วนราคาขายปลีกที่ตลาดจะขายได้ประมาณ 3.50-4 บาทต่อผล ราคาขายปลีกที่ริมถนนสายกรุงเทพ-ฉะเชิงเทรา (ถนนสุวินทวงศ์) ถ้าเป็นผลสดจะอยู่ที่ประมาณ 4 บาทต่อผล สำหรับมะพร้าวเผาจะขายได้ราคาประมาณ 5 บาทต่อผล


6. มะนาวนั้นสามารถปลูกเพาะเมล็ดได้หรือไม่ มีวิธีการปลูกอย่างไร

   ต้นมะนาวสามารถปลูกด้วยวิธีการเพาะเมล็ดได้ โดยการเอกเมล็ดที่ได้จากผลมะนาวทั่วไป (ควรเป็นเมล็ดที่สมบูรณ์ ไม่ลีบ ไม่มีรอยแผลจากการผ่าผลมะนาว) นำไปปลูกลงในดินผสมได้โดยตรงเวลาวางเมล็ดใส่ในดินผสมควรวางให้ส่วนแหลมของเมล็ดอยู่ด้านล่าง ประมาณ 15 วัน ก็จะงอกเป็นต้นมะนาวเล็กๆ (ถ้าแกะเปลือกหุ้มเมล็ดออกด้วยก็จะงอกเร็วขึ้นอีก) แต่ต้นมะนาวที่ได้จะโตช้า และใช้เวลานานหลายปีกว่าจะให้ผล แถมมีหนามขนาดใหญ่จำนวนมากด้วย จึงแนะนำให้ปลูกด้วยต้นกิ่งตอนดีกว่า (ราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย) เพียงปีกว่าก็ให้ผล สำหรับใบพืชที่เกิดอาการมีรอยไหม้หลังจากพ่นน้ำผสมน้ำยาล้างจาน เข้าใจว่าอาการที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากน้ำยาที่ผสมได้ยังมีความเข้มข้นมากอยู่ จึงเกิดอาการแพ้ (อาการเป็นพิษที่ผิวใบ) เหมือนกับการพ่นปุ๋ยทางใบที่มีความเข้มข้นมาก ควรทดลองใหม่โดยผสมน้ำยามีความเจือจางมาก หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โทร.02-9406116

    ปลูกได้เหมือนกัน คือ

      1. ให้ผลช้า

      2. ลำต้นมีหนาม

      3. อาจจะกลายพันธุ์

   คำแนะนำ :  กิ่งตอน กิ่งตัดชำ กิ่งติดตา กิ่งจากการต่อกิ่งบนส้มโอ

   ร้านค้าที่จำหน่าย :  เนอเซอรี่ ร้านค้าพันธุ์ไม้คุณมู โป้สมบูรณ์


5. อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับลักษณะพฤกษาศาสตร์ชื่อวิทยาศาสตร์ ของมะนาวพันธุ์แป้นรำไพ

    ข้อมูลกว้าง ๆ มะนาวจะมีชื่อวิทยาศาสตร์  ชื่อวงศ์เดียวกันหมด ไม่แยกพันธุ์มะนาว (Lime) ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus aurantifolia (Christm.&Panz.)Swing. ชื่อวงศ์ RUTACEAE ชื่ออื่น ส้มมะนาว ไม้พุ่ม สูง 2-4 เมตร กิ่งอ่อนมีหนาม ใบประกอบชนิดมีใบย่อย ใบเดี่ยวเรียงสลับ รูปไข่ รูปวงรี หรือรูปไข่แกมขอบขนานกว้าง 3-5 ซม. ยาว 4-8 ซม. เนื้อใบมีจุดน้ำมันกระจาย ก้านใบมีครีบเล็กๆ ดอกเดี่ยวหรือช่อ ออกที่ปลายกิ่งและซอกใบ กลีบดอกสีขาว กลิ่นหอม ร่วงง่าย ผลเป็นผลสด กลมเกลี้ยง ฉ่ำน้ำ

   มะนาวเป็นผลไม้พื้นเมือง เป็นพืชตระกูลส้มชนิดหนึ่ง คนไทยรู้จักทุกคน นิยมใช้บริโภคประกอบอาหารเป็นเครื่องดื่ม ใช้เป็นยาสมุนไพร โดยนำมาผสมน้ำผึ้งดื่ม ใช้เป็นยาแก้ไอ

   มะนาวที่นิยมปลูกในประเทศไทย  มีดังนี้

      1. มะนาวไข่ มีลักษณะผลกลม หัวท้ายยาว มีสีเล็กน้อยคล้ายไข่เป็ด ผลโตเส้นผ่าศูนย์กลาง 2-3 ซม. มีเปลือกบาง เหมาะสำหรับทำมะนาวดองได้ดี 

      2. มะนาวแป้น มีลักษณะผลใหญ่ ทรงผลค่อนข้างกลมแป้นเปลือกบาง น้ำหนักมากกว่ามะนาวไข่ น้ำมีกลุ่มหอมนิยมนำมาทำน้ำมะนาวดื่มได้ดี 

      3. มะนาวทราย นิยมปลูกกันมากที่สุด เป็นมะนาวที่ออกลูกดก ออกลูกตลอดปี มีทรงพุ่มสวยใช้เป็นไม้ประดับ ไม่ค่อยนิยมนำมาบริโภค เพราะน้ำไม้หอม มีรสขมเจือปน มะนาวพันธุ์อื่นๆ ได้แก่ มะนาวฮิตาชิ มะนาวหวาน มะนาวปีนัง มะนาวโมฬี มะนาวพม่า และมะนาวหนัง เป็นต้น

   มะนาวปลูกโดยใช้กิ่งตอน ไม่นิยมปลูกด้วยเมล็ดหรือวิธีอื่นๆ ทั้งนี้เพราะมะนาวเป็นพืชเปลือกบาง มียางน้อย เมื่อตอนแล้วรากจะงอกเร็วและเจริญเติบโตได้ดี นิยมปลูกในเขตพื้นที่ลุ่ม ต้องการน้ำมาก พื้นที่ที่ชอบขึ้นเป็นพื้นที่ดินเหนียว ดินทราย และดินร่วนซุย ไม่ชอบดินเค็ม เป็นที่น้ำตก ไม่ชอบพื้นแฉะแต่มีความชื้นดี มะนาวจึงเป็นพืชที่ปลูกได้แทบทุกพื้นที่ มะนาวที่ใช้ผลิตใช้มะนาวแป้น จาก จ.นครนายก จ.สมุทรสาคร เป็นต้น ตำราไทยใช้น้ำมะนาวและผลดองแห้ง เป็นยาขับเสมหะ เช่น ดีปลี

   ประโยชน์ของมะนาว มะนาวมีประโยชน์ต่อร่างกายหลายอย่าง เช่นแก้ปวดศรีษะ แก้โรคเลือดออกตามไรฟัน แก้เหงือกบวม แก้อาเจียน แก้เมาเหล้า แก้ลิ้นเป็นฝ้า ขจัดคราบบุหรี่ แก้ลมวิงเวียน แก้ตาแดง บำรุงตา บำรุงผิว เป็นต้น ที่มา:หนังสือ "สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน" เล่ม 13 โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว, หนังสือ "โรงน้ำผลไม้สวนจิตรลดา" โดยโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา


4. อยากทราบว่าข้อมูลพาร์โลเนียร์

   ข้อดี: จากการศึกษาข้อมูลของกรมป่าไม้ พบว่า ไม้พาร์โลเนียร์เป็นไม้ที่ใช้ในอุตสาหกรรมผลิตเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เครื่องดนตรี รองเท้าเกี๊ยะ ไม้อัด เยื่อกระดาษ และงานแกะสลัก เนื่องจากเป็นไม้ที่มีคุณสมบัติน้ำหนักเบา ลายไม้สวยงาม แข็งแรงพอสมควร ไม่โค้งงอหรือเปลี่ยนรูปทรงง่าย ซึ่งประเทศที่มีความต้องการมาก คือ ประเทศญี่ปุ่น แต่ประเทศดังกล่าวได้มีการไปลงทุนปลูกไม้ชนิดนี้ในหลายประเทศ แถบทวีปอเมริกาใต้

   ข้อเสีย:เนื่องจากไม้พาร์โลเนียร์เป็นไม้ที่สามารถเติบโตได้ดีในพื้นที่ที่มีอากาศเย็นและอบอุ่นตลอดปีอุณหภูมิระหว่าง 24-29 องศาเซลเซียส และพื้นที่ควรอยู่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ซึ่งประเทศไทยได้มีการนำไม้พาร์โลเนียร์เข้ามาทดลองปลูกครั้งแรกที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ แต่ปรากฎว่าในช่วง 5 ปีแรกมีการเจริญเติบโตค่อนข้างดี แต่หลังจากนั้นจะประสบปัญหาเรื่องแมลงเจาะลำต้นและไส้เดือนฝอย(nematode)ทำลายรากอย่างรุนแรงจนต้องล้มเลิกโครงการไป และในช่วงต่อมาได้มีการนำเข้ามาทดลองปลูกอีกหลายครั้งแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งในปัจจุบันก็ยังมีการทดลองนำไม้พาร์โลเนียร์เข้ามาทดลองปลูกแต่ยังไม่มีการสรุปผลออกมาแน่ชัดที่จะสามารถส่งเสริมการปลูกในพื้นที่ต่างๆ ได้ อีกทั้งไม้ชนิดนี้มีหลายสายพันธุ์และยังไม่มีการรับรองพันธุ์ที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่รวมถึงต้นทุนการผลิตค่อนข้างสูง ดังนั้น หากสนใจที่จะปลูกเป็นการค้าขอให้ศึกษาข้อมูลให้แน่ชัดเสียก่อนตัดสินใจ มิฉะนั้นอาจจะทำให้การลงทุนของคุณสูญเปล่า


3. อยากทราบว่ามี การกำจัดหนอนในต้นมะนาว โดยการใช้เชื้อแบคทีเรีย หรือไม่ ถ้ามี มีชื่อว่าอะไร และการใช้ในสัดส่วนเท่าใด

ปัจจุบันยังไม่มีการใช้วิธีชีววิธีในการป้องกันกำจัดหนอนชอนใบในมะนาวแต่จะใช้ปิโตรเลี่ยมสเปรย์ออยส์ ฉีดพ่นป้องกันการเข้าทำลายของหนอนชอนใบ โดยใช้ในอัตราต่ำในระยะใบอ่อนเริ่มผลิใบและใช้ในอัตราสูงพ่นซ้ำห่างกัน 10 วัน เมื่อพบการระบาดมากขึ้น วิธีการใช้  ปิโตรเลียมออย 67% (มีชนิดข้น,ใส)   ใช้ในอัตรา 30-40 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร


2. เหตุใดปุ๋ยเคมีจึงมีราคาแพง

ให้ติดต่อสอบถาม กระทรวงพานิชน์  44/100 หมู่ที่ 1 ถนนสนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 1100  โทรศัพท์  02-5078000 โทรสาร 02-5077717    http://www.moc.go.th


1. วิธีการพยุงราคาปุ๋ยเคมีเกษตรของภาครัฐให้มีราคาคงที่

ให้ติดต่อสอบถาม กระทรวงพานิชน์  44/100 หมู่ที่ 1 ถนนสนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี 1100  โทรศัพท์  02-5078000

โทรสาร 02-5077717    http://www.moc.go.th


Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมวิชาการเกษตร