ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข่าวเกษตรกรรม
สารบัญความรู้ทางการเกษตร
FAQ
   
 

 
Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมพัฒนาที่ดิน

54. อยากทราบแหล่งซื้ออุปกรณ์สำรวจดิน

   อุปกรณ์ที่จำเป็นในการสำรวจดินการสำรวจดิน ประกอบด้วยเข็มทิศ สว่านเจาะดิน สมุดเทียบสี ชุดวัด PH เทปวัดระยะ ค้อนยาง จอบ พลั่ว และพาหนะ ในการทำ soil  profile คือการขุดหลุมที่สามารถให้รายละเอียด pedon ของดินได้อย่างสมบูรณ์ โดยทั่วไปขนาดที่เหมาะสมคือกว้าง 1 เมตร ยาว 2 เมตร ลึกอย่างน้อย 1.8 เมตรหรือถึงชั้นดาน กรวด หรือ หินพื้นที่ไม่สามารถขุดผ่านได้หาซื้อได้ตามท้องตลาดทั่วไป ยกเว้น สว่านเจาะดิน สมุดเทียบสี และชุดวัด PH ของดิน ต้องซื้อจากร้านที่ขายโดย เฉพาะ หรือจากต่างประเทศ (สว่านเจาะดิน จ้างทำในประเทศได้ ถูกกว่ามากและใช้ได้ดีกว่า) รายละเอียดอ่าน ๆ ติดต่อไดที่สำนักสำรวจดินและวานแผนการใช้ที่ดิน


53. อยากทราบถึงกระบวนการของ Oxidation ที่ทำให้แร่ธาตุในดินสลายตัว

   กระบวนการ Oxidation คือปฎิกิริยาเพิ่มอ็อกซิเจน เป็นกระบวนการสำคัญในการย่อยสลาย แร่ประกอบหินที่มีโมเลกุลใหญ่ ๆ ให้แตกตัวเล็กลง ธาตุอาหารพืช เช่น  K หรือ P ที่เดิมอยู่ในแร่ประกอบหิน จะถูกตรึงยึดของอะตอมของธาตุอื่นในรูปโมลกุล พืชไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ (อยู่ในรูปที่ไม่เป็นประโยชน์) โมเลกุลเหล่านี้ เมื่อถูกOxidizied ก็แตกเป็นสารประกอบใหม่ ที่มีโมเลกุลเล็กลงระหว่างการเกิดปฎิกริยา K หรือ P บางส่วนก็เป็นอิสระถูกปลดออกมาพืชก็นำไปใช้ประโยชน์ได้ เพราะกระบวนการเกิด Oxidation ค่อนข้างที่จะมีความหลากหลาย ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบและสิ่งแวดล้อมหลาย ๆ อย่าง


52. พืชสามารถทนค่า PH ได้เท่าไร

   การศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของสภาพกรดด่างในดินกับการเจริญเติบโตของพืชนั้นเป็นที่ทราบกันแล้วว่า สภาพกรดด่างของดินหรือของสารละลายธาตุนั้น มิได้มีอิทธิพลโดยตรงกับการเจริญเติบโตของพืช นักวิจัยได้ทดลองปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารที่มีระดับ pH ต่างๆ กันตั้งแต่ 1 - 12 ปรากฎว่าพืชเจริญเติบโตได้ดีกว่ากันตั้งแต่ pH 3 - 10 ดังนั้นจึงสรุปว่าอิทธิพลของดินที่เป็นกรดมีผลต่อการเจริญเติบโตของพืชนั้นมิใช่มาจากความเข้มข้นของ H+ ในสารละลายดินโดยตรงแต่สมบัติของดินทางเคมีและชีวภาพจะถูกเปลี่ยนแปลงในทางที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืชมากกว่า


51. ประโยชน์ของการไถกลบตอซังมีอะไรบ้าง?

   1. ปรับปรุงโครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชดินที่มีความโปรง ร่วนซุยอุ่มน้ำได้ดี และความหนาแน่นของดินลดลง

   2. เพิ่มปริมาณอินทรีย์วัตถุ และหมุนเวียนธาตุอาหารพืชคืนสู่ดินอินทรีย์วัตถุถูกซับธาตุอาหารในดิน และปลดปล่อยออกมาอยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืช และสดความเป็นพิษของเหล็กและแมกานีสในดิน


50. สอบถามเกี่ยวกับแผนที่ป่าไม้ถาวร

   ท่านสามารถสอบถามได้จากกรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินในจังหวัดต่าง ๆ ได้ หรือท่านสามารถเข้ามาดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน http://www.ldd.go.th แล้วเข้าไปที่ LDD GIS เพื่อแผนที่ป่าไม้ถาวร


49. สอบถามเกี่ยวกับจะปลูกพืชเศรษฐกิจ

   ท่านสามารถสอบถามได้จากกรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินในจังหวัดต่าง ๆ ได้ หรือท่านสามารถเข้ามาดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน http://www.ldd.go.th ในส่วนของพืชเศรษฐกิจ


48. สอบถามเรื่องแผนที่การใช้ประโยชน์ที่ดินในแต่ละจังหวัด

   ท่านสามารถสอบถามได้จากกรมพัฒนาที่ดิน และหน่วยงานของกรมพัฒนาที่ดินในจังหวัดต่าง ๆ ได้ หรือท่านสามารถเข้ามาดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน http://www.ldd.go.th ในส่วนของ ข้อมูลค้นคว้า/วิจัยข้อมูลท่างด้านแผนที่


47. การทำปุ๋ยอินทรีย์จากเศษพืชใบไม้ มีขั้นตอนการทำอย่างไร

   ปุ๋ยอินทรีย์ทำจากเศษพืชผักปริมาณน้อย สามารถทได้ 2 วิธี คือ การทำปุ๋ยหมัก และการทำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ

   ปุ๋ยหมัก: คือ การนำเศษพืชผักมากองรวมกัน ทิ้งไว้ให้เกิดการย่อยสลายปกติจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ ก็จะทำหน้าที่ย่อยสลายเศษพืชผักได้แต่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานของจุลินทรีย์จึงมีการใส่จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการย่อยสลายลงไป เช่น สารเร่ง พด. 1 พด. 2 พด. 3 หรือใช้ดินที่มีจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ต่อดินและพืช (จากแหล่งของดินที่เป็นธรรมชาติหรือสมบูรณ์มากเช่น ดินซุย ไผ่ ดินจากป่า )  มาใช้ (นำดินมาผสมกับอาหารที่จุลินทรีย์ ชอบ เช่นรำข้าวน้ำตาลทรายแดง มาคลุกเคล้ากับดิน ใส่น้ำให้มีความชื้นพอประมาณคือไม่ถึงกับแฉะพอจับตัวกันเวลากำแล้วเป็นก้อน เมื่อเคล้ากันดีแล้วนำมาห่อผ้า ให้แบนไม่หนามากนัก ทิ้งไว้ในที่ร่ม ประมาณ 3 - 5 วัน นำไปผสมกับเศษพืชผักแทนชื้อจุลินทรีย์ที่เพาะเชื้อมาได้) ช้อดีของเชื้อธรรมชาติ คือ เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในที่ดินเกษตรกร(เพาะมาจากแหล่งเดียวกัน) เชื้อมีความแข็งแรง เกษตรกรจะเพิ่มทักษะและนำไปสู่การพัฒนาต่อยอดและการถ่ายทอดขยายผล ทำด้วยตนเองจะเกิดความชำนาญและเชี่ยวชาญ การทำปุ๋ยหมักต้องมี  การกองวัสดุเศษพืชให้มีความสูง 1 - 1.5 เมตร เพราะจะเกิดความร้อนจากกิจกรรม จุลินทรีย์ สารเร่งที่ใช้ทำปุ๋ยใช้สารเร่ง พด. 1 และจุลินทรีย์ธรรมชาติ ทำให้การย่อย สลายได้เร็ว การเพิ่มประสิทธิภาพการย่อยสลายจะต้องมีการกลับกอง การใส่ท่ออากาศ เป็นต้น แต่ถ้าวัสดุไม่มากใช้วิธีกองใต้ต้นไม้กองให้สูงเข้าไว้ ใช้พลาสติก ฟาง หรือ ใบไม้คลุมไว้ก็ได้ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เป็นการสกัดสารที่แร่ธาตุและฮอร์โมนจากเศษพืชและสัตว์ โดยใช้สารเร่ง พด. 2


46. คุณสมบัติของปุ๋ยอินทรีย์เคมี อยากทราบว่าวิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์เคมี และมีอัตราส่วนผสมอะไรบ้าง

ปุ๋ยอินทรีย์เคมี: ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน

   1. ปุ๋ยหมัก และ ปุ๋ยคอก

   2. วัสดุที่มีธาตุ P เช่น rock phosphate หรือ K_feldspar (% ยิ่งสูง ยิ่งดี)

   3. เชื้อจุลินทรีย์ ที่ทำหน้าที่ย่อยสลาย rock phosphate และ potassium feld spar (เชื้อที่ใช้ทั่วไปได้แก่ Acotobacter, Bacillus, Trichoderma, เป็นต้น)

   4. สารอื่นๆ สำหรับการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ เช่น รำข้าว กากน้ำตาล น้ำตาลทรายแดง เป็นต้น

   อัตราส่วน : ยังไม่แน่นอน มีความหลากหลายมาก แล้วแต่วัสดุและองค์ประกอบที่ใช้อย่างไรก็ตามสามารถ ประยุกต์จาก ส่วนผสมในการทำ พด. 3 ได้ดังนี้ พด. 3 ปุ๋ยอินทรีย์เคมี - ปุ๋ยหมัก(กก.) 100 100 - รำข้าว(กก.) 1 2 - สาร พด. 3 (ถุง) 1 1 จุลินทรีย์ที่ใช้ในข้อ 3


45. ปุ๋ยหมักมีผลต่อคุณสมบัติของดินอย่างไร?

1. ผลของปุ๋ยหมักต่อสมบัติทางกายภาพ

2. ผลของปุ๋ยหมักต่อคุณสมบัติทางเคมี

3. ผลของปุ๋ยหมักต่อสมบัติทางชีวภาพ


44. วิธีการเก็บรักษาปุ๋ยคอกทำอย่างไร?

   ใช้เศษหญ้า ฟางข้าว หรือแกลบผสมในอัตราส่วน 1 ส่วน / ปุ๋ยคอกส่วน เนื้องจากไนโตรเจน จะสูญเสียในรูปแอมโมเนียได้ง่ายจึงต้องทำให้แห้งโดยเร็ว จากนั้นเติมปุ๋ยฟอสเฟตคลุกเคล้าประมาณ 5 - 10 กิโลกรัม / ปุ๋ยคอก 1ตัน เพราะสารประกอบฟอสเฟตจะจับตัวกับแอมโมเนียทำให้ไม่ละเหยไปได้ง่าย และยังช่วยรักษาธาตุไนโตรเจนในปุ๋ยคอกไม่ให้สูญเสียไปอีกด้วย และหากยังไม่ได้นำไปใช้ควรเก็บไว้ที่ร่มหรือบรรจุไว้ในภาชนะอย่าให้ถูกแดดถูกฝน เพราะปริมาณธาตุอาหารในปุ๋ยคอกจะหมดไปอย่างรวดเร็ว


43. ปุ๋ยหมักคืออะไร?

   ปุ๋ยหมักเป็นปุ๋ยธรรมชาติ ชนิดหนึ่งซึ่งได้จากเศษพืชต่าง ๆ เศษขยะมูลฝอยหลายชนิด อาจมีซากสัตว์และมูลสัตว์รวมอยู่ด้วย เมื่อนำมาผสมรวมกันโดยอาศัยกรรมวิธีหมักอย่างง่าย ๆ และใช้เวลาในระยะหนึ่งเศษพืชเศษขยะเหล่านี้อาจเปลี่ยนไปจากรูปเดิม อันเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีของ่จุลินทรีย์ หลังจากนั้นก็สามารถนำเอาปุ๋ยหมักที่ได้ไปใช้ในการปรับปรุง บำรุงดิน


42. ปุ๋ยอินทรีย์น้ำคืออะไร มีประโยชน์และมีวิธีการใช้อย่างไร ?

   คือ ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลวที่ได้มาจากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ ลักษณะสอหรืออวบน้ำโดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เป็นส่วนใหญ่ได้ เป็นของเหลวออกจากพืชหรือสัตว์ ประกอบด้วยกรดอินทรีย์และฮอร์โมน หรือสารเสริมการเจริญเติบโตหลายชนิดมีประโยชน์ดังนี้ 1. เร่งการเจริญเติบโตของรากพืช     2. การขยายตัวของใบเพิ่มขึ้นและมีการอัดตัวของตัวของลำต้นมากขึ้น 3. ชักนำให้เกิดการงอกของเมล็ด 4. ส่งเสริมการออกดอก และติดตามผลดีขึ้น


41. การทำเชื้อ พด. 3 ในขณะที่ปุ๋ยหมักยังไม่มีสภาพการย่อยที่สมบูรณ์ อยากทราบว่า เชื้อพด. 1 จะขัดขวางการขยายตัวของเชื้อ พด. 3 หรือไม่

   การขยายเชื้อ พด. 3 ไม่ควรใส่ในกองปุ๋ยหมักที่ยังไม่ย่อยสลายสมบูรณ์ เนื่องจากความร้อนที่เกิดขึ้นจากกองปุ๋ยหมักจะมีผลยับยั้งการเพิ่ม จำนวนเชื้อ พด. 3 จึงต้องใช้ปุ๋ยหมักที่ย่อยสลายสมบูรณ์แล้วในการ ขยายเชื้อ พด. 3


40. การขยายตัวของ พด. 3 เมื่อขญะกองหลังการคลุกรำข้าวเสร็จแล้ว ภายในกองปุ๋ยจะเกิดความร้อนอันเกิดจากการทำการแตกตัวของเชื้อหรือไม่ หากการเกิดความร้อนควรทำอย่างไร

   1 เกลี่ยกองปุ๋ยเพื่อระบายความร้อนลงบ้าง

   2 ปล่อยไว้เช่นเดิม เพราะไม่เกิดผลเสียแต่อย่างใด

      การใสรำข้าวในปุ๋ยหมักเพื่อขยายเชื้อ พด. 3 จำนวนเพียง 1 กิโลกรัม ต่อปุ๋ยหมักจำนวน 100 กิโลกรัมไม่มีผลทำให้เกิดความร้อนภายในกองปุ๋ยหมักได้ รำข้าวเป็นแหล่งอาหารสำหรับการเพิ่มจำนวนเชื้อ พด. 3 สำหรับปุ๋ยหมักเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของเชื้อ พด. 3


39. เชื้อจุลินทรีย์ใน พด. 3 เมื่อหว่านลงแปลงดิน ควรใช้อยู่ในความลึกเท่าใดจึงจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

   การหว่านเชื้อ พด.3 ลงในดินระดับความลึกจากผิวดินระหว่าง 0 - 15 เซนติเมตร จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้าทำลายของเชื้อสาเหตุดรคพืชได้ เนื่องจากระบบรากพืชที่ทำหน้าที่ดูดซับธาตุอาหารอยู่ในช่วง่ระดับความลึกดังกล่าว


38. เชื้อ พด.3 จะมีชีวิตอยู่ในดินได้นานเท่าใด และสามารถเพิ่มประมาณเองในธรรมชาติได้หรือไม่

   หลังจากการใช้เชื้อ พด. 3 ลงดินเชื้อดังกล่าวจะมีชีวิตอยู่ได้นานและเจริญได้ในธรรมชาติที่มีอินทรีย์วัตถุ ดังนั้นต้องมีการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์


37. เมื่อหว่านเชื้อ พด. 3 ขยายลงแปลงปลูกแล้ว จุลินทรีย์ของ พด. 3 จะทำการด้านเชื้อชนิดอื่นอย่างสมบูรณ์หลังการหว่านแล้วกี่วัน

   การหว่านเชื้อ พด. 3 ลงในดินจะต้องมีการปรับปรุงบำรุงด้วยปุ๋ยอินทรีย์ก่อนอย่างสม่ำเสมดแล้วจึงหว่านเชื้อ พด. 3 ลงไปซึ่งจะทำให้เชื้อ พด. 3 มีการใช้อาหารจากปุ๋ยอินทรีย์และเพิ่มจำนว่นอย่างรวดเร็วหลังจากการหว่านเชื้อ พด.3 ประมาณ 3 - 5 วัน ซึ่งจะมีผลทำให้เชื้อสาเหตุโรคพืชในดินไม่สามารถเจริญแข่งขันได้และจะถูกทำลายโดย  จุลินทรีย์ พด. 3 ระหว่างที่มีการเพิ่มจำนวนอย่างรวดเร็ว


36. ในกรณีเกิดโรคในส่วนบนดินของต้นพืชการใช้สารเคมีป้องกันและกำจัดโรคพืชจะมีผลกระทบต่อจุลินทรีย์ของ พด. 3 ที่อยู่ในดินหรือไม่ จากการที่สารเคมีนั้นปลิวลงมาหรือถูกฝนชะล้างตกลงมาสู่ดิน

   ควรลดการใช้สารเคมีกำจัดโรคพืชในระหว่างที่หว่านเชื้อ พด. 3 สำหรับอาการของโรคที่เกิดขึ้นบริเวณลำดับนั้น ควรจะตัดแต่งกิ่งทิ้ง และทำลายออกจากแปลง การป้องกันที่ดีควรจะมีการหว่านเชื้อ พด. 3 ในช่วงระหว่างการเตรียมดินก่อนการเพาะปลูกพืช


35. บาซิลลัสที่มีอยู่ใน พด.3 ใช่บาซิลลัส ซับติลิส หรือไม่

   Bacillus subtilis เป็นสายพันธ์หนึ่งในจีนัส Bacillus และมีบทบาทหน้าที่หลายประการที่เป็นประโยชน์ทางการเกษตร เช่น ใช้ในการย่อยสลายเศษซากพืชให้เป็นอินทรีย์วัตถุ แต่ สำหรับเชื้อบาซิลลัส ในสารเร่ง พด.3 เป็นจุลินทรีย์กลุ่มหนึ่งที่มีหน้าที่ในการละลายสารประกอบฟอสฟอรัสให้อยู่ในรูปที่เป็นประโยชน์ต่อพืชไดในดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไนโตรเจน ซวึ่งเป็นธาตุที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของพืช


34. สารเร่ง พด. -3 คืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร

   เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติเป็นปฎิปักษ์ต่อเชื้อโรคพืชในดินโดยมี ความสามารถป้องกันหรือยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อโรคพืชที่ทำใช้เกิดอาการราค หรืดโคนเน่า และแปรสภาพแร่ธาตุในดินบางชนิดให้เป็นประโยชน์ต่อพืชได้แก่เชื้อไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.) และ บาซิลลัส (Bacillcus sp.) และมีประโยชน์ดังนี้

   1. ทำลายและยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคพืชในดิน

   2. ลด และ ควบคุมปริมาณเชื้อโรคพืชในดิน

   3. ทำให้ดินมีธาตุอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อพืชเพิ่มขึ้น

   4. ทำให้รากพืชแข็งแรง และพืชเจริญเติบโตได้ดีเก็บลงในกระสอบให้เรียบร้อยในสภาพที่ร่มไม่ถูกแสงแดดเพราะเชื้อ พด. 3 เมื่ออยู่ในสภาพแห้งแล้งจะปรับตัวเปลี่ยนเป็นโครงสร้างของสปอร์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นแข็งแรงและมีผนังเซลล์หนา


33. สารเร่ง พด. -2 คืออะไร ?

   คือ ปุ๋ยอินทรีย์ในรูปของเหลวที่ได้มาจากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ ลักษณะสอหรืออวบน้ำ โดยกิจกรรมของจุลินทรีย์ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เป็นส่วนใหญ่ได้ เป็นของเหลวออกจากพืชหรือสัตว์ ประกอบด้วยกรดอินทรีย์และฮอร์โมน หรือส่ารเสริมการเจริญเติบโตหลายชนิด


32. สารเร่ง พด. -1 คืออะไร ?

   คือ เชื้อจุลินทรีย์ ประเภท บักเตรี และแอดติโมมัยชีส ซึ่งสามารถย่อยสลายเศษพืชให้เป็นปุ๋ยหมัก ใช้ได้อย่างรวดเร็วเมื่ออยู่ในสภาพที่เหมาะสมช่วยประหยัดเวลาในการทำปุ๋ยหมัก และสามารถนำปุ๋ยหมักไปใช้ทัน กับความต้องการและได้ปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพ


31. อยากทราบวิธีทำปุ๋ยหมัก

การทำปุ๋ยหมัก (Composting)

   คัดแยกเอาขยะที่ไม่มีคุณค่าที่จะนำมาทำเป็นปุ๋ยออก เช่นเศษกระป๋อง แก้ว โลหะ และถุงพลาสติก ฯลฯ เหลือเฉพาะขยะที่สามารถจะถูกย่อยสลายโดยเชื้อจุลินทรีย์ได้ทำให้ขยะเป็นชิ้นเล็ก ๆ โดยส่งเข้าเครื่อง หั่นบดขยะจะถูกนำไปเข้าถังหมักถ้าเป็นระบบใช้อากาศย่อยสลายจะเป็นถังเปิดให้มีการระบายอากาศเข้าออกได้สะดวก ถังหมักจะเรียงซ้อนกันเป็นชั้น ๆ เป็นแถว ๆ มีประมาณ 5 ชั้น โดยขยะที่เข้ามาในครั้งแรกจะอยู่ถังชั้นบนสุดเมื่อหมักครบ 1 วัน จะถูกพลิกกลับถ่ายลงถังซึ่งอยู่ในชั้นล่างถัดไปขนาดถังหมัก ลึกประมาณ 0.90 - 1.20 ม. * 2.5 - 3.0 ม. ด้านข้างของถังหมักจะทำเป็นรูโดยรอบ เพื่อให้มีการระบายอากาศได้รอบถังจะช่วยให้จุลินทรีย์ทำปฎิกิริยาย่อยสลายได้มากที่สุดระยะเวลาของการย่อยสลายโดยระบบที่ใช้อากาศ (Aerobic Process) นี้ใช้เวลาประมาณ 5 - 6 วัน ก็จะทำให้เกิดการย่อยสลายของอินทรีย์สารได้ค่อนข้างสมบูรณ์ความร้อนที่เกิดขึ้นจากการหมัก จะทำให้พวกเชื้อโรคที่ติดมากับขยะหยุดการเจริญเติบโต และตายไปได้ ขยะที่หมักโดยสมบูรณ์นี้ จะมีความปลอดภัยมากพอที่จะนำมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ อีกวิธีหนึ่งที่เลือกใช้ในการหมักขยะพวกที่มีความชื้นสูง คือ"

ระบบหมักไร้อากาศ (Anaerobic Process) คือเป็นการหมักขยะชนิดที่ไม่ต้องใช้อากาศหรือออกซิเจนในการย่อยสลาย จึงต้องหมักในถังปิด การหมักใช้เวลานานกว่าวิธี Aerobic Process ปรกติจะใช้เวลาประมาณ 1 - 3 เดือน จะย่อยสลายขยะได้สมบูรณ์ จึงจะนำมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้เช่นกัน นอกจากจะใช้วิธีกำจัดขยะมูลฝอยชนิดต่าง ๆ แล้ว แผนการลดขยะมูลฝอยจากแหล่งกำเนิดและการนำมูลฝอยกลับไปใช้ใหม่ จะทำให้แผนการกำจัดมูลฝอยโดยรวมมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

 


30. อยู่ต่างจังหวัดขอสนับสนุนเมล็ดพันธุ์ถั่วต่าง ๆ ได้ที่ไหน อย่างไร

สำหรับการขอรับเมล็ดพันธุ์ถั่วต่าง ๆ นั้น สามารถทำได้ 2 วิธีคือ

   1.ท่านผู้ขอสามารถไปขอรับเมล็ดพันธุ์ถั่วได้ด้วยตนเองพร้อมกรอกแบบฟอร์มการขอที่สถานีพัฒนาที่ดินในเขตพื้นที่ที่ใกล้เคียงที่ท่านไปขอรับ

   2. ท่านสามารถกรอกแบบฟอร์มขอรับเมล็ดพันธุ์ถั่วผ่านทางอินเทอร์เน็ต ด้วยระบบบริการประชาชน บนเว็บไซต์กรมพัฒนาที่ดิน htp://www.ldd.go.th


29. สอบถามข้อมูลดินที่เหมาะสมกับการปลูกไม้ดอกเมืองหนาว รวมถึงรายละเอียดทางด้านองค์ประกอบดินของชุดดินแต่ละชนิด

   กรณีของพืชเมืองหนาวจะต้องพิจารณาถึงชนิดของไม้ดอกเมืองหนาวก่อนว่ามีความต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมอย่างไรบ้าง เช่นอุณหภูมิที่เหมาะสม ระดับความสูงจากน้ำทะเล ความชื้นของอากาศ ความเข้มของแสง ชั่วโมงที่มีแสง(ความยาวของช่วงที่ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์) ความต้องการธาตุอาหารพืชที่จำเป็น เป็นต้นชนิดของดิน หรือชุดดินจึงเป็นปัจจัยรอง เมื่อหาพื้นที่ที่เหมาะสมได้แล้ว จึงทำการเก็บตัวอย่างดินมาทำการวิเคราะห์เพื่อเปรียบเทียบกันความต้องการของพืชถ้ายังไม่เหมาะสม จึงทำการปรับปรุงแก้ไขตามข้อจำกัดของชุดดินนั้น ๆ


28. วิธีปรับปรุงดินเหนียวเพื่อจะปรับปรุงดินให้เหมาะสมกับการปลูกไม้ผลได้อย่างไร

   ในการปรับปรุงดินนาที่เป็นดินเหนียวเพื่อเปลี่ยนมาปลูกไม้ผล ซึ่งโดยลักษณะทั่วไปของดินเหนียวเป็นดินลึก มีการระบายน้ำเลว มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างประมาณ 4.5 - 5.0 มีปัญหาเรื่องดินค่อนข้างเป็นกรดจัด ในการปรับปรุงดินเพื่อปลูกไม้ผล ในขั้นต้นควรใส่ปูนมาร์ลเพื่อช่วยลดความเป็นกรดของดิน และควรปลูกพืชปุ๋ยสดหรือใส่ปุ๋ยหมัก เพื่อเพิ่มความร่วนซุยแก่ดิน จากนั้นทำการยกร่องเพื่อใช้เตรียมพื้นที่ทำการเพาะปลูกต่อไป


27. มีน้ำขังมีวิธีฟื้นฟูดินอย่างไรบ้างและสามารถปลูกพืชไร่หรือพืชสวนชนิดใดได้บ้าง

   การปลูกพืชเศรษฐกิจในพื้นที่พรุที่ยังมีน้ำขัง ทำได้ยากมาก ทางเลือกจากพืชคือ การเก็บเกี่ยวผลผลิตจากพืชธรรมชาติ และฟื้นฟูไม้หรืพืชพรรณดั้งเดิม สำหรับประโยชน์ที่ได้จากพรุ น่าจะเป็นการประมงโดยการปล่อยพ้นธุ์ปลาเพิ่มเติมลงไปในพรุ การนำน้ำมาใช้ในการเกษตรกรบริเวณพื้นที่ขอบรอบพรุโดยเฉพาะการปลูกพืชผักในระบบเกษตรอินทรีย์หรือปลอดสารพิษ น่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งทีมีความยั่งยืนและมีรายได้ดี


26. ดินตื้นและดินลูกรังหมายถึงอะไร และมีวิธีการสังเกตพื้นที่ดินตื้นและดินลูกรังอย่างไร

   ดินตื้นและดินลูกรังหมายถึง ดินที่พบชั้นลูกรัง ชั้นกรวดชั้นเศษหิน หรือชั้นหินพื้นในระดับตื้นกว่า 50 เซนติเมตรจากพื้นดิน

วิธีสังเกตพื้นที่ดินตื้นและดินลูกรัง

   1. โดยการขุดเจาะดินในความลึก 50 เซนติเมตร พบเห็นกรวด หินมนเล็กมากกว่า 53 เปอร์เซ็นต์ ของเนื้อที่ดินโดยประมาณ

   2. เนื้อดินบนเป็นดินทรายปนดินร่วนถึงดินร่วนปนทรายอาจพบกรวด หินมนเล็ก หรือเศษหินปะปน

   3. ดินล่างเป็นดินร่วนปนทรายกึ่งดินเหนียวปนทรายที่มีกรวดหินมนเล็กหรือเศษหินปะปนอยู่มากกว่า 50 เปอร์เซนต์ของเนื้อที่โดยปริมาณ


25. โปรแกรม GIS กรมพัฒนาที่ดินมีอะไรบ้าง

โปรแกรมด้าน GIS ของกรม ฯ ประกอบด้วย

   - โปรแกรมกลุ่มชุดดิน (Soil view version 2.0)

   - โปรแกรมป่าไม้ถาวร (Permanent Forest)

      แสดงข้อมูลผลการจำแนกประเภทที่ดินในเขตป่าไม้ถาวร

   - โปรแกรมคุณสมบัติชุดดิน (Thai Pedon)

      แสดงเขตการปลูกพืชเศรษฐกิจ

   - โปรแกรมการชะล้างพังทลายของดิน (Erosview)

      แสดงข้อมูลการชะล้างพังทลายดินในระดับภาคจังหวัดและลุ่มน้ำ

   - โปรแกรมออกแบบระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ (Consplan)

      ออกแบบการอนุรักษ์ดินและน้ำ

   - โปรแกรมคุณภาพดินและการก่อสร้างแหล่งน้ำ (Farm Dond)

      วางแผนพัฒนาพื้นที่และก่อสร้างแหล่งน้ำ

   - โปรแกรมเขตเกษตรเศรษฐกิจ (Agzone)

      กำหนดเขตความเหมาะสมเชิงกายภาพเขตเกษตรเศรษฐกิจ และวิเคราะห์เขตที่เหมาะสมต่อการปลูกพืชเศรษฐกิจ 12 ชนิด (ข้าว อ้อย ข้าวโพด ถั่วเหลือง มันสำปะหลัง สับปะรด ปาล์มน้ำมัน ยางพารา กาแฟ ส้ม ทุเรียน ลำไย)


24. ขอรับสารเร่ง พด.1 พด.2 พด.3 และเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด ได้ที่ไหน

   1. สำนักงานพัฒนาที่ดิน/สถานีพัฒนาที่ดิน/ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อน/ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

   2. สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม. 10900  โทร. 0-2579-0679

   3. ระบบบริการประชาชน ที่ Web site ของกรมพัฒนาที่ดิน www.ldd.go.th/srvform


23. โสนอัฟริกัน

สภาพอากาศและดิน 

   โสนอัฟริกันขั้นได้ในสภาพอากาศทั่วไป สามารถเจริญเติบโตและ ปรับตัวได้ในสภาพน้ำขังทนต่อสภาพดินเค็ม ได้ดีกว่าพืชตระกูลถั่วอื่น ๆ สามารถทนต่อสภาพดินเค็มในระดับเค็มน้อยปานกลางประมาณ 2 - 8 เคซิซิเมนต่อเมตร โสนอัฟริกันเป็นโสนที่เหมาะสมและได้รับ ความนิยมสูงในการใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าว

วิธีปลูก

   1) ปลูกแบบหว่าน เอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่ว ในอัตรา 5 - 7 กิโลกรัม/ไร่

   2) ปลูกแบบโรยเป็นแถว โดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถวแล้วกลบเมล็ดด้วยดินบาง ๆ ใช้อัตราเมล็ด 3 - 4 กิโลกรัม/ไร่

   3) ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม ใช้ในกรณีที่มีเมล็ดพั่นธุ์จำกัดมากใช้ระยะปลูก 50 * 50 หรือ 100 * 100 เซนติเมตรหยอดเมล็ด 2 - 3 เมล็ด/หลุม ใช้อัตราเมล็ด 1.5 - 2.0 กิโลกรัม/ไร่ ไถกลบโสนอัฟริกันอายุ 50 - 70 วัน ควรไถกลบขณะที่มีน้ำขังอยู่ในแปลง

การใช้ประโยชน์ 

   ปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดในนาข้าวเตรียมดินแล้วหว่านหรือโรยเมล็ดที่ผ่านการกระตุ้นความงอกด้วยน้ำร้อน หรือกรดกำมะถัน (เข้มข้น) หรือน้ำเย็นเรียบร้อยแล้วในอัตรา 5 - 7 กิโลกรัม/ไร่ ก่อนการปลูกหรือปักดำข้าวอย่างน้อย 2 เดือน แล้ว"

ไถกลบโสนอัฟริกันที่อายุประมาณ 50 - 70 วัน ถ้าเป็นไปได้ใช้ไถไปพร้อมกับการเตรียมดินทำเทือกปักดำข้าว การไถกลบควรไถขณะมีน้ำอยู่ในแปลง แล้วจึงปักดำหรือปลูกข้าวภายใน 1 - 3 วัน ไม่ควรทิ้งไว้นานเพราะจะทำให้เกิดการสูญเสียธาตุไนโตรเจน


22. ปอเทือง

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

   ปอเทือง (Crotalaria juncea) เป็นพืชฤดูเดียว ลำต้นตั้งตรงแตกกิ่งก้านสาขามากสูงประมาณ 180 - 300 เซนติเมตร ใบเป็นใบเดียวยาวรี ช่อดอกเป็นแบบราซีม (racemes) ซึ่งอยู่ปลายกิ่งก้านสาขา ประกอบด้วยดอกย่อย 8 -20 ดอก ดอกสีเหลืองมีการผสมข้ามฝักเป็นทรงกระบอกยาว 3 - 6 เซนติเมตร กว้าง 1 - 2 เซนติเมตร หนึ่งฝักมีประมาณ 6 เมล็ด เมื่อเขย่าฝักแก่จะมีเสียงดังเนื่องจากเมล็ดกระทบกันเมล็ดมีรูปร่างคล้ายหัวใจสีน้ำตาลหรือดำ เมล็ดหนึ่งกิโลกรัมจะมีเมล็ดจำนวน 40,000 - 50,000 เมล็ด หรือหนึ่งลิตรจะมีประมาณ 34,481 เมล็ด

วิธีปลูก

   1) ปลูกแบบหว่านเป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่วในอัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร

   2) ปลูกแบบโรยเป็นแถว โดยใช้เมล็ดโรยลงในแถว ระยะระหว่างแถว 75 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถวแล้วกลบเมล็ดด้วยดินบาง ๆ ใช้อัตราเมล็ด 3 - 4 กิโลกรัม/ไร่

   3) ปลูกแบบหยอดหลุม วิธีนี้ล่าช้าและไม่สะดวกในทางปฏิบัติอีกทั้งสื้นเปลืองแรงงาน ไม่เป็นที่นิยมใช้ในกรณีที่มีเมล็ดพันธุ์จำกัดมาก ใช้ระยะปลูก 50*100 เซนติเมตรหยดเมล็ด 2 - 3 เมล็ด/หลุม ใช้อัตราเมล็ด 1 - 3 กิโลกรัม/ไร่"

"หลังจากปอเทืองออกดอกช่วงอายุประมาณ 50 - 60 วัน ก็ไถกลบ การไถกลบควรจะไถ ขณะที่มีความชื้นอยู่ในดินพอสมควร

การใช้ประโยชน์

   ปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดในสภาพื้นที่ดอน โดยปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ด ก่อนการปลูกพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น อย่างน้อย 2.0 - 2.5 เดือน แล้วไถกลบปอเทืองที่อายุประมาณ 50 - 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นแล้วทิ้งไว้ 7 - 10 วัน ก่อนปลูกพืชหลัก หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก ปลูกหลังจากพืชหลักประมาณ 1 - 2 สัปดาห์"


21. ถั่วมะแฮะ

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

   ถั่วมะแฮะ  เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ชื่อวิทยาศาสตร์ Cajanus canja (L) Millsp. ชื่อสามัญ Pigeonpea อยู่ในวงศ์ Leguminosae มีชื่ออื่นๆ ว่า Kadios ถั่วมะแฮะ นิเวศวิทยาแหล่งกำเนิดมีอยู่เองในธรรมชาติ แต่พบว่าปลูกมากในประเทศอินเดียและขยายพื้นที่ปลูก ไปยังทวีปอัฟริกาตะวันออกและแถบแคริบเบียนสามารถเจริญเติบโตข้ามปี ได้ 2 - 3 ปี สูง 1 - 5 เมตร รูปทรงผันแปรตามลักษณะของพันธุ์มีรากแก้วหยั่งลักในดิน ลักษณะใบเป็นใบรวมมีใบย่อย 3 ใบ รูปยาวรีคล้ายหอกปลายแหลมขอบใบเรียบ มีขน ด้านบนสีเขียวเข้ม ส่วนด้านล่างของใบเป็นสีเงินดอกสีเหลืองหรือสีแดง ออกเป็นช่อขนาดแตกต่างกันตามพันธุ์ยาวตั้งแต่ 3 - 10 เซนติเมตร ขนาดดอกยาว 2.8 - 2.9 เซนติเมตร ฝักมีลักษณะแบน เมื่อฝักอ่อนมีสีเขียวลายแดงเมื่อแก่จะเป็นสีน้ำตาลดำ ยาว 5.5 - 10 เซนติเมตร กว้าง 0.6 - 0.9 เซนติเมตร ภายในมีเมล็ดกลมหรือรูปไข่มีหลายสีจำนวน 3 -5 เมล็ด

ลักษณะทางพืชไร่

   ถั่วมะแฮะเจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนกึ่งแห้งแล้ง ปริมาณฝน 500 - 2,000 มิลลิเมตรต่อปี ทนต่อสภาพแห้งแล้งและอุณหภูมิสูงได้ดีกว่าพืชชนิดอื่น ๆ สามารถทนแล้งได้ยาวนานถึง 6 เดือน การปรับเข้าสภาพแวดล้อมได้กว้างมากขึ้นได้ระดับความสูง 0 -1,000 เมตร จากระดับน้ำทะเลเจริญเติบโรได้ดีบนดินหลายชนิด แต่ดินร่วนที่มีการระบายน้ำจะได้ผลผลิตใบและเมล็ดสูงไม่ทนต่อสภาพน้ำแช่ขัง ความเป็นกรดเป็นด่างของดินระหว่าง 4.5 - 8 มีระบบรากแก้วและรากแขนงจำนวนมากและหยั่งลึกสามารถดูธาตุฟอสฟอรัสได้ดี จึงทำให้เกิดการหมุนเวียน ธาตุฟอสฟอรัสจากดินชั้นล่างสู่ผิวดิน โดยทั่วไปถั่วมะแฮะมักปลูกในลักษณะพืชไร่ เพื่อเก็บเมล็ดมากกว่าจะใช้ประโยชน์อย่างอื่น ลำต้นและกิ่งใช้เป็นชื้อเพลิงปัจจุบัน

วิธีปลูก

   การปลูกถั่วมะแฮะควรเตรียมดินอย่างดี แล้วปลูกถั่วมะแฮะโดยใช้เมล็ดโดยตรง ไม่มีความจำเป็นต้องคลุกเชื้อไรโซเบียม หรือแช่เมล็ดก่อนปลูกควรปลูกช่วงต้นฤดูฝน ขณะดินมีความชื้นพอเพียง (พฤษภาคม - มิถุนายน)

การใช้ประโยชน์

   ใบของถึ่งมะแฮะจึงนำมาใช้เป็นปุ๋ยบำรุงดินได้เป็นอย่างดี จึงนิยมปลูกเป็นพืชแซม เช่น แซมกับธัญญพืช แซมกับถั่วลิสง โดยใช้ถั่วลิสง 6 แถว แซมด้วย ถั่วมะแฮะ 1 แถว ใช้เป็นพืชร่มเงากับพืชยืนต้นในช่วงแรก ๆ  2 - 3  ปี เช่น ไม้ผล ชา กาแฟ โกโก้ ในภาคเหนือใช้ถั่วมะแฮะปลูกร่วมกับกระถินในอัตราเมล็ด 1 : 1 แล้วนำไปโรยเป็นแถวขวางความลาดเท "

ระยะห่างของแถวตามค่าต่างระดับในแนวดิ่ง 1 - 3 เพื่อป้องกันการชะล้างพังทลายของดิน ซึ่งถั่วมะแฮะจะโตได้เร็วกว่ากระถินในระยะ 1 - 2 ปีแรก  หลังจากนั้นถั่วมะแฮะจะตายคงเหลือแต่แนวกระถินเป็นแนวถาวรต่อไป ถั่วมะแฮะสามารถใช้เป็นพืชอาหารสัตว์เพื่อเพิ่มโปรตีนในอาหารสัตว์ ลำต้นใช้เป็นฟืนเป็นแหล่งเชื้อเพลิงได้

 


20. ปุ๋ยพืชสด

1. ถั่วพร้า

   ถั่วพร้า จัดเป็นพืชล้มลุกลำต้นเป็นพุ่มมีลำต้นสูงประมาณ 60 - 120 เซนติเมตร มีรากลึก ลำต้นเล็กและจะเป็นไม้แข้ง ใบเป็นใบรวมแบบ 3 ใบ (trifoliolate) ใบมีรูปไข่มนค่อนข้างกลม ยาว 7 - 12 เซนติเมตร ดอกเป็นกลุ่มมีสีชมพู กลีบเลี้ยงจะโค้งแล้วส่วนบนมีสีขาว ปกติผสมตัวเอง ฝักมีลักษณะคล้ายดาบห้อยลง เมื่อสุกมีสีเหลื่องคล้ายฟางข้าวฝักมีขนาดยาว 2.5 เซนติเมตร และยาว 20 - 35 เซนติเมตร มีเมล็ด 10 - 20 เมล็ดต่อฝักเมล็ดมีรูปร่างแบนยาว เมล็ด 1 กิโลกรัมมีจำนวน 1,000 - 1,200 เมล็ด ขั้วเมล็ด (hilum) ของเมล็ดถั่วพร้าเมล็ดขาวจะยาวกว่าของถั่วพร้าเมล็ดแดง

   การปลูกเพื่อเป็นปุ๋ยพืชสด ควรทำการไถพรวนดินแล้วปลูก การปลูกที่ใช้ปฎิบัติกันมี 3 วิธี ดังนี้ 

   1) ปลูกแบบหว่าน เป็นวิธีที่สะดวก ประหยัดเวลาและแรงงาน โดยการนำเอาเมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้หว่านลงไปในแปลงให้ทั่วในอัตรา 8 - 10 กิโลกรัมต่อไร่แล้วพรวนดินกลบเมล็ด

   2) ปลูกแบบโรยเป็นแถวโดยใช้เมล็ดโรยลงในแถวระยะระหว่างแถว 75 - 100 เซนติเมตร เมื่อโรยเมล็ดลงในแถวแล้วกลบเมล็ดด้วยดินบางๆ ใช้อัตราเมล็ด 5 - 8 กิโลกรมต่อไร การปลูกโดยวิธีนี้ค่อนข้างช้าและสิ้นเปลืองแรงงานกว่าวิธีแรก แต่ได้ถั่วพร้าที่ขึ้นเป็นแถวอย่างมีระเบียบ

   3) ปลูกแบบหยอดเป็นหลุม ระยะปลูก 50 * 100 เซนติเมตร หยอดเมล็ด 2 - 3 เมล็ดต่อหลุมใช้อัตรา 3 - 5 กิโลกรัมต่อไร่ วิธีนี้ล่าช้าและไม่สะดวกในทางปฎิบัติอีกทั้งสิ้นเปลืองแรงงาน ไม่เป็นที่นิยมใช้ในกรณีที่มีเมล็ดพันธุ์จำกัดมากใช้

   หลังจากถั่วพร้าอออกดอกช่วงอายุประมาณ 60 - 65 วันก็ไถกลบ การไถกลบควรไถขณะที่มีความชื้นอยู่ในดินพอสมควร

การใช้ประโยชน์

   ปลูกเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสด นิยมปลูกเป็นปุ๋ยสด ในสภาพพื้นที่ดอนโดยปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ด ก่อนการปลูกพืชหลัก เช่น ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น อย่างน้อย 60 - 75 วัน แล้วไถกลบถั่วพร้าที่อายุประมาณ 60 - 65 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นอยู่บ้างแล้วทิ้งไว้ 7 - 10 วัน ก่อนปลูกพืชหลักหรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถว พืชหลัก ปลูกหลังจากพืชหลักประมาณ 1 - 2 สัปดาห์ 

   ถั่วพร้าให้น้ำหนักสดประมาณ 2.5 - 4 ตัน/ไร่ ให้ธาตุไนโตรเจนประมาณ 10 - 20 กิโลกรัมต่อไร่ เทียบกับปุ๋ยยูเรียและแอมโมเนียมซัลเฟต ได้ประมาณ 23 - 48 และ 47 - 95 กิโลกรัม หรืมีเปอร์เซ้นต์ไนโตเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ประมาณ 2.00 - 2.95 0.30 - 0.40 และ 2.20 - 3.00 หน่วยตามลำดับ อย่างไรก็ตามน้ำหนักมวลชีวภาพและปริมาณธาตุอาหารขึ้นกับปัจจัยของดินและการจัดการ"


19. วิธีการทำปุ๋ยหมักทำได้อย่างไร

วิธีการทำปุ๋ยหมัก

   นำเศษพืชที่มีชิ้นส่วนใหญ่ เช่น ฟางข้าว เศษหญ้า ต้นข้าวโพด ต้นอ้อย ต้นถั่ว ต้นยาสูบ ไส้ปอ และผักตบชวาเป็นต้นโดยการกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน จะมีความกว้าง 2 เมตร ยาว 3 เมตร สูง 1.5 เมตร ทำการกองเป็นชั้นจำนวน 3 ชั้น แต่ละชั้นสูง 50 เซนติเมตร ประกอบด้วย 2 กิโลกรัม สารเร่ง พด. 1 150 กรัม (1 ถุง) การกองปุ๋ยหมักแต่ละชั้นทำการย่ำให้แน่นพร้อมกับรดน้ำให้ชุ่ม ชั้นบนสุดใช้มูลสัตว์ปิดทับหนา 1 นิ้ว (เพื่อป้องกันการสูญเสียความชื้นและเป็นแหล่งของสารอาหารให้แก่เชื้อจุลินทรีย์)

   สำหรับเศษพืชที่มีชิ้นส่วนขนาดเล็ก เช่น แกลบกากอ้อย ขุยมะพร้าว ให้ทำการผสมกับมูลสัตว์ ปุ๋ยยูเรียและสารละลายสารเร่ง พด.1 พร้อมกับรดน้ำให้ชุ่มผสมคลุกเคล้าให้เข้ากันจากนั้นทำการแต่งกองปุ๋ยหมักให้เป็นรูป สี่เหลี่ยมผืนผ้า โดยกองปุ๋ยหมัก 1 ตัน จะมีความกว้าง 1.5 เมตร ยาว 2 เมตร สูง 1.5 เมตร แล้วนำมูลสัตว์ปิดทับผิวหน้าชั้นบนกองปุ๋ยหมักหนา 1 นิ้ว


18. ขอหญ้าแฝกได้ที่ไหน

ขอข้อมูลเกี่ยวกับหญ้าแฝก - ขอรับกล้าหญ้าแฝก ได้ที่

   1. สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต/สถานีพัฒนาที่ดิน/ศูนย์ศึกษาการพัฒนาเข้าหินซ้อน ศูนย์ศึกษาการพัฒนาพิกุลทอง

   2. กลุ่มวิจัยและพัฒนาการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกในการจัดการที่ดิน สำนักวิจัยและพัฒนาการจัดการที่ดิน ถนน พหลโยธิน จตุจักร กทม. 10900 โทร. 0-2941-2724

   3. ระบบบระการประชาชน ที่ web site ของกรมพัฒนาที่ดิน www.ldd.go.th/srvform/


17. หญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus)

หญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus)

   ลักษณะที่สำคัญ คือ ใบสีเขียวซีด หลังใบพับเป็นสันสามเหลี่ยม เนื้อใบหยาบ สากคาย มีไขเคลือบน้อย ทำให้ดูกร้านไม่เหลือบมัน ท้องใบสีเดียวกับด้านหลังใบ แต่มีสีซีดกว่า แผ่นใบเมื่อส่องกับแดดไม่เห็นรอยกั้นในเนื้อใบเส้นกลางใบสังเกตได้ชัดเจน มีลักษณะแข็งเป็นแกนนูนทางด้านหลัง

   ช่อดอกของหญ้าแฝกดอนจะมีได้หลายสี ซึ่งเป็นลักษณะปกติประจำถิ่น และหญ้าแฝกดอนจะมีรากที่สั้นกว่า โดยทั่วไปหญ้าแฝกที่มีอายุประมาณ 1 ปี จะมีรากลึกประมาณ 80 - 100 ซม.

   -  สายพันธุ์กำแพงเพชร 1

      ลักษณะการแตกหน่อแน่น กอตั้ง หน่อมีขนาดใหญ่ ใบมีสีเขียวนวล หยาบกร้าน กาบใบสีฟ้านวล มีสันกลางใบชัดเจน ความกว้างของใบ 1 ซม. ดอกสีม่วง

   -  สายพันธุ์นครสวรรค์

      ลักษณะเป็นกอกางเป็นพุ่ม มีการแตกหน่อแน่นใบสีเขียว หยาบกร้าน กาบใบมีสีฟ้าอมเทา มีสันกลางใบชัดเจน ความกว้างของใบ 0.8 ซม.ดอกสีม่วง

   -  สายพันธุ์เลย  

      ลักษณะกอตั้ง มีการแตกหน่อแน่น ใบมีสีเขียวกาบใบมีสีชมพู ใบกร้าน มีสันกลางใบชัดเจน ความกว้างของใบ 0.9 ซม. หน่อมีขนาดใหญ่ ดอกสีน้ำตาลอมม่วง

   -  สายพันธุ์ร้อยเอ็ด

      ลักษณะกอตั้ง มีการแตกหน่อแน่นหน่อมีขนาดเล็ก ใบมีสีเขียว หยาบกร้าน มีสันกลางใบชัดเจนความกว้างของใบ 0.5 เซนติเมตร ดอกสีม่วง

   -  สายพันธุ์ราชบุรี

      มีลักษณะกอตั้ง มีการแตกหน่อแน่น ใบมีสีเขียว หยาบกร้านมีสันกลางใบชัดเจน ความกว้างของใบ 1 ซม. ดอกสีม่วง

   -  สายพันธุ์ประจวบคีรีขันธุ์

      มีลักษณะกอกางเป็นพุ่ม มีการแตกหน่อแน่นใบมีสีเขียว ท้องใบสีขาว มีสันกลางใบชัดเจน ความกว้างของใบ 1 ซม. ใบจะค่อนข้างแบน ดอกสีม่วง


16. หญ้าแฝก (Vetiveria zizanioides Nash)

หญ้าแฝกกลุ่ม (Vetiveria zizanioides Nash)

   ลักษณะที่สำคัญ คือ หลังใบโค้งปลายใบ แบนมีสีเขียวเข้ม เนื้อใบค่อนข้างเนียน มีใขเคลือบ (wax) มากทำให้ดูมัน ท้องใบออกสีขาว ซีดกว่าด้านหลังใบ และเมื่อนำใบส่องดูกับแดดจะเห็นรอยกั้นขวางในเนื้อใบ (septum) โดยเฉพาะพื้นใบบริเวณส่วนโคนและกลางใบ เส้นกลางใบ (midrib) ฝังอยู่ในตัวแผ่นใบไม่โตหรือเด่นชัดเจน

   หญ้าแฝกลุ่มอายุประมาณ 1 ปี จะมีรากที่หยั่งลึกได้ ประมาณกว่า 1 เมตร จะขึ้นอยู่กับสภาพของดินและความสมบูรณ์ของพืช โดยเฉพาะดินร่วนปนทรายที่มีการระบายน้ำได้ดีหญ้าแฝกจะให้รากยาวที่สุด

   -  สายพันธุ์กำแพงเพชร 2

      ลักษณะกอตั้ง มีการแตกหน่อค่อนข้างหลวม ใบมีสีเขียว ท้องใบมีสีขาว ใบค่อนข้างเล็ก ความกว้างของใบเฉลี่ย 0.9 เซนติเมตรใบจะเป็นมัน ดอกสีม่วงน้ำตาล

   -  สายพันธุ์สุราษฎร์ธานี

      ลักษณะกอตั้ง มีการแตกหน่อค่อนข้างหลวม ทรงพุ่มกาง หน่อใหญ่ มีการยึดปล้องเร็วใบสีเขียว ท้องใบมีสีขาวลายหยาบ ความกว้างของใบ 1 ซม. ดอกสีม่วงแดง

   -  สายพันธุ์สงขลา

      ลักษณะกอปรก ทรงพุ่มกาง ใบมีสีเขียว ท้องใบมีสีขาวละเอียด ใบค่อนข้างใหญ่ ความกว้างของใบ 1.4 ซม. ใบจะเป็นมันและอ่อน ดอกสีม่วงแดง"


15. อัตราการใส่ปูนมาร์ล

ปลูกข้าว ใส่ปูนมาร์ล 2 ต้น/ไร่

ปลูกพืชไร่ พืชผัก ใส่ปูนมาร์ล 3 ตัน/ไร่

ปลูกไม้ผล - ยกร่อง นำหน้าดินที่ขุดอยู่ตรงกลางร่องนำดินล่างที่เป็นกรดใส่ตรงขอบร่างแล้วขุดหลุมปลูก 2.0 กิโลกรัม/หลุม ปีที่ 2 ใช้ 2 เท่าของอัตราแนะนำต่อต้นปีที่ 3 ใช้ เท่าของอัตราแนะนำต่อต้น ปีที่ 4 และ 5 ให้ใช้ปูนมาร์ล อัตรา 4 และ 5 เท่า ของอัตราที่แนะนำต่อต้นโดยหว่านให้ทั่วรัศมีทรงพุ่ม เกษตรกรสามารถหาซื้อปูนมาร์ล ได้จากร้านค้าวัสดุการเกษตรทั่ว ๆ ไป


14. วิธีการแก้ไขดินเปรี้ยวจัด

   1. ใช้น้ำล้างความเป็นกรดออกไป

   2. ใส่ปูน เช่น ปูนขาว ปูนมาร์ล เปลือกหอยเผา และหิน ปูนบด โดยหว่าน

   3. ใช้วัสดุปูนหว่านผสมคลุกเคล้าหน้าดินควบคู่กับการใช้น้ำล้างความเป็นกรดและควบคุมระดับน้ำในร่องให้คงที่


13. วิธีสังเกตพื้นที่ดินเปรี้ยวจัด

   1. พบสารประกอบกำมะถันสีเหลืองฟางข้าว ลักษณะเป็นจุดประปนสีแดง หรือน้ำตาล พบเมื่อขุดดินลึก 50 เซนติเมตร จากผิวดิน

   2. น้ำบริเวณพื้นที่ดินเปรี้ยวจะใส เมื่อชิมดูจะมีรสเปรี้ยวหรือฝาด


12. ดินเปรี้ยวจัด

ดินที่มีสารประกอบของรดกำมะถันอยู่ปริมาณมากพอที่จะเกิดผลเสียต่อการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูก และทำให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำ


11. วิธีการแก้ไขดินเค็มสำหรับการปลูกพืช

- ขังน้ำในแปลงนาเพื่อชะล้างคราบเกลือแล้วระบายออกไป ควรทำ 2 

- 3 ครั้ง จึงไถพรวน

- ใส่อินทรีย์วัตถุ เช่น แกลบ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก อัตรา 2 ตัน/ไร่ ในช่วงเตรียมดิน หรือใช้ปุ๋ยพืชสด เช่น โสนอัฟริกันหว่านอัตรา 7 กก./ไร่

- เลือกใช้พันธุ์ข้าวทนเค็ม ได้แก่ กข1 กข6 กข7 กข8 กข15 ขาวดอกมะลิ 105 สันป่าตอง ขาวตาแห้ง คำผาย 41 เก้ารวง 88 ขาวปากหม้อ 148

- ตกกล้า ในพื้นที่ที่ไม่เค็มมาก ใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวทนเค็มอัตรา 5 กิโลกรัม/ไร่

- ปักดำ เมื่ออายุ 30 - 35 วัน ระยะ 20*20 เซนติเมตร 5 - 8 ต้น/จับ

- ใส่ปุ๋ยเคมี 16 - 16 - 8 30 กิโลกรัม/ไร่ แบ่งใส่ 3 ครั้ง

  • ครั้งแรก 7 - 10 วัน  
  • ครั้งที่สอง ข้าวแตกกอสูงสุด
  • ครั้งที่สาม ข้าวกำลังตั้งท้อง

- เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวแล้ว ไม่ควรปล่อยให้หน้าดินว่าง การปลูกพืชไร่ และพืชสวน

- ไถดินลึก 40 - 50 เซนติเมตร

- ใช้ยิบซัมคลุกเคล้าดินที่เป็นด่าง

- ล้างดิน 


10. ดินเค็ม

ดินที่มีเกลือปริมาณที่สูงมากพอที่จะทำอันตรายต่อพืชเศรษฐกิจ


9. สอบถามข้อมูลดิน - ชุดดิน

- สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต

- สำนักสำรวจดินและวางแผนการใช้ที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900


8. ส่งดินไปวิเคราะห์ที่ไหน

- หมดดิน

- สถานีพัฒนาที่ดิน สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต

- สำนักวิทยาศาสตร์เพื่อการพัฒนาที่ดิน กรมพัฒนาที่ดิน ถนนพหลโยธิน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. 10900


7. วิธีการนำดินมาตรวจต้องทำอย่าง

เก็บตัวอย่างดิน ในบริเวณที่ต้องการโดยถางหน้าหรือ กวาดเศษพืชที่คลุมดินออก ใช้พลั่วขุดหลุมเป็นรูปตัว v ลึกประมาณ 6" จากผิวดิน แซะเอาดินด้านข้างด้านหนึ่งหนาประมาณ 2 - 3 ซม. จากปากหลุมขนานไปตามหน้าดินที่ขุด โดยปกติแปลงขนาด เนื้อที่ 10 - 20 ไร่ ควรขุดประมาณ 10 - 20 หลุม กระจายให้ทั่วแปลง


6. ขอข้อมูลดินได้ที่ไหน

มีการให้บิรการบน Internet ที่ website http:// gis.ldd.go.th และเรียกใช้โปรแกรม Soilview


5. การบริการจากกรมพัฒนาที่ดินมีอะไรบ้าง

   1. ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการวางแผนจัดการทรัพยากรดินและที่ดินที่มีปัญหาเฉพาะ เช่น ปัญหาดินเค็ม ดินเปรี้ยวดินชายทะเล และที่ดิน เสื่อมโทรมอื่น ๆ ที่ให้ผลผลิตลดลงการใช้ปุ๋ยที่เหมาะสมกับสภาพดิน ตลอดจน วางแผนระบบอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมกับพื้นที่

   2. จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดินการจัด ทำแหล่งน้ำในไร่นา และแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ผ่านทางคำขอตามระบบ กชช. ในแผนพัฒนาจังหวัด

   3. จัดทำระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดินการจัด ทำแหล่งน้ำในไร่นา และแหล่งน้ำขนาดเล็กในพื้นที่ผ่านทางคำขอตามระบบ กชช. ในแผนพัฒนาจังหวัด

   4. ตรวจวิเคราะห์ดิน/น้ำ/พืช และตรวจสอบคุณภาพของปุ๋ย

   5. ปัจจัยการผลิตบางประการ เช่น สารตัวเร่งทำปุ๋ยหมักพันธุ์ พืช


4. ภารกิจหลักของกรมพัฒนาที่ดิน

   1. สำรวจ วิเคราะห์และวิจัยดิน และสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดินเพื่อให้คำแนะนำแก่เกษตรกร สนับสนุนงานวิชาการที่เกี่ยวข้อง จำแนกประเภทที่ดิน จัดทำสำมะโนที่ดิน และเศรษฐกิจที่ดิน เพื่อวางแผนการใช้ที่ดินและกำหนดเขตที่ดินเพื่อให้ข้อเสนอแนะการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมและยั่งยืนแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ

   2. ติดตามสถานการณ์การใช้ที่ดินเพื่อประเมินศักยภาพการผลิตพืชและเพื่อให้มีการใช้ที่ดินอย่างเหมาะสมกับสมรรถนะของดินรวมทั้งเพื่อความชัดเจนของสังคมในการใช้ประโยชน์ที่ดินตลอดจนกรรมสิทธิ์ที่ดินในเขตป่าไม้ถาวร แก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนราชการและบุคคลที่สนใน

   3. ทำการวิจัยเพื่อการพัฒนาที่ดินทั้งในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน การแก้ไขดินที่มีปัญหาในการทำการเกษตรเพื่อถ่ายทอดข้อมูลและความรู้ให้เกษตรกร และบุคคลที่สนใจเพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยื้น

   4. ให้บริการวิเคราะห์ดินและสิ่งที่เกี่ยวข้องกับดิน บริการวัสดุปรับปรุง พันธุ์พืชเพื่อการอนุรักษ์ดิน และน้ำ การปรับปรุงบำรุงดิน รวมทั้งการปฎิบัติการพัฒนาที่ดิน และการอนุรักษ์ดินและน้ำให้แก่เกษตรกรเพื่อให้การพัฒนาการเกษตรเป็นไปอย่างยั่งยืน"

   5. จัดทำและให้บริการข้อมูลระบบสารสนเทศด้านการพัฒนาที่ดิน

   6. ประชาสัมพันธ์และถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่เกษตรกรเจ้าหน้าที่ของรัฐ ส่วนราชการ และประชาชน"


3. อำนาจหน้าที่

หน้าที่ของกรมพัฒนาที่ดินตราพระราชกฤษฎีกาแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2537

   1. ศึกษา สำรวจ วิเคราะห์และวิจัยดินและที่ดินเพื่อกำหนดนโยบาย และวางแผนการใช้ที่ดิน และเพื่อการพัฒนาที่ดิน

   2. ให้บริการด้านการวิเคราะห์ ตรวจสอบและให้คำแนะนำเกี่ยวกับดิน น้ำ  พืช ปุ๋ย และอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการพัฒนาที่ดิน

   3. ถ่ายทอดผลการศึกษา ค้นคว่า วิจัย และให้บริการด้านการพัฒนาที่ดินแก่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและเกษตรกร

   4. ปฎิบัติการอื่นใดตามที่กฎหมายกำหนด ให้เป็นอำนาจหน้าที่กรมพัฒนาที่ดินหรือที่กระทรวง หรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย


2. ปรัชญาการดำเนินการ

ปรัชญาการดำเนินการของกรมพัฒนาที่ดิน คือ "การพัฒนาที่ดิน เป็นการดูแลทรัพยากรดิน เพื่อให้เป็นรากฐานของการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน"


1. วิสัยทัศน์

กรมพัฒนาที่ดินจะเป็นส่วนราชการของรัฐที่มีความชำนาญในการสำรวจ จำแนก วิเคราะห์ วิจัย และพัฒนาที่ดิน ทำให้การพัฒนาที่ดิน รวมทั้งการใช้ที่ดินและการ อนุรักษ์น้ำ เกิดประโยชน์สูงสุด แก่รัฐและประชาชนบนพื้นฐานของการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืน


Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมพัฒนาที่ดิน