ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข่าวเกษตรกรรม
สารบัญความรู้ทางการเกษตร
FAQ
   
 

 
Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมประมง

343. หน่วยงานใดบ้างที่มีหน้าที่รับผิดชอบกับการดำเนินงานโครงการ Sea Food Bank

หน่วยงานที่รับผิดชอบ

- หน่วยงานหลัก

   กรมประมง

   องค์การสะพานปลา

   สำนักงานแปลงสินทรัพย์เป็นทุน

   ธนาคารเพื่อพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย

   สถาบันการเงินอื่นๆ

- หน่วยงานสนับสนุน

   กรมอุทกศาสตร์กองทัพเรือ


342. กฎหมายใดที่เกี่ยวข้องและนำมาใช้กับโครงการ Sea Food Bank

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง 

   ใช้อำนาจของรัฐมนตรีตามมาตรา 16 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ.2490 ในการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่สาธารณะประโยชน์ปฏิบัติตาม โดยกำหนดให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำบางประเภทต้องได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการจัดระเบียบการประกอบอาชีพอย่างหนึ่งตามรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันมีการออกประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำหนดให้ผู้ที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในกระชังต้องได้รับอนุญาตก่อนดำเนินการ ซึ่งต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมเงื่อนไขดังกล่าวให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทต่างๆ ตามที่จะกำหนดขึ้นต้องได้รับอนุญาตก่อนเพิ่มเติม นอกเหนือจากการเลี้ยงปลาในกระชังซึ่งกำหนดไว้แล้ว เพื่อให้ครอบคลุมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทอื่นๆ ด้วย และต้องมีการออกเอกสารหนังสือสำคัญให้กับผู้เข้าร่วมโครงการนำไปใช้ในการแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุนด้วย ซึ่งเป็นสิทธิแต่เพียงผู้เดียวของผู้ที่ได้รับอนุญาตในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ซึ่งได้รับอนุญาตนั้นผู้ฝ่าฝืนมีโทษตามกฎหมาย

   นอกจากนี้ต้องมีการกำหนดเงื่อนไขในการให้สิทธิดังกล่าวสามารถโอนทางมรดกได้ และทางราชการสามารถเพิกถอนสิทธิดังกล่าวนำไปจัดให้แก่ผู้อื่น หากมีการกระทำผิดเงื่อนไขตามที่กำหนด


341. การจัดแหล่งพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำจำพวกหอยในธรรมชาติ มีขั้นตอนในการดำเนินงานอย่างไร

การจัดแหล่งพ่อแม่พันธุ์สัตว์น้ำจำพวกหอยในธรรมชาติ มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้ 

   - ในแต่ละแหล่งส่งเสริมการเพาะเลี้ยงหอย ได้แก่ หอยแครง หอยแมลงภู่ และหอยนางรม จำเป็นต้องจัดพื้นที่ส่วนหนึ่งสำหรับจัดทำเป็นแหล่งพ่อแม่พันธุ์ในธรรมชาติ เพื่อสร้างเชื้อพันธุ์สัตว์น้ำให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย ตามขนาดพื้นที่ที่เหมาะสมในเขตพื้นที่การเลี้ยง

   - ให้มีการควบคุมพื้นที่แหล่งพ่อแม่พันธุ์หอยในธรรมชาติ และป้องกันการขัดแย้งของผู้เลี้ยงในพื้นที่


340. Clearing House หมายถึงอะไร

หมายถึง การ ระงับข้อพิพาทก่อนถึงกระบวนการศาล (Clearing House)

กรมประมงเป็นหน่วยงานหลักในการระงับข้อพิพาท ซึ่งมี 2  แนวทางตามการเข้าสู่แหล่งทุน ได้แก่

   - กรณีพิพาทในการชำระหนี้สินกับแหล่งทุนระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่ไม่ร่วมเป็นคู่สัญญากับบริษัทกับสถาบันการเงิน   กรมประมงกับประชาคม สหกรณ์ ฯลฯ เป็นผู้ระงับข้อพิพาท

   - อาจมีการเพิกถอนสิทธิ-ใบอนุญาต ตามแต่กรณี

   - มีการทำความตกลงต่างๆ เช่น การประเมินราคาสัตว์น้ำที่มีอยู่เพื่อชำระหนี้ และหาผู้ดำเนินการรายใหม่โดยประชาคมคัดเลือก

   - กรณีพิพาทในการชำระหนี้สินกับแหล่งทุนระหว่างกลุ่มเกษตรกรที่ร่วมเป็นคู่สัญญากับบริษัทกับสถาบันการเงิน   กรมประมงกับบริษัท เป็นผู้ระงับข้อพิพาท

   - อาจมีการเพิกถอนสิทธิ-ใบอนุญาต ตามแต่กรณี

   - มีการทำความตกลงต่างๆ เช่น การประเมินราคาสัตว์น้ำที่มีอยู่เพื่อชำระหนี้และหาผู้ดำเนินการรายใหม่โดยประชาคมที่เป็น คู่สัญญากับบริษัทเป็นผู้คัดเลือก


339. กรมประมงให้การสนับสนุนการผลิตในด้านใดบ้าง

การสนับสนุนการผลิตของกรมประมง มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้

   - ให้คำแนะนำในการเพะเลี้ยงสัตว์น้ำแก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมาย

   - ให้บริการในการตรวจสอบเฝ้าระวังคุณภาพน้ำในแหล่งเลี้ยง

   - ให้บริการตรวจสอบคุณภาพและการปนเปื้อนด้านสุขอนามัยและสารตกค้างจำพวกโลหะหนักของผลผลิตจากฟาร์มเพาะเลี้ยง


338. เกษตรกรกลุ่มเป้าหมายสามารถเข้าสูแหล่งเงินทุนโดยวิธีใด

การเข้าสู่แหล่งทุนแบ่งการเข้าสู่แหล่งทุนเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

1. ประชาคมกลุ่มเป้าหมายผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ไม่ร่วมทำสัญญากับบริษัท จัดทำโครงการเสนอขอสนับสนุนเงินลงทุน (Project loan) เสนอให้แก่แหล่งทุนพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนให้การสนับสนุนโดยมีเอกสารต่างๆ และต้องผ่านการอบรมการเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดทำบัญชีฟาร์ม ตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด

2. ประชาคมกลุ่มเป้าหมายผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่ร่วมทำสัญญากับบริษัท จัดทำโครงการเสนอขอสนับสนุนเงินลงทุน (Project loan) เสนอให้แก่บริษัทพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนให้เสนอแหล่งทุนพิจารณา สนับสนุนโดยมีเอกสารต่างๆ และต้องผ่านการอบรมการเลี้ยงสัตว์น้ำและการจัดทำบัญชีฟาร์ม ตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด

    - กรมประมง สถาบันการเงิน ประชาคม และ องค์การสะพานปลา ร่วมเป็นผู้ประเมินมูลค่าของใบรับรองสิทธิ

    - การประเมินใช้วิธีวิเคราะห์จากราคาตลาดของผลผลิตที่จะเกิดขึ้น ในพื้นที่นั้นๆ

    - วงเงินกู้จะไม่เกินมูลค่าในสิทธิของผู้กู้โดยสถาบันการเงินจะพิจารณาเป็นรายๆ ไป

    - การเข้าสู่แหล่งทุนเกษตรกรจะต้องมีเอกสารใบอนุญาต ใบรับรองสิทธิ ใบรับรองการผ่านการอบรมจากกรมประมงเอกสารโครงการ (Project loan) และเอกสารรับรองจากประชาคม

    - สถาบันการเงินจัดสรรเงินให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ขอรับการสนับสนุนเงินทุนผ่านบริษัทร่วมทุนฯ

    - การชำระหนี้บริษัทร่วมทุนฯ จะหักจากมูลค่าการจำหน่ายผลผลิตสัตว์น้ำ


337. Contract Farming หมายถึงอะไร

หมายถึง การทำสัญญาระหว่างองค์การสะพานปลากับกลุ่มประชาชนเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการตามเขตพื้นที่การผลิต ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต รับซื้อผลผลิตจากประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ประสงค์จะทำสัญญากับบริษัท รวมถึงการจัดทำตลาดซื้อขายล่วงหน้า  ระบบประกันราคา และ การให้สิทธิพิเศษต่างๆ กับประชาคมคู่สัญญา

มีขั้นตอนในการดำเนินการ ดังนี้

- องค์การสะพานปลาจัดตั้งบริษัท ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อบริหารโครงการในส่วนที่จะทำสัญญา (Contract Farming) กับกลุ่มประชาชนเป้าหมายที่เข้าร่วมโครงการตามเขตพื้นที่การผลิต ในการสนับสนุนปัจจัยการผลิต รับซื้อผลผลิตจากประชาชนกลุ่มเป้าหมายที่ประสงค์จะทำสัญญากับบริษัท รวมถึงการจัดทำตลาดซื้อขายล่วงหน้า  ระบบประกันราคา และ การให้สิทธิพิเศษต่างๆ กับประชาคมคู่สัญญา

- บริษัททำสัญญากับแหล่งทุนเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับสินเชื่อ และร่วมกับกรมประมง ประชาคม และแหล่งทุน ในการประเมินมูลค่าใบรับรองสิทธิเพื่อแปลงเป็นทุน

- สำหรับประชาชนรายใดที่ไม่ประสงค์จะทำสัญญากับบริษัทก็สามารถที่จะจัดหาปัจจัยการผลิตและดำเนินการทางตลาดของตนเองได้


336. โฉนดน้ำคืออะไร

โฉนดน้ำคือ โฉนดน้ำหรือโครงการ Sea Food bank เป็นโครงการแก้ไขปัญหาความยากจนตามนโยบายของรัฐบาลเป็นการจัดสรรพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเลเพื่อใช้ในการการแปลงสินทรัพย์   ให้เป็นทุนประเภทหนึ่งโดยให้มีการรับรองสิทธิบนพื้นที่อนุญาตเลี้ยงสัตว์น้ำ เกษตรกรผู้ได้รับอนุญาตใช้หนังสือรับรองสิทธินั้น สามารถนำไปใช้ประกอบการขอกู้เงินจากสถาบันการเงิน SMEs bank,หรือ ธนาคารเพื่อการเกษตร(ธกส.) จัดเป็นการให้เกษตรกรเข้าร่วมลงทุนในลักษณะการจัดสรร

ข้อดี

- ช่วยแก้ปัญหาความยากจนของผู้ที่ไม่มีพื้นที่ทำกิน 

- ราษฎรสามารถใช้พื้นที่สาธารณประโยชน์ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการเข้าสู่ระบบแหล่งเงินทุน 

- สัตว์น้ำที่ผลิตได้เป็นสัตว์น้ำที่ปลอดภัยและเข้าสู่ระบบตลาดโลก 

- เป็นการผลิตสัตว์น้ำที่ทำการประมงได้เปลี่ยนจากการจับสัตว์น้ำมาเป็นการผลิตสัตว์น้ำแทน 

- ทำให้เกษตรกรมีการรวมกลุ่มทำการผลิตสัตว์น้ำอย่างยั่งยืน 

- อาหารที่ผลิตได้จากผลผลิตสัตว์น้ำจะทำให้ประเทศไทยสามารถเข้าสู่ระบบครัวโลก

ข้อเสีย

- หากไม่มีระบบการตลาดที่ดีสินค้าสัตว์น้ำที่ได้อาจจะล้นตลาดและมีปัญหาในภายหลัง 

- อาจจะทำให้เกิดความคิดเห็นขัดแย้งระหว่างผู้ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายเดิมกับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำรายใหม่

หลักการและขั้นตอนการคัดเลือกเกษตรกรกลุ่มเป้าหมายเพื่อเข้าร่วมโครงการ

- กลุ่มประชาชนที่เป็นเป้าหมายลำดับแรกได้แก่ประชาชนที่ขึ้นทะเบียนคนจนกับกระทรวงมหาดไทย ซึ่งต้องการให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาความจนในทุกจังหวัด และมีความประสงค์ที่จะทำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด นอกจากนี้ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำรายเดิมยังคงได้รับสิทธิในพื้นที่เดิมอยู่แต่ต้องมีการปรับขนาดพื้นที่ลงตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด

- ให้ชุมชนท้องถิ่นในพื้นที่มีส่วนร่วมในการคัดเลือกผู้ประสงค์จะประกอบอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด ทั้งในกลุ่มที่จะเลี้ยงใหม่และกลุ่มที่เลี้ยงอยู่เดิม

- กลุ่มเป้าหมายต้องรวมกลุ่มเป็นประชาคม สหกรณ์ หรือ วิสาหกิจชุมชน

- เป็นผู้ผ่านการฝึกอบรมการเพะเลี้ยงสัตว์น้ำตามหลักสูตรที่กรมประมงกำหนด

- เป็นผู้ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กรมประมงกำหนด

- กรมประมงสามารถยกเลิกสิทธิการใช้พื้นที่น้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หากประชาชนผู้เข้าร่วมโครงการไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนดเช่นไม่ประกอบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำภายใน 1 ปี ทำให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในแหล่งเลี้ยง ทำการเลี้ยงไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตที่กำหนด เป็นต้น

 

 

 


335. การฆ่าเชื้อโรคในน้ำและบ่อที่ใช้เลี้ยงปลา

กรมประมงไม่แนะนำให้ใช้กรดอะซิติกแต่กรมประมงแนะนำให้ใช้คลอรีนผง ฆ่าเชื้อโรคในน้ำและบ่อที่ใช้เลี้ยงปลา อัตราส่วนการใช้คลอรีนผง พื้นที่ 4 ไร่ ใช้คลอรีนผง 25 กิโลกรัม หรือ ปริมาตรน้ำ 1 ตัน ใช้คลอรีนผง 2 ขีด แช่ไว้ 1 คืน หลังจากนั้นให้อากาศและแสงแดดประมาณ 3-4 วัน ฤทธิ์ของคลอรีนจะค่อยๆสลายตัวไป


334. เราสามารถใช้สัตว์ทะเลหน้าดินชี้คุณภาพของแหล่งน้ำได้อย่างไร

   สัตว์ทะเลหน้าดิน ( marine benthos ) หมายถึงสัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลังและที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้อง ทะเลโดยบางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดิน บางชนิดฝังตัวอยู่ในดินตลอดจนพวกที่หากินบนพื้นท้องทะเล พวกหลังนี้ได้แก่พวกปลาหน้าดิน เช่น ปลาซักเดียว และปลาเก๋า ก็จัดว่าเป็นสัตว์ทะเลหน้าดินด้วย นอกจากปลาหน้าดินแล้ว พวกกุ้ง หอย และปู จัดเป็นสัตว์ทะเลหน้าดินที่เรารู้จักกันดีเนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

   สัตว์ทะเลหน้าดินมีบทบาทที่สำคัญในทะเลคือเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำชนิดอื่นและปลาหลายชนิด ความหนาแน่นของ สัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในทะเลเป็นสิ่งชี้บ่งถึงความอุดมสมบูรณ์สำหรับปลาและสัตว์น้ำที่อาศัยในบริเวณนั้น โดยเฉพาะฝูงปลาและสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการศึกษาสัตว์ทะเลหน้าดินในระยะแรก ๆ นั้นมุ่งศึกษาถึงชนิดและความหนาแน่นของสัตว์กลุ่มนี้เพื่อใช้ทำนายความอุดมสมบูรณ์ของฝูงปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหน้าดินส่วนใหญ่มุ่งที่ จะให้ทราบถึงปริมาณและชนิดของสัตว์ที่พบ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและสามารถใช้เป็นดัชนีชึ้คุณภาพของแหล่งน้ำได้อีกด้วย สัตว์ทะเลหน้าดินขนาดเล็ก เช่น พวกไส้เดือนตัวกลม ( nematodes ) และไส้เดือนทะเล ( polychaetes ) ใช้ เป็นดัชนีชี้คุณภาพน้ำที่ดี เพราะเราสามารถพบสัตว์เหล่านี้ได้ทั่วไป มีการฝังตัวอยู่กับที่และมีช่วงชีวิตยาว นอกจากนี้สัตว์กลุ่มนี้ยังมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำเนื่องจากน้ำเน่าเสีย เป็นต้น


333. ปลิงทะเลที่เห็นมีลำตัวอ่อนนุ่มนั้นมันจะมีกลยุทธ์ในการป้องกันตัวอย่างไร

ปลิงทะเลที่เห็นมีลำตัวอ่อนนุ่มนั้นมันจะมีกลยุทธ์ในการป้องกันตัวได้สองลักษณะคือปลิงทะเลบางชนิดเมื่อเรา ไปจับตัวมัน มันจะปล่อยทางเดินอาหารบางส่วนออกมาซึ่งอาการดังกล่าวเราเรียกว่า สำรอก การสำรอกของปลิงทะเลจะทำให้ศัตรูตกใจและหยุดศัตรูได้ระยะหนึ่งซึ่งปลิงทะเลจะใช้ช่วงเวลานั้นหนีไปได้หรือทำให้ศัตรูไม่อยากจับมันกินเป็นอาหาร การป้องกันตัวอีกแบบหนึ่งของปลิงทะเลก็คล้ายคลึงกัน โดยที่มันพ่นสายใยเหนียวออกมาพันมือเราเมื่อเราไปจับตัวมันหรือพันตัวปลาที่เป็นศัตรูของมันในขณะที่ถูกไล่ล่า สายใยเหนียวนี้เกิดจากการ ที่ปลิงทะเลปล่อยอวัยวะที่ใช้ป้องกันตัวมันที่เรียกว่า อวัยวะคูเวอเรียน (cuverian organ) ออกมา อวัยวะนี้อยู่บริเวณช่องทวารหนักของปลิงทะเล เมื่อสัมผัสกับน้ำทะเลมันจะมีลักษณะเป็นเส้นใยเหนียว ทั้งอวัยวะคูเวอเรียนและทางเดินอาหารบางส่วนเมื่อขาดหลุดจากตัวปลิงแล้วสามารถสร้างขึ้นมาใหม่เพื่อทดแทนได้ ในเวลาที่ปลาหมึกหลบหนีศัตรูมันจะพ่นหมึกออกมาทำให้ศัตรูมองไม่เห็นตัวมันชัดเจนเพื่อให้ทันสามารถหลบหนีไปได้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่คล้ายคลึงกันในปลิงทะเล


332. ปลาการ์ตูนทำอย่างไรจึงไม่ถูกดอกไม้ทะเลจับกิน

พวกดอกไม้ทะเลและแมงกระพรุนจะมีเข็มพิษที่ใช้ป้องกันตัว แมงกระพรุนบางชนิดเช่นแมงกระพรุนไฟหรือที่ชาวบ้านเรียกว่าโสร่งตามภาษาปักษ์ใต้นั้น เวลาที่เราไปโดนมันจะมีอาการแพ้คล้ายไฟลวกมือหรือบางคนแพ้มากอาจถึงแก่ชีวิต สัตว์กลุ่มนี้จะมีเข็มพิษที่เรียกว่า เนมาโตซีส (nematocyst) อยู่ทั่วตัวโดยเฉพาะระยางค์ส่วนหนวด มันใช้เข็มพิษเหล่านี้ในการล่าเหยื่อและป้องกันตัว ดอกไม้ทะเลซึ่ง จัดอยู่ในกลุ่มนี้เช่นกันจะจับเหยื่อซึ่งอาจเป็นปลาและสัตว์น้ำตัวเล็ก ๆ โดยใช้เข็มพิษเหล่านี้ แต่ที่น่าประหลาดคือ เราพบปลาการ์ตูนบ างตัวว่ายวนเวียนอยู่ระหว่างหนวดของดอกไม้ทะเลโดยที่เข็มพิษไม่ทำอันตรายต่อมัน ลักษณะการอยู่ร่วมกันแบบนี้จะพบมากในบริเวณแนวปะการัง ปลาการ์ตูนจะได้ประโยชน์จากการที่อยู่ร่วมกันโดยการที่ใช้เป็นที่หลบศัตรูโดยที่ศัตรูของมันจะถูกเข็มพิษจากดอกไม้ทะเลถ้าว่ายตามมันมา การที่ดอกไม้ทะเลและปลาการ์ตูนอยู่ร่วมกันนั้นเป็นการเลือกอยู่รวมกันอย่างเฉพาะเจาะจงและต้องมีการปรับตัวซึ่งใช้เวลาพอสมควร ในระยะแรกเมื่อปลาการ์ตูนตัดสินใจเลือกจะอยู่กับดอกไม้ทะเลตัวนี้แล้วมันจะว่ายวนเวียนระหว่างหนวดของดอกไม้ทะเล เมื่อสัมผัสกับหนวดของดอกไม้ทะเลก็จะโดนเข็มพิษ มันก็จะว่ายหนีไปแล้วพยายามปรับตัวโดยมีการสร้างภูมิคุ้มกันตลอดจนมีการปล่อย เมือกออกมาปกคลุม ซึ่งช่วงเวลานี้อาจนานเป็นเวลาหลายวันกว่าที่ปลาการ์ตูนสามารถที่จะว่ายไปมาระหว่างหนวดของดอกไม้ ทะเลโดยไม่ได้รับอันตรายถ้าปลาการ์ตูนตัวนี้ว่ายน้ำไปสัมผัสกับดอกไม้ทะเลตัวอื่นก็จะโดนเข็มพิษทำร้ายและถูกจับกินในที่สุด ดังนั้นปลาการ์ตูนจะต้องสาม ารถแยกดอกไม้ทะเลที่เป็นที่อยู่ของมันออกจากดอกไม้ทะเลตัวอื่นได้เพื่อการอยู่รอดของมัน


331. คุณพ่อดีเด่นแห่งทะเลหมายถึงอะไร

สัตว์ทะเลหลายชนิดจะมีการดูแลฟูมฟักไข่และตัวอ่อนของมันระยะหนึ่ง ดังเช่นปูตัวเมียจะอุ้มไข่ที่ถูกผสมแล้วของมันหรือที่เราเรียกว่าไข่แก่ไว้ระยะหนึ่งที่ตะปิ้งใต้ท้องของมัน หรือการที่พวกหอยฝาเดียวมีการวางไข่ใน เปลือกหุ้มไข่ก็เป็นการดูแลไข่และตัวอ่อนแบบหนึ่ง ปลาดาวบางชนิดจะใช้แขนของมันเกาะแน่นกับพื้นทำเสมือนเป็นถุงอุ้มไข่ไว้ โดยหันด้านปากเข้าหาพื้นแล้วอยู่ในลักษณะนี้ในขณะที่มันดูแลไข่และตัวอ่อนของมัน ปลาฉลามเองก็ดูแลไข่และตัวอ่อนของมันอย่างมากโดยมีการวางไข่ ซึ่งมีปลอกหุ้มที่แข็งแรง ตัวอ่อนจะเจริญวัยภายในปลอกหุ้มไข่ ปลาฉลามบางชนิดจะตั้งท้องโดยที่ตัวอ่อนจะเจริญอยู่ภายในช่องอวัยวะสืบพันธุ์ของแม่ปลา การพัฒนาของตัวอ่อนจะเกิดขึ้นในตัวแม่จนกระทั่งคลอดออกมาเป็นตัว ซึ่งพบได้สองแบบคือแบบแรกตัวอ่อนที่อยู่ในตัวแม่จะได้อาหารจากไข่ ไข่จะมีการสะสมอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ ส่วนแบบที่สองนั้นตัวอ่อนจะได้รับอาหารจากตัวแม่โดยผ่านทางรถและสายสะดือปลาทะเลกระดูกแข็งหลายชนิดจะ ดูแลไข่และตัวอ่อนของมันโดยการที่มีไข่ที่ถูกผสมแล้วเจริญภายในตัวของมันและตัวมันจะออกลูกเป็นตัวเลย ปลาบางชนิดจะอมไข่ไว้เช่นปลาดุกทะเลบางชนิดจะอมไข่ที่ถูกผสมไว้เป็นเวลานานเป็นเดือน ตัวที่มีบทบาทคือปลาดุกตัวผู้ที่ทำหน้าที่เป็นคุณพ่อที่แสนดีและเสียสละ ตลอดเวลาที่อมไข่อยู่นี้ปลาดุกตัวผู้จะอดอาหารมันจะดูแลไข่จนพัฒนาเป็นลูกปลาตัวเล็ก ๆ ว่ายน้ำเข้าออกช่อง ปากของพ่อปลา ลูกปลาจะอาศัยอยู่กับพ่อจนกว่า   มันจะดูแลตัวเองได้ คุณพ่อดีเด่นในทะเลที่น่าจะเป็นที่รู้จักกันดีคือ ม้าน้ำและปลาจิ้มฟันจระเข้ แม่ม้าน้ำ จะวางไข่ไว้ในกระเป๋าช่องท้องของพ่อม้าน้ำ พ่อม้าน้ำจะปล่อยเชื้อตัวผู้ไปผสมกับไข่และดูแลฟูมฟักไข่เหล่านี้ เอง ตัวอ่อนจะได้อาหารจากตัวพ่อจนกว่ามันจะฟักเป็นลูกม้าน้ำตัวเล็ก ๆ พ่อม้าน้ำจะบิดตัวไปมาเพื่อสลัดเอาลูกม้าน้ำที่โตแล้วออกจากช่องกระเป๋า


330. วิธีการสืบพันธุ์แบบใดที่ให้โอกาสสัตว์ทะเลหน้าดินเลือกคู่

การสืบพันธุ์แบบมีเพศซึ่งมีเพศผู้และเพศเมียแยกออกจากกันนั้นช่วยในการคัดเลือกพันธุ์ทำให้เกิดยีนส์ที่หลากหลาย ปัญหาที่สำคัญคือการปรับตัวเพื่อให้มีการย้ายถ่ายเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้ให้ได้ผสมกับเชื้อสืบพันธุ์ตัวเมียหรือไข่ การขนย้ายถ่ายเชื้อสืบพันธุ ์ตัวผู้ในสัตว์ทะเลหน้าดินอาจทำได้หลายวิธีคือการปล่อยเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้และเชื้อสืบพันธุ์ตัวเมียออกมาในเว ลาเดียวกันในมวลน้ำเพื่อให้มีโอกาสผสมพันธุ์กัน ซึ่งวิธีนี้พบมากในสัตว์ทะเลทั่วไปเช่น ฟองน้ำ ปะการัง หอยสองฝา และ ไส้เดือนทะเลพวกแม่เพรียง เรา พบว่าการปล่อยไข่และเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้ของสัตว์ตัวใดตัวหนึ่งมักกระตุ้นให้ตัวอื่นปล่อยเชื้อสืบพันธุ์ออกมาด้วยใน เวลาเดียวกันดังเช่นการรวมกลุ่มของไส้เดือนทะเลพวกแม่เพรียงและฤดู-กาลการปล่อยไข่และเชื้อสืบพันธุ์ของปะการังในแนวปะการัง การขนย้ายถ่ายเชื้อสืบพันธ ุ์ตัวผู้อีกวิธีหนึ่งงคือการที่มีอวัยวะพิเศษที่ทำหน้าที่นำเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้เข้าไปผสมพันธุ์ในสัตว์เพศเมีย ว ิธีนี้จะเป็นการประกันอย่างดีว่าเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้จะมีโอกาสผสมพันธุ์กับไข่ นอกจากนี้ยังเป็นการให้โอกาสในการ เลือกคู่ของสัตว์ทะเลอีกด้วย กลยุทธ์นี้พบมากในพวกครัสเตเชียนเช่นพวกกุ้งและปู ในพวกปูม้าตัวผู้และตัวเมียจะสังเกตุได้ง่ายจากลักษณะตะปิ้งปูคือส่วนท้องที่พันงออยู่ใต้ส่วนกระดองปู ในปูตัวผู้มีลักษณะตะปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมในขณะที่ในปูตัวเมียจะมีลักษณะเป็นครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ในช่วงที่มีการผ สมพันธุ์ปูตัวผู้และปูตัวเมียจะกอดรัดสัมผัสกัน ปูตัวผู้จะมีอวัยวะเพศที่อยู่บริเวณตะปิ้งจำนวน ๑ คู่ ที่ทำหน้าที่นำเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้เข้าไปช่องเปิดอวัยวะสืบพันธุ์ของปูตัวเมีย ตามปกติปูจะมีการลอกคราบเป็นระยะ ๆ ปูตัวผู้มักลอกคราบก่อนฤดูกาลผสมพันธุ ์ แต่ปูตัวเมียเมื่อพร้อมที่จะผสมพันธุ์จะเริ่มดำเนินการลอกคราบ ปูตัวเมียอาจมีการปล่อยสารเคมีบางอย่างออกมากับมวลน้ำเป็นการล่อตัวผู้ ปูตัวผู้จะกอดรัดจับปูตัวเมียไว้แน่นจนกระทั่งตัวเมียเริ่มลอกคราบ ปูตัวผู้จะคลายการกอดรัดเพื่อให้ปูตัวเมียสามารถดีดตัวอ อกจากคราบเก่า เมื่อกระดองใหม่ของปูตัวเมียเริ่มแข็งตัวนั้นจะเป็นช่วงที่ปูตัวเมียยินยอมให้ปูตัวผู้สอดอวัยวะเพศ เข้าไปในตัวมันเพื่อผสมพันธุ์ ปูตัวผู้จะยังคงกอดรัดปูตัวเมียไว้แน่นจนกว่ากระดองของปูตัวเมียจะแข็งขึ้นซึ่งเป็นการปกป้องปูตัวเมียไว้ด้วย


329. ทำไมจึงเรียกสัตว์ทะเลหน้าดินว่าเป็นกระเทย

การสืบพันธุ์แบบมีเพศจะพบมากที่สุดในกลุ่มสัตว์ทะเลหน้าดิน โดยที่เชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้และตัวเมียจะรวมกันเป็น ตัวอ่อนซึ่งจะเจริญต่อไปเป็นตัวแก่ เราพบว่าสัตว์ทะเลหน้าดินบางชนิดจะมีลักษณะเป็นกะเทย (Hermaphrodistism) โดยที่ในตัวเดียวกันนั้นจะมีทั้งเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้และตัวเมียอยู่ด้วยกัน เช่น พวกเพรียงหิน เพรียงหินจะไม่ปล่อยเชื้อสืบพันธุ์ของมันออกสู่มวลน้ำในทะเล เมื่อพร้อมที่จะผสมพันธุ์เพรียงหินจะยึดส่วนอวัยวะเพศผู้ซึ่งมีลักษณะเป็นท่อเรียวยาวออกสัมผัสกับตัวอื่นที่อยู่ใกล้เคี ยงเป็นการหาคู่ เมื่อเลือกคู่ได้แล้วมันจะใช้ส่วนอวัยวะเพศผู้สอดเข้าไปในตัวอื่นเพื่อถ่ายเชื้อสืบพันธุ์ตัวผู้ลงไปให้ผสมพันธุ์ ไข่ที่ถูกผสมแล้วจะเจริญภายในเพรียงหินตัวแม่จนมันกลายเป็นตัวอ่อนระยะนอล- เพลียส ว่ายน้ำได้ดำรงชีพเป็นแพลงก์ตอนเพรียงหินแต่ละตัวอาจปล่อยตัวอ่อนระยะนอล-เพลียสได้ครั้งละประมาณ ๑๓,๐๐๐ ตัว ตัวอ่อนระยะนอลเพลียสจะมีลักษณะคล้ายครัสเต-เชียนทั่วไปที่มีลักษณะเปลือกหุ้มตัวและมีระยางค์เป็นปล้อง มันจะมีการลอกคราบเป็นระยะ ๆ ในขณะที่มีการเติบโตจากตัวอ่อนระยะนอลเพลียสเป็นตัวอ่อนระยะไซปิด (cyprid laruae) ลำตัวของตัวอ่อนระยะนี้ถูกห่อหุ้มด้วยเปลือกที่มีลักษณะคล้ายฝาหอยและมีระยางค์เพิ่มขึ้นจากเดิม ระยางค์ส่วนหนวดยาวขึ้นมาก ตัวอ่อนระยะนี้จะว่ายน้ำลงสัมผัสกับพื้นท้องทะเลเพื่อหาพื้นท ี่ลงเกาะ ตามปกติมันจะชอบลงเกาะบริเวณที่มีตัวแก่ของเพรียงหินเกาะอยู่ก่อนแล้วและชอบบริเวณพื้นผิวที่หยาบ จากการทดลองล่อลูกเพรียงหินด้วยวัสดุที่มีพื้นผิวต่าง ๆ กันพบว่าท่อประปาพีวีซีที่มีผิวเรียบมากนั้นก็มีเพรียงลงเกาะก็ได้ ดังนั้นจึงไม่น่าประหลาดใจที่เราหย่อนเชือกทิ้งไว้ในทะเลก็มีเพรียงมาเกาะเต็ม เพรียงหินอาจพบเกาะอยู่ตามผิวหนังของพวกปลาวาฬด้วยนอกเหนือจากพื้นผิววัสดุต่าง ๆ เมื่อตัวอ่อนระยะไซปิดพบพื้นผิวที่มันต้องการลงเกาะแล้ว มันจะลงเกาะติดโดยอาศัยสารจำพวกหินปูนซึ่งหลั่งออกมาจากต่อมพิเศษที่อยู่ที่หนวดของมัน มันจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอีกครั้งหนึ่งมีการสร้างเปลือกห่อหุ้มตัวมันโดยเริ่มจากแผ่นล่างสุดที่ยึดตัวมันเองกับพื้นและสร้างเปลือกอื่น ๆ ซึ่งเคลื่อนที่ออกจากกันได้ ระยางค์ส่วนอกที่ยื่นออกมาจากเปลือกหุ้มตัวจะทำหน้า ที่หลักในการกรองอาหารจากน้ำและส่งเข้าปากในเพรียงหันที่โตเต็มวัย


328. โพลิปของปะการังคืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

การสืบพันธุ์ในสัตว์ทะเลหน้าดินจะพบได้ทั้งการสืบพันธุ์แบบมีเพศและการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศ การสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศจะพบเป็นส่วนน้อยและพบในสัตว์ที่มีขนาดเล็กอยู่รวมกลุ่มกัน สัตว์ทะเลที่มีการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศ ได้ แก่ ฟองน้ำ ซึ่งสืบพันธุ์โดยการ แตกหน่อ ที่พบมากคือพวกดอกไม้ทะเลและปะการัง พวกดอกไม้ทะเลสามารถสลัดส่วนเท้าที่ใช้ยึดเกาะกับพื้นทิ้งไว้ให้งอกขึ้นมาเป็นตัวใหม่ได้ การที่สัตว์ทะเลหน้าดินสามารถสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศได้ก็มีผลดีคือสามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวด เร็วโดยการแบ่งตัวหรือแตกหน่อเพื่อครอบครองพื้นที่ที่เหมาะสมแก่การลงเกาะของตัวอ่อน นอกจากนี้มันยังไม่ต้องเสียพลังงานมากในการผสมพันธุ์หรือในการรอโอกาสเพื่อใช้เชื้อตัวผู้และเชื้อตัวเมียมาผสมกัน ตัวอ่อนของปะการังที่พร้อมที่จะลงเกาะจะทำการสำรวจพื้น ที่ลงเกาะ เมื่อพบบริเวณที่เหมาะสมมันจะจมตัวลงจากมวลน้ำลงเกาะที่พื้นเจริญเป็นตัวแก่หนึ่งตัวเรียกว่า โพลิป มีลักษณะเป็นทรงกระบอกมีส่วนท้ายยึดเกาะกับพื้นและด้านตรงข้ามเป็นระยางค์ส่วนหนวดอยู่ล้อมรอบปาก จากโพลิปหนึ่งตัวของปะการังก็จะมีการแตกหน่อไปเรื่อย ๆ จนกลาย เป็นปะการังแต่ละหัวที่เราเห็นซึ่งประกอบด้วยโพลิปอีกหลายพันตัว ไส้เดือนทะเลจำพวกแม่เพรียงก็มีการสืบพันธุ์แบบไม่มีเพศโดยการแยกส่วน (Fragmentations) ซึ่ง เป็นการเตรียมการขั้นสำคัญสำหรับการผสมพันธุ์แบบมีเพศ ไส้เดือนทะเลเหล่านี้ในฤดูกาลผสมพันธุ์จะมีลำตัวแบ่งเป็นปล้อง แต่ละปล้องเป็นเสมือนตัวเลือกที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ ดังนั้นในแต่ละปีไส้เดือนทะเลเหล่านี้จะมีการรวมกลุ่มกันที่ผิวหน้าน้ำ โดยเฉพาะยามพระจันทร์เต็มดวงมันจะว่ายน้ำไปมาและสลัดปล้องออกมา ปล้องแต่ละปล้องเหล่านี้จะจับคู่กันและผสมพันธุ์เป็นตัวใหม่ขึ้นมา ไส้เดือนทะเลเหล่านี้มักจะเรืองแสงด้วยเป็นสีเขียวแกมแดง จะทำให้ผิวน้ำตอนกลางคืนเรืองแสงระยิบระยับที่เรียกกันว่าพรายน้ำ


327. การหายใจของสัตว์ทะเลหน้าดินปรับตัวให้เข้ากับสภาพออกซิเจนต่ำอย่างไร

สัตว์ทะเลหน้าดินส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับสภาพที่มีออกซิเจนต่ำในแหล่งที่อยู่อาศัย สัตว์เหล่านี้สามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพออกซิเจนต่ำได้หลายวิธี เช่น การเปลี่ยนรูปแบบการหายใจโดยใช้ออกซิเจน (aerobic respiration) ไปเป็นการหายใจโดยไม่ใช้ออกซิเจน (anaero bic respiration) สัตว์ทะเลที่ใช้กลยุทธ์ดังกล่าวจะสามารถอยู่ได้ดีในเขตน้ำขึ้นน้ำลง หรือในบริเวณหาดเลน เช่น หอยนางรม ตามปก ติเมื่อจมอยู่ใต้น้ำจะใช้ส่วนเหงือกในการหายใจ มีการแลกเปลี่ยนก๊าซบริเวณเหงือก ในขณะที่น้ำลงตัวมันโผล่พ้นน้ำ หรือเมื่อมัน เผชิญกับสภาพน้ำเน่าเสีย หอยนางรมจะปิดฝาแน่นและหายใจโดยไม่ใช้ออกซิเจน มันจะใช้อาหารที่สะสมไว้ในรูปไขมันและไกลโคเจนเป็นแหล่งพลังงานแทน ปูก้ามดาบก็เช่นเดียวกันเมื่อขึ้นจากรูมาหากินเมื่อยามน้ำลง มันจะเปลี่ยนจากการหายใจโดยไม่ใช้ออกซิเจนมาเป็นแบบที่ใช้ออกซิเจน เราพบว่าหอยแครงจะเผยอเปลือกออกจากกัน เวลาที่โผล่พ้นน้ำยื่นส่วนเท้าสีแดงคล้ายแลบลิ้นออกมา การที่หอยแครงทำเช่นนี้เป็นการหุบอากาศ หรือออกซิเจนจากอากาศไปใช้โดยตรงแทนที่จะใช้ออกซิเจนจากมวลน้ำโดยผ่านส่วนเหงือกเหมือนเคยในยามที่จมอยู่ใต้น้ำ นอกจาก นี้สัตว์ทะเลหน้าดินโดยเฉพาะในเขตน้ำกร่อยจะมีส่วนประกอบของเลือดเป็นเม็ดเลือด (respiratory pigments) ที่แตกต่างกัน เม็ดเลือดเหล่า นี้จะมีประสิทธิภาพสูงในการจับหรือเก็บกักโมเลกุลของออกซิเจนได้ดี ในสัตว์บางชนิด เช่น ปูหลายชนิด จะมีการสงวนออกซิเจน ไว้ในแอ่งน้ำที่อยู่ภายในรูของมันเป็นเหมือนอ่างเก็บกักออกซิเจนไว้ใช้ในยามที่ขาดแคลน


326. ระยางค์คืออะไร และมีประโยชน์ต่อสัตว์ทะเลหน้าดินอย่างไร

สัตว์ทะเลหน้าดินกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่งจะดำรงชีพเป็นผู้ล่าเหยื่อนับตั้งแต่พวกไส้เดือนทะเลที่มีขนาดเล็ก พวกนี้จะมีระยางค์สำหรับเคลื่อนที่ตามเหยื่ออย่างรวดเร็ว ที่ส่วนหัวจะมีตาที่พัฒนาอย่างดีสำหรับมองเห็นเหยื่อและมีเขี้ยวที่ แข็งแรงสำหรับกัดฉีกเหยื่อ หนอนสายพานสามารถยืดตัวออกได้ยาวมากอาศัยอยู่ในรูตามกอสาหร่ายหรือแทรกอยู่ตามซอกหินปะการัง มีระยางค์ส่วนหัว ที่ใช้ยืดออกมาพันรอบเหยื่อ ระยางค์ที่ใช้จับเหยื่อนี้จะมีหนามแหลมหรือเข็มพิษที่ใช้แทงเข้าไปในเหยื่อ เหยื่อของหนอนสายพานอาจมีเส้นขนาดใหญ่กว่าตัวของ มัน นอกจากนี้หนอนสายพานบางชนิดยังปล่อยเมือกเหนียวออกมาช่วยจับเหยื่อได้ หนอนสายพานมักเป็นผู้ล่าตอนกลางคืน มันจะกินหนอนชนิดอื่น ไส้เดือนทะเล ครัสเตเชียน และปลาขนาดเล็กเป็นอาหาร ดอกไม้ทะเลและปะการังก็เป็นผู้ล่าเช่นกัน สัตว์ทั้งสอง ชนิดเวลาล่าเหยื่อจะอยู่กับที่ ยืดระยางค์ส่วนหนวดที่รายล้อมรอบปากออกมา ที่หนวดของมันจะมีเข็มพิษสำหรับแทงเพื่อสยบเหยื่อเราเรียกว่า nematocysts เข็มพิษบางชนิดจะแทงเข้าไปในตัวเหยื่อทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตหยุดการเคลื่อนที่และตายได้ในที่สุด บางชนิดจะมีลักษณะเป็นหนามแห ลม บางชนิดจะเป็นใยเหนียวเพื่อพันรอบเหยื่อ เมื่อเหยื่อถูกจับได้ดอกไม้ทะเลและปะการังจะใช้หนวดจับส่งเหยื่อเข้าปาก และเข้าสู่ทางเดินอาหารในที่สุด เหยื่อจะถูกย่อยในทางเดินอาหารนี้ ส่วนที่ย่อยไม่ได้จะถูกพ่นออกมาทางปาก เช่น เปลือกแข็ง เป็นต้น


325. อะไรเป็นตัวกำหนดรูปร่างของสัตว์ทะเลหน้าดิน

หอยนางรม เพรียงหิน ปะการัง และหอยแมลงภู่ จัดเป็นพวกสัตว์ทะเลหน้าดินที่เกาะติดกับที่ โดยที่สัตว์สามชนิดแรกมีส่วน ที่ช่วยยึดตัวมันติดกับพื้นเป็นสารพวกหินปูน ส่วนหอยแมลงภู่อาศัยเส้นใยเหนียวที่เรียกว่า เกสรหอย ช่วยยึดตัวมันกับพื้น หอยฝาชีหรือหอยหมวกเจ้กที่พบอยู่ตอนบนของหาดหินก็สามารถยึดตัวมันเองให้แน่นกับก้อนหินโดยใช้ส่วนเท้าที่มีขนาดใหญ่และแข็งแรงของมัน นอกจากนี้มันยังปล่อยเมือกเหนียวออกมาช่วยยึดตัวมันเองด้วย ลิ่นทะเลและหอยเป๋าฮื้อก็เช่นเดียวกันที่ใช้ส่วนเท้าที่แข็งแรงยึดตัวมันเองกับพื้นหิน สัตว์ทะเลหน้าดินหลายชนิดจะยึดเกาะกับพื้นบางช่วงขณะ และจะคืบคลานหากินไปตามพื้น เช่น พวกหอยหมวกเจ้กลิ่นทะเล และหอยเป๋าฮื้อ นอกจากนี้พวกดอกไม้ทะเลก็จะมีส่วนปลายสุดของลำตัวที่แผ่ออกใช้ยึดเกาะกับพื้น มันสามารถขยับตัวเคลื่อนย้ายไปมาได้เช่นเดียวกับดาวขนนก ความแรงของกระแสน้ำและคลื่นจะเป็นตัวกำหนดรูปร่างของสัตว์ทะเลหน้าดินที่เกาะอยู่ตามพื้น ในบริเวณที่มีคลื่นแรงจะ มีพวกสัตว์ทะเลหน้าดินที่มี เปลือกหนาแข็งแรงอยู่ได้ เช่น ลิ่นทะเล และเพรียงหิน เป็นต้น ในบริเวณที่คลื่นสงบมักจะเป็นที่ อยู่ของพวกที่ค่อนข้างเปราะบาง เราจะเห็นได้ชัดเจนในพวกปะการัง พวกที่มีกิ่งก้านมักจะอยู่ในบริเวณที่คลื่นสงบ ส่วนพวกที่เป็นก้อน กลุ่มใหญ่จะขึ้นได้ดีบริเวณที่รับคลื่นหรือกระแสน้ำ สัตว์ทะเลหน้าดินที่ไม่มีส่วนยึดเกาะมักจะหลบซ่อนอยู่ตามซอก หินหรือรอยแยกในหินเช่นพวกหอยเม่น หอยเม่นบางชนิดจะใช้หนามแหลมของมันขัดกร่อนพื้นหินให้เป็นแอ่งเพื่อตัวมันจะลงไปอยู่ในแอ่งดังกล่าว เป็นการป้องกันตัวมันไม่ให้ถูกคลื่นซัดพาไป


324. สัตว์ทะเลหน้าดินที่แบ่งกลุ่มตามขนาดมีกี่กลุ่ม อะไรบ้าง

การแบ่งชนิดของสัตว์ทะเลหน้าดินอาจแบ่งตามขนาด ซึ่งมีการแบ่งได้หลายแบบแล้วแต่ผู้ที่ทำการศึกษาเป็นผู้กำหนดช่วงขนาด ที่นิยมมากเป็นระบบอเมริกัน ดังต่อไปนี้ 

   1. กลุ่ม Macrofauna หมายถึง พวกที่มีขนาดตั้งแต่ 2 มิลลิเมตรขึ้นไป สัตว์ทะเลหน้าดินโดยทั่วไป เช่น หอย กุ้ง ปู และไส้เดือนทะเล จัดอยู่ในกลุ่มนี้ เป็นกลุ่มที่มีการศึกษามากที่สุดเพราะมีขนาดใหญ่พอควร สามารถสุ่มวัดได้ง่าย

   2. กลุ่ม Microfauna หมายถึงพวกที่มีขนาดตั้งแต่ 0.5 – 1.2 มิลลิเมตร มักมีการศึกษากันน้อย เช่น ไส้เดือนทะเล และหนอนตัวกลม เป็นต้น ต้องมีวิธีการเก็บตัวอย่างและวิธีการศึกษาโดยเฉพาะ

   3. กลุ่ม Meiofauna หมายถึง พวกที่มีขนาดเล็กกว่า 0.5 มิลลิเมตร จนถึง 63 ไมครอน กลุ่มนี้ก็มีการศึกษาน้อยด้วยสาเหตุเดียวกับกลุ่ม Microfauna แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่าสัตว์ทะเลหน้าดินที่มีขนาดเล็กทั้งสองกลุ่มนี้จะมีบทบาทในระบบนิเวศทางทะเลน้อยกว่าสัตว์ทะเลหน้าดินที่มีขนาดใหญ่ สัตว์ทะเลหน้าดินขนาดเล็กเหล่านี้เราพบว่ามีบทบาทสำคัญเช่นเดียวกับจุลชีพในการย่อยสลายของอินทรียสารในทะเลเพื่อให้เป็นแหล่งอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์ทะเล นอกจากนี้ยังมีบทบาทในการเร่ง ให้เกิดการหมุนเวียนของธาตุอาหารในทะเลได้เร็วขึ้น สัตว์ทะเลหน้าดินขนาดเล็กเหล่านี้เป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำและปลาชนิดต่าง ๆ ในทะเล หนอนสายพาน หรือหนอนตัวกลมบางชนิดถึงแม้ต้วมันมีขนาดเล็กแต่มันสามารถกัดกินเหยื่อที่มีขนาดใหญ่กว่าตัวมันได้ เช่น หอยและไส้เดือน ทะเล ดังนั้น มันจึงมีบทบาทเป็นผู้ล่าเหยื่อในทะเลอีกด้วย


323. เส้นใยในตัวหอยแมลงภู่และหอยกะพงเรียกว่าอะไร และมีไว้เพื่ออะไร

 พวกหอยแมลงภู่หรือหอยกะพงที่เราพบอยู่เสมอเกาะตามก้อนหิน พวกนี้มักเกาะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ มันมีเส้นใยเป็น กลุ่มช่วยยึดตัวมันเองกับก้อนหินป้องกันไม่ให้ตัวมันถูกพัดโดยคลื่นและกระแสน้ำ เส้นใยนี้อยู่ใกล้กับเท้าที่ ยื่นออกมาของหอย ชาวบ้านมักเรียกว่า "เกสรหอย" นอกจากนี้ทั้งหอยแมลงภู่และหอยกะพงมีเปลือกหนาสามารถปิดฝาเปลือกได้แน่นในขณะที่น้ำลงทำให้มันสามารถรักษาความชื้นภายในตัวได้นานจนกว่าน้ำจะขึ้นท่วมตัวอีกครั้งหนึ่ง ในยามน้ำขึ้นมันจะจมอยู่ใต้น้ำและสามารถหากินและหายใจได้อย่างอิสระ หอยสองฝาพวกนี้ ใช้อวัยวะส่วนเหงือกในการกรองอาหารพวกแพลงก์ตอนพืชจากมวลน้ำ มันใช้เหงือกในการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนด้วย กลุ่มของหอยแมลงภู่และหอยกะพงยังเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับสัตว์เล็ก ๆ อื่น ๆ ด้วย เช่น พวกปูหินหรือไส้เดือนทะเล บริเวณหาดทรายก็เช่นกันจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของคลื่น สัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้จะต้องปรับตัวให้อยู่ภายใต้สภาวะคลื่นที่ซัดไปมาและบริเวณพื้นทรายที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พวกที่สามารถปรับตัวอยู่ได้ดีเช่นหอยเสียบหรือจักจั่นทะเลนั้นจะใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนที่ของคลื่นและการเคลื่อนตัวของทราย โดยลอยตัวไปยังที่ต่าง ๆ ด้วยคลื่นและกระแสน้ำ พวกนี้สามารถฝังตัวลงในพื้นทรายได้อย่างรวดเร็วเพื่อหลบหลีกสภาวะที่ไม่ เหมาะสม บริเวณหาดทรายนั้นจะมีสัตว์ทะเลหน้าดินน้อยชนิดที่จะปรับตัวได้ดีและอาศัยอยู่ได้ อย่างไรก็ตามคลื่นและกระ แสน้ำในบริเวณนี้ได้นำพาซากอินทรียสารตลอดจนสาหร่ายและซากสัตว์น้ำต่าง ๆ มาตกสะสมเพื่อเป็นอาหารที่โอชะสำหรับสัตว์ที่อาศัยอยู่บริเวณนี้


322. เราสามารถแบ่งสัตว์ทะเลหน้าดินออกเป็นกลุ่มต่างๆ โดยใช้เกณฑ์อะไรได้บ้าง

การแบ่งกลุ่มของสัตว์ทะเลหน้าดินตามที่อยู่อาศัยนั้น เราอาจแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

   1. กลุ่มสัตว์ทะเลหน้าดินที่อาศัยอยู่บนพื้นท้องทะเล ( Epifauna ) ซึ่งพื้นท้องทะเลดังกล่าวอาจเป็นพื้นหาดหิน หาดทราย หาดโคลน ป่าชายเลน ระบบนิเวศหญ้าทะเล หรือแนวปะการัง สัตว์ทะเลหน้าดินกลุ่มนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพมาก พบตัวแ ทนเกือบทุกไฟลัมนับตั้งแต่โปรโตซัวไปจนถึงพวกที่มี กระดูกสันหลัง เช่น ปลาหน้าดินที่อาศัยหากินตามพื้นท้องทะเลด้วย

   2. กลุ่มสัตว์ทะเลหน้าดินที่อาศัยฝังตัวหรือขุดรูอยู่ภายใต้พื้นทรายและโคลน ( Infauna ) เช่น พวกไส้เดือนทะเล พวกปู และพวกหอยสองฝาบางชนิด เช่น หอยแครง และหอยลาย เป็นต้น

   นอกจากเราจะแบ่งสัตว์ทะเลหน้าดินออกเป็น ๒ กลุ่มใหญ่ข้างต้นแล้วเรานิยมแบ่งออกตามลักษณะระบบนิเวศที่พบสัตว์ทะเลหน้าดินเหล่านี้ เช่นบริเวณเขตน้ำขึ้นน้ำลง ( Intertidal zone ) เขตนี้จะเป็นเขตที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของน้ำขึ้นน้ำลงและคลื่น ลมอย่างชัดเจน บริเวณดังกล่าวจะโผล่พ้นน้ำบางช่วงในขณะน้ำลงและจะจมอยู่ใต้น้ำในขณะน้ำขึ้น ดังนั้นทุกช่วงเวลาในแต่ละว ันที่มีน้ำขึ้นและน้ำลงบริเวณนี้จะจมอยู่ใต้น้ำและโผล่พ้นน้ำเป็นช่วง ๆ สัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณนี้จะต้องมีการปรับตัวให้ดำรงชีพอยู่ได้ในสภาวะดังกล่าว ในขณะที่น้ำขึ้นนั้น สัตว์ทะเลจะต้องปรับตัวกับความแรงของคลื่นที่เข้ามากระแทกและสภาพที่จมอยู่ใต้น้ำ ในยามที่น้ำลงมันจะต้องเผชิญกับสภาพอุณหภูมิสูง แสงแดดแผดเผาและปริมาณน้ำจืดที่ไหลลงบริเวณนี้ สัตว์ทะเลหน้าดินที่อาศัยอยู่ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงนี้มักมีการปรับตัวในช่วงกว้างสามารถทนทานได้ดีต่อการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิและความเค็มของน้ำ สัตว์ทะเลหน้าดินที่พบอยู่บริเวณหาดหินมักจะต้องทนได้ดีต่อแรงกระแทกของคลื่นลมตลอดจนแรงเสียดสีของกรวดทรายต่าง ๆ ที่น้ำพัดพามา


321. เราสามารถใช้สัตว์ทะเลหน้าดินชี้คุณภาพของแหล่งน้ำได้อย่างไร

   สัตว์ทะเลหน้าดิน ( marine benthos ) หมายถึงสัตว์ทะเลที่มีกระดูกสันหลังและที่ไม่มีกระดูกสันหลังที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นท้อง ทะเลโดยบางชนิดอาศัยอยู่บนพื้นดิน บางชนิดฝังตัวอยู่ในดินตลอดจนพวกที่หากินบนพื้นท้องทะเล พวกหลังนี้ได้แก่พวกปลาหน้าดิน เช่น ปลาซักเดียว และปลาเก๋า ก็จัดว่าเป็นสัตว์ทะเลหน้าดินด้วย นอกจากปลาหน้าดินแล้ว พวกกุ้ง หอย และปู จัดเป็นสัตว์ทะเลหน้าดินที่เรารู้จักกันดีเนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ

   สัตว์ทะเลหน้าดินมีบทบาทที่สำคัญในทะเลคือเป็นอาหารที่สำคัญสำหรับสัตว์น้ำชนิดอื่นและปลาหลายชนิด ความหนาแน่นของ สัตว์ทะเลหน้าดินในบริเวณใดบริเวณหนึ่งในทะเลเป็นสิ่งชี้บ่งถึงความอุดมสมบูรณ์สำหรับปลาและสัตว์น้ำที่อาศัยในบริเวณนั้น โดยเฉพาะฝูงปลาและสัตว์น้ำ ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ ดังนั้นการศึกษาสัตว์ทะเลหน้าดินในระยะแรก ๆ นั้นมุ่งศึกษาถึงชนิดและความหนาแน่นของสัตว์กลุ่มนี้เพื่อใช้ทำนายความอุดมสมบูรณ์ของฝูงปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ การศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ทะเลหน้าดินส่วนใหญ่มุ่งที่ จะให้ทราบถึงปริมาณและชนิดของสัตว์ที่พบ ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นข้อมูลพิจารณาถึงความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำและสามารถใช้เป็นดัชนีชึ้คุณภาพของแหล่งน้ำได้อีกด้วย สัตว์ทะเลหน้าดินขนาดเล็ก เช่น พวกไส้เดือนตัวกลม ( nematodes ) และไส้เดือนทะเล ( polychaetes ) ใช้ เป็นดัชนีชี้คุณภาพน้ำที่ดี เพราะเราสามารถพบสัตว์เหล่านี้ได้ทั่วไป มีการฝังตัวอยู่กับที่และมีช่วงชีวิตยาว นอกจากนี้สัตว์กลุ่มนี้ยังมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม เช่น สภาพที่มีปริมาณออกซิเจนต่ำเนื่องจากน้ำเน่าเสีย เป็นต้น


320. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคระบาดปลา หรือโรคอิพิซูโอติก อัลเซอร์เรทีพ ซินโดรม

สาเหตุของการเกิดโรค  โรคนี้เกิดจากเชื้อรา (Aphanomyces invadans) ที่มีคุณสมบัติพิเศษโดยสามารถชอนไชเข้าไปในกล้ามเนื้อปลาทะลุไปถึงอวัยวะภายในของปลาได้ โดยมีกลไกการเกิดโรคที่สลับซับซ้อน เชื้อโรคชนิดอื่น ๆ เช่น ปรสิต แบคทีเรีย และไวรัส มีส่วนในการโน้มนำให้เชื้อราเข้าทำอันตรายต่อปลาได้ง่ายขึ้น อีกทั้งปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม เช่น อุณหภูมิของน้ำที่ต่ำลง หรือสภาพน้ำเป็นกรดมากไปก็มีส่วนทำให้ปลาอ่อนแอ ทำให้ติดเชื้อราได้ง่ายและป่วยเป็นโรคระบาด

การรักษา  ปัจจุบันยังไม่มีตัวยาหรือสารเคมีที่จะใช้ฆ่าเชื้อราที่อยู่ภายในตัวปลาได้ แต่ถ้าอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นหรือสิ้นสุดฤดูหนาว ปลาจะสามารถหายป่วยได้เอง ดังนั้นการป้องกันการเกิดโรคระบาดจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

การป้องกันโรคระบาดปลาในบ่อเลี้ยง

   1. ถ้าพบปลาป่วยเป็นโรคระบาดในธรรมชาติในช่วงปลายฤดูฝนต่อกับฤดูหนาว ให้รีบปิดบ่อ หรืองดการเติมน้ำเข้าบ่อโดยทันที

   2. ในระหว่างที่ปิดน้ำ จำเป็นต้องลดปริมาณอาหารที่ให้ปลากิน เพื่อป้องกันน้ำเน่าเสีย

   3. ควบคุมคุณภาพของน้ำในบ่อโดยใช้ปูนขาวในอัตรา 60-100 กก./บ่อ ขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

   4. ในกรณีที่น้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยมีแกสผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้สาดเกลือบริเวณที่มีแกสประมาณ 200-300 กก./บ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

   เมื่อพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว และอุณหภูมิของน้ำสูงขึ้นหรือสิ้นสุดฤดูหนาวแล้ว จึงทำการถ่ายเทน้ำ และเพิ่มปริมาณอาหารของปลาได้ตามปกติ

ข้อปฏิบัติเมื่อปลาในบ่อเลี้ยงป่วยด้วยโรคระบาด

   1. ห้ามทำการเปลี่ยนน้ำหรือถ่ายเทน้ำ ปิดทางเข้า-ออกของน้ำให้สนิท

   2. ช้อนปลาที่ตายหรือป่วยใกล้ตายออกเท่าที่จะทำได้ และทำลายโดยการฝังดินหรือเผาทิ้ง

   3. ให้งดอาหารหรือลดปริมาณอาหารลง

   4. สาดปูนขาวลงในบ่อเลี้ยงในอัตรา 60-100 กก./บ่อขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร และอาจจะต้องสาดปูนขาวซ้ำอีกในอัตราเดียวกันทุก ๆ 3-4 สัปดาห์

   5. ในกรณีที่มีแกสผุดขึ้นมาจากพื้นก้นบ่อให้สาดเกลือ 200-300 กก./บ่อ ขนาด 1 ไร่ ระดับน้ำลึก 1 เมตร

   6. เมื่อพบว่าปลาในธรรมชาติหายป่วยแล้ว จึงทำการเปิดถ่ายน้ำ และให้อาหารตามปกติ


319. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคระบาดคอยเฮอร์ปีสไวรัสในปลาคาร์ฟ

ลักษณะอาการ  ปลาจะมีเมือกมากตามผิวตัว มีรอยตกเลือดกระจายตามลำตัว และด้านท้อง บางครั้งจะพบแผลตื้น ๆ ร่วมด้วย ปลาที่มีอาการติดเชื้อรุนแรง เหงือกบางส่วนจะมีลักษณะกร่อนและซีดขาว ปลามีอาการอ่อนแอว่ายน้ำอยู่ใกล้ผิวน้ำ คล้ายอาการปลาขาดออกซิเจน เนื่องจากเหงือกบางส่วนถูกทำลาย

สาเหตุของการเกิดโรค  ปลาที่ป่วยด้วยโรคเคเอชวีนี้จะตรวจพบเชื้อโรคหลายชนิดเข้ารุมทำอันตรายต่อปลา เช่น โรคปรสิต โรคแบคทีเรียและโรคไวรัส ในปีแรก ๆ ของการเกิดโรคนักวิทยาศาสตร์ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า การตายของปลาอย่างรวดเร็วเกิดจากเชื้ออะไร จึงได้แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากเชื้อไวรัส จนกระทั่งปี พ.ศ. 2543 นักวิทยาศาสตร์ชาวอิสราแอลและชาวสหรัฐอเมริกาได้ร่วมกันศึกษาโรคดังกล่าวจนสามารถเพาะเชื้อไวรัสออกมาได้ และในปี พ.ศ. 2545 ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าไวรัสเคเอชวีของประเทศทั้งสองเป็นเชื้อตัวเดียวกัน

   ในกรณีของโรคเคเอชวีที่เกิดขึ้นกับปลาคาร์ฟและปลาไนของประเทศอินโดนีเซียนั้น นักวิทยาศาสตร์ของอินโดนีเซียได้เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นออกมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2545 ว่าเชื้อไวรัสเคเอชวีมีความคล้ายคลึงกับเชื้อเคเอชวีของสหรัฐอเมริกาและของอิสราแอลมาก

   ข้อมูลจากการทดลองการก่อโรคของเชื้อไวรัสในปลาปกติที่สหรัฐอเมิรกาพบว่าเชื้อไวรัสเคเอชวี สามารถทำให้ปลาคาร์ฟป่วย โดยมีอาการเหมือนกับปลาที่ป่วยโดยธรรมชาติ ดังนั้น จึงมีความเป็นไปได้สูงมากที่โรคระบาดที่เกิดในปลาคาร์ฟและปลาไนของทั้งสามประเทศข้างต้น เกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกันและเกี่ยวข้องกับการตายของปลาด้วย

การแพร่กระจายของโรค  โรคเคเอชวี ขณะนี้พบว่าการแพร่ระบาดอยู่ในประเทศอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอินโดนีเซีย อุณหภูมิระหว่างที่เกิดโรคระบาดอยู่ระหว่าง 17-25 องศาเซลเซียส โรคนี้พบว่าก่อให้เกิดโรคและการตายเฉพาะในปลาคาร์ฟและปลาไนส่วนปลาทองนั้นยังไม่มีรายงานการป่วยด้วยโรคนี้ แต่อย่างไรเชื้อไวรัสเคเอชวี สามารถแพร่ได้โดยการสัมผัสผ่านทางน้ำ ดังนั้นเหงือกปลาน่าจะเป็นอวัยวะที่ไวรัสเข้าเกาะและแพร่เข้าสู่ตัวปลาได้ง่าย

การป้องกัน  เนื่องจากโรคเคเอชวีเป็นโรคระบาดรุนแรงและชนิดใหม่ ซึ่งแพร่ระบาดอยู่ใน 3 ประเทศ และยังไม่เคยปรากฎโรคนี้ในประเทศไทย ดังนั้น จะต้องมีมาตรการควบคุมการนำเข้าที่เข้มงวดและควรหลีกเลี่ยงการนำเข้าปลาคาร์ฟหรือปลาไนจากทั้ง 3 ประเทศ และผู้นำเข้าจะต้องให้ความร่วมมือกับทางกรมประมง โดยนำเข้าปลาสวยงามอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดของกฎหมาย และช่วยกันเฝ้าระวังสุขภาพของปลาคาร์ฟและปลาไน ถ้ามีลักษณะอาการของโรคเคเอชวีให้รับติดต่อสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำโดยทันที


318. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคหูดปลาหรือแสนปม

ลักษณะโรค เป็นโรคที่พบบ่อยมากในปลาน้ำกร่อย เกิดจากเชื้อไวรัสครอบครัวอิริโดไวรัส (Iridovirus) ปลาจะมีตุ่มสีขาวครีมหรือเทาดำคล้ายหูดมีขนาดต่าง ๆ กัน มักพบบริเวณหลังและครีบหลังของปลา ตุ่มเหล่านี้มักอยู่รวมกันเป็นกระจุก เนื่องจากการขยายตัวของเซลล์ที่ติดเชื้อของไวรัสดังกล่าว ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้ ได้แก่ ปลากะพงขาว ปลาตะกรับ ปลากระดี่หม้อ และปลาแป้นน้ำจืด

การป้องกันและรักษา ยังไม่มียาหรือสารเคมีที่ใช้ในการรักษาได้ ในกรณีที่มีอาการป่วยไม่มากสามารถกลับหายเป็นปกติ โดยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น การเลี้ยงปลาไม่หนาแน่น ให้อาหารที่มีคุณภาพ มีการหมุนเวียน และถ่ายเทน้ำในบ่อที่เหมาะสม


317. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

ลักษณะโรค  ปลาที่ติดเชื้อไวรัสนั้นจะมีอาการคล้ายปลาป่วยโดยทั่วไป โดยมีแผลตามผิวตัว บางครั้งลูกตาจะโปนออก ท้องบวมเล็กน้อย และการว่ายน้ำมีอาการหมุนไม่มีทิศทาง บางครั้งปลาที่ป่วยอาจติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มด้วย ทำให้มีอัตราการตายสูงมาก ปลาน้ำจืดที่ตรวจพบ่เชื้อไวรัส ได้แก่ ปลาช่อน ปลาบู่ ปลาแรด ปลาหมอ ปลาหางนกยูง ปลาเสือพ่นน้ำ ปลากะดี่ เป็นต้น ในปลาน้ำกร่อยที่พบได้แก่ ปลากะพงขาว ปลาเก๋า


316. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรควัณโรคปลา

ลักษณะโรค  เป็นโรคที่พบเสมอโดยเฉพาะปลากินเนื้อเป็นอาหาร ทั้งที่เลี้ยงในตุ้กระจกและในบ่อ ได้แก่ปลากัด ปลาปอมปาดัวร์ ปลาคาร์ฟ ปลาทอง  ปลาเทวดา และปลาช่อน ปลาส่วนใหญ่จะไม่แสดงอาการภายนอกให้เห็น แต่ปลาบางชนิดก็จะแสดงอาการต่าง ๆ ดังนี้

   -  ผอม

   -  ไม่กินอาหาร

   -  สีซีดลง หรือเข้มขึ้น

   -  เกล็ดหลุด ผิวหนังเป็นแผล ครีบเปื่อย/ขาด

   -  ตาโปน หรือหลุดออกมา

   -  ตาขุ่น

   -  มีจุดสีขาวตามอวัยวะภายนอก

การป้องกันและรักษา  เนื่องจากโรคดังกล่าวไม่มีการรักษาที่แน่นอน สิ่งที่ควรทำเมื่อเกิดการระบาดของโรค

   1. ควรแยกปลาที่เป็นโรคออก และทำลายให้หมดแล้วฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยงโดยการตากบ่อให้แห้งและใส่ปูนขาวในอัตรา 100 กก./ไร่

   2. หลีกเลี่ยงอาหารมีชีวิต เช่น ลูกน้ำ ลูกไร เนื่องจากเป็นพาหะของโรค

   3.  พยายามหลีกเลี่ยงการเลี้ยงปลาหนาแน่น และรักษาบ่อให้สะอาดอยู่เสมอ

   4. ปลาที่นำมาเลี้งไม่ควรมีประวัติการเกิดวัณโรคปลาโรคนี้อาจทำให้เกิดวัณโรคที่ผิวหนังคนได้ จึงควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสปลาที่เป็นโรคโดยตรง


315. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคโอโอดีเนียม

ลักษณะอาการที่แสดง  ปลาที่เป็นโรคนี้จะว่าน้ำทุรนทุราย บางครั้งพบว่ากระพุ้งแก้มเปิดอ้า มากกว่าปกติอาจมีแผลตกเลือดหรือรอยด่างสีน้ำตาลหรือเหลืองคล้ายสีสนิมตามลำตัว ครีบตกหรือลู่ลงปลาจะทยอยตายติดต่อกันทุกวัน ถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องปลาจะตายหมดบ่อ โรคนี้พบเกิดมากในลูกปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาดุก ทรงเครื่อง กาแดง ช่อน กราย

การป้องกันและรักษา

   1. แช่ปลาที่เป็นโรคนี้ด้วยฟอร์มาลิน จำนวน 30-400 ซีซี/น้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชม. แล้วเปลี่ยนน้ำใหม่ ถ้าปลายังมีอาการไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนน้ำแล้วให้ยา ปลาที่ป่วยควรจะมีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 วันในระหว่างการใช้ยา ถ้ามี ปลาตายควรตักออกจากตู้ให้หมด

   2. ใช้เกลือเม็ดจำนวน 5-10 กก./น้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชม. ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดและขนาดของปลา ถ้าปลาขนาดเล็กควรใช้เกลือน้อยกว่าปลาขนาดใหญ่ (ก่อนใช้โปรดอ่านข้อระวังในการใช้เกลือ)


314. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคเกล็ดตั้ง

ลักษณะโรค มักพบเสมอในปลาสวยงามเป็นต้น โดยมีอาการของโรคพบเกล็ดตั้งเป็นบางส่วนหรือเกล็ดตั้งตลอดทั้งตัวนอกจากนี้ยังพบจุดแดงทั่วตัว โดยเฉพาะบริเวณครีบและลำตัว โรคเกล็ดตั้งที่พบอาจเกิดขึ้นโดยเป็นสืบเนื่องมาจากการเกิดโรคท้องบวมหรืออาจเป็นอาการของโรคโดยเฉพาะที่เกิดการติดเชื้อแบคทีเรีย

การป้องกันและรักษา

   1. แช่ปลาในยาต้านจุลชีพออกซีเททร้าไซคลิน หรือเททร้าไซคลิน ในอัตราส่วน 10-30 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร

   2.ฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยงปลา ควรใช้ปูนขาว 50-60 กิโลกรัม/ไร่โรยทั่วบ่อหลังสูบน้ำ ออกแล้ว และตากบ่อให้แห้งก่อนการเตรียมน้ำเพื่อปล่อยปลาลงเลี้ยงรุ่นใหม่


313. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคท้องบวม

ลักษณะโรค เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียมีอาการบวม 2 ลักษณะ คือ ลักษณะที่มีสาเหตุจากกระเพาะอาหารหรือลำไส้มีก๊าซมาก และส่วนอีกลักษณะคือมีเลือดปนน้ำเหลืองในช่องท้อง ปลาที่มีรายงานว่าเป็นโรคนี้ได้แก่ปลาดุก ปลาบู่ ปลานิลและปลาสวยงามหลายชนิด

การป้องกันและรักษา

   1. แช่ปลาในยาออกซีเททร้าไซคลิน หรือ เททร้าไซคลิน ในอัตราส่วน 10-30 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร

   2. ฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยงโดยใช้ปูนขาวโรยทั่วบ่อหลังจากการสูบน้ำออกแล้วไม่ควรเลี้ยงปลาในปริมาณที่แน่นเกินไป และควรให้อาหารอย่างเหมาะสม


312. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคครีบและหางกร่อน

ลักษณะโรค เป็นโรคที่พบอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปลาขนาดเล็กเกิดจากการติดเชื้อโรคหลายชนิดทั้งปรสิตและแบคทีเรีย ปลาป่วยระยะจะเกิดการกร่อนที่ปลายครีบก่อนและค่อย ๆ ลามเข้าไปจนครีบมีขนาดที่จนบางครั้งกร่อนเกือบหมดปลาที่พบเป็นโรคนี้ได้แก่ ปลาดุก ปลากะพงขาว ปลาทอง เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   1. ใช้ยาต้านจุลชีพชนิดซัลฟาไตรเมทพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 2-3 วัน

   2. ฆ่าเชื้อในบ่อเลี้ยง อาจใช้ปูนขาว 50-60 กิโลกรัม/ไร่


311. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคแผลตามลำตัว

ลักษณะโรค โรคแผลตามลำตัวนี้เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำลายเม็ดเลือดแดง อาการในระยะเริ่มแรกของโรคนี้ปลาที่มีเกล็ด เกล็ดจะหลุดออก ส่วนบริเวณรอบ ๆ เกล็ดที่หลุดนั้นเกล็ดจะตั้งขึ้น ถ้าเป็นปลาไม่มีเกล็ด บริเวณที่ติดเชื้อจะบวมแดงต่อผิวหนังจะเริ่มเปื่อยเป็นแผลลึกลงไปจนเห็นกล้ามเนื้อโดยแผลที่เกิดจะกระจายทั่วตัวและเป็นสาเหตุให้ปลาติดเชื้อราต่อไปได้ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้ได้แก่ ปลาดุก ปลาบู่ ปลาช่อน ปลาแฟนซีคาร์ฟ เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   1. ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดซัลฟาไตรเมทโทรพริม ในอัตราส่วน 1-2 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่ปลานาน 2-3 วัน

   2. ใช้ยาต้านจุลชีพ ชนิดออกซีเตตร้าไซคลิน ในอัตราส่วน 10-30 มิลลิกรัม/น้ำ 1 ลิตร แช่นาน 1-2 วัน ติดต่อกัน 3-4 ครั้ง

   3. ถ้าปลาที่เลี้ยงในบ่อเริ่มมีโรคอาจผสมยาต้านจุลชีพชนิดดังกล่าวข้างต้นกับอาหารในอัตราส่วน 60-70 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม หรือ 2-3 กรัม ต่ออาหาร 1 กิดลกรัม ให้กิน นาน 3-5 วัน

   4. การฆ้าชื้อในบ่อเลี้ยง อาจทำได้โดยใช้ปูนขาวในอัตรา 50-60 กิโลกรัม/ไร่


310. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคที่เกิดจากเชื่อแบคทีเรีย โรคตัวด่าง

ลักษณะโรค ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีแผลด่างขาวตามลำตัว โรคนี้มักเกิดกับปลาหลังจาการย่ายบ่อ การลำเอียงหรือการขนส่งเพื่อนำไปเลี้ยง หรือในช่วงที่อุณหภูมิอากาศมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันมาก ปลาที่ติดโรคดังกล่าวจะตายจำนวนมากอย่างรวดเร็วภายใน 24 ชั่วโมง ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้อยู่เสมอคือ ปลากะพงขาว ปลาดุก ปลาช่อน ปลาบู่ และปลาสวยงาม

การป้องกันและรักษา วิธีที่ดีที่สุดคือการปรับปรุงสภาพภายในบ่อให้เหมาะสม เช่น การเพิ่มออกซิเจน และการลดอินทรียสารในน้ำให้น้อยลง

   1. ในขณะลำเลียง ควรใส่เกลือทะเลเม็ดในน้ำที่ใช้สำรหับลำเลียงปลาประมาณ 1 ช้อนชา/น้ำ 1 ลิตร

   2. ก่อนใส่ปลาลงถุงบรจุควรปรับอุณหภูมิน้ำในภาชนะบรรจุให้ใกล้เคียงกัน

   3. ใช้ด่างทับทิม 1-3 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

   4. ใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 40-50 ซีซี /น้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง


309. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคพยาธตัวกลม

ลักษณะโรค โรคนี้มักพบกับปลาที่อยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติหรือปลาที่เลี้ยงในกระชังไม่ค่อยเป็นปัญหาสำหรับปลาที่เลี้ยงในบ่อหรือตู้กระจก ตัวเต็มวัยของพยาธิชนิดนี้มักพบในทางเดนอาหารและหลังลูกตา ตัวอ่อนจะพบได้ในกล้าเนื้อลำตัวและอวยัวะภายในต่าง ๆ ไม่ทำให้เกิดอันตรายกับปลามากนัก ถ้าพบพยาธิชนิดนี้บริเวณหลังลูกตาจะทำให้ปลามีอาการตาโปน หรือตาขุ่นขาว พยาธิตัวกลมนี้มีขนาดใหญ่มองเห็นได้ชัด ด้วยตาเปล่า มีลำตัวยาวเป็นแท่งทรงกระบอกสีขาวขุ่น สีครีม หรือสีแดง

กาป้องกันและรักษา  ยังไม่มีวิธีการรักษาที่เหมาะสม


308. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคพยาธิหัวหนาม

ลักษณะโรค โรคนี้เกิดจากพยาธิที่มีลักษณะพิเศษ คือ มีลำตัวกลมรูปทรงกระบอกส่วนหัวมีขอหนาม และสมารถยืดหดได้ มีสีขาวขุ่น หรือเหลืองอมส้ม ตัวแก่พบอยู่ในลำไส้ ตัวอ่อน พบแทรกอยู่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะภายใน ถ้าพบในปลาที่มีขนาดใหญ่จะไม่ทำอันตรายต่อปลามากนัก แต่ถ้าหากปลาขนาดเล็กที่เป็นโรคนี้ และพยาธิหัวหนามจำนวนมาก (4-10 ตัว )ในลำไส้จะทำให้เกิดการอุดตันของทางเดินอาหาร และพยาธิจะแย่งอาหารจากลูกปลาที่ตายได้ มักพบในลูกปลาช่อนที่นำมาอนุบาลให้มีขนาดใหญ่ก่อนนำไปเลี้ยงต่อให้เป็นปลาขนาดตลาด ปลาที่พบว่ามีพยาธิชนิดนี้อาศัยอยู่มากได้แก่ ปลาช่อน ปลากระสูบ ปลาตะเพียน เป็นต้น

การป้องกันและรักษา  การป้องกันและรักษาปลาที่รวบรวมได้จากธรรมชาติทำได้ยาก อีกทั้งการจำกัดไรน้ำซึ่งเป็นท่อที่อาศัยของตัวอ่อนปรสิตชนิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย จึงไม่มีวิธีการกำจัดที่ได้ผล


307. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคพยาธิใบไม้

ลักษณะโรค พยาธิใบไม้ที่ทำให้เกิดโรคปลานั้น พบทั้งขณะที่เป็นตัวเต็มวัยและตัวอ่อน ตัวเต็มวัยของพยาธิใบไม้จะพบได้ในทางเดินอาหาร ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อปลาต่างกับตัวอ่อนซึ่งพบฝังตัวอยู่บริเวณเหงือก ช่องท้อง และอวัยวะภายในต่าง ๆ เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายกับเนื้อเยื่อเหล่านั้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในลูกปลาที่เป็นโรคนี้จะมีอาการกระพุ้งแก้มเปิดอ้าอยู่ตลอดเวลา ว่ายน้ำทุรยทุราย ลอยตัวที่ผิวน้ำ ผอม เหงือกได้ และปลาจะทยอยตามเรื่อย ๆ ปลาหลายชนิดในแหล่งน้ำธรรมชาติอาจพบพยาธิใบไม้เต็มวัยในลำไส้ ส่วนตัวอ่อนของพยิใบไม้พบมากในปลาจีน ปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย และปลาสวยงามอีกหลายชนิดที่เลี้ยงในบ่อดินที่มีการใส่ปุ๋ยคอกเพื่อทำให้น้ำเขียว

การป้องกันและรักษา

   1. ควรหลีกเลี่ยงการใช้ปุ๋ยคอก เพราะอาจจะมีไข่ของพยาธิใบไม้ติดมา ถ้าหากจำเป็นต้องใช้ปุ๋ยคอก ควรตากแห้งเป็นอย่างดีก่อน

   2. ตัดวงจรชีวิตของพยาธิชนิดนี้ เช่น การกำจัดหอยออกจากบ่อให้หมด โดยการตากบ่อให้แห้งและโรยปูนขาวให้ทั่วในอัตรา 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ หลังจากจับปลาขึ้นขายแล้วทุกครั้ง

   3. ยังไม่มีวิธีรักษาหรือกำจัดตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ที่อาศัยอยู่ในตัวปลา


306. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคหมัดปลา

ลักษณะโรค ปลาที่มีหมัดปลาเข้าอาศัยอยู่จะมีอาการว่ายน้ำทุรนทุราย และพยายามเสียดสีลำตัวกับข้างบ่อ กระโดดขึ้นลงจากผิวน้ำ กล้ามเนื้อนิ่มเหลว ถ้าสังเกตจะเห็นหมัดปลาที่ลำตัวยาวรีเป็นปล้อง ๆ สีแดงเกือบดำเกาะอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของตัวปลาพยาธิชนิดนี้จะไม่เกาะอยู่บนตัวปลาแบบถาวร มันจะดูดเลือดปลากินเป็นอาหารแล้วทิ้งตัวลงไปอยู่ที่พื้นก้นบ่อ เมื่ออาหารย่อยหมดแล้วก็จะกลับมาเกาะตัวปลาใหม่ ปลาขนาด 2-3 เซนติเมตร ถ้ามีหมัดปลาเข้าเกาะ 3-4 ตัวก็จะทำให้ปลาตายได้ภายในเวลา 3-4 ชั่วโมง ปลาที่ตายจะมีเหงือกสีซีดมาก ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้ เป็นปลาที่เลี้ยงในกระชัง ได้แก่ปลาสวย ปลาบึก ปลานิล เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   1. ถ้าเป็นปลาที่เลี้ยงในกระชังทำการรักษาได้ยาก ควรนำปลาขึ้นมาพักในบ่อดินแล้วรักษาตามข้อ 2

   2. ถ้าปลาในบ่อเลี้ยงเป็นโรคหมัดปลา ใช้ไตรคลอร์ฟอนในอัตรา 0.25-0.5 กรัม ต่อ แช่ไตรคลอร์ฟอนครั้งต่อไป


305. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคหนอนสมอ

ลักษณะโรค หนอนสมอป็นปรสิตภายนอกที่พบเสมอในปลาน้ำจืด หนอนสมอตัวเมียเท่านั้นที่พบเกาะอยู่ตามผิวหนังของปลา โดยเฉพาะบริเวณโคนครีบ ที่ส่วนหัว มีอวัยวะรูปร่างคล้ายสมอเรือแทงทะลุลงไปใต้ผิวหนังถึงชั้นกล้ามเนื้อสำหรับยึดเกาะกับตัวปลาทำให้เห็นเฉพาะส่วนลำตัวที่มีลักษณะคล้ายหนอนซึ่งตอนปลายมีถุงไข่อยู่ 1 คู่ โผล่ออกมาจากผิวหนังของปลา บริเวณที่พยาธิชนิดนี้อาศัยอยู่จะเกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ได้เนื่องจากการเข้าทำลายของเชื้อแบคทีเรีย ปลาที่มีหนอนสมกเกาะอยู่มักมีแผลตกเลือดตามตัว มีอาการระคายเคือง และผอมจนผิดปกติ ถ้าเกิดโรคนี้ในปลาขนาเล็กอาจทำให้ปลาตายได้ ปลาที่เป็นโรคเนื่องจากหนอนสมอจะว่ายน้ำผิดปกติ กระโดดขึ้นลงบริเวณผิวน้ำและเอาลำตัวสีข้างบ่อ ปลาที่เป็นโรคนี้มีหลายชนิดได้แก่ ปลาแรด ปลากะพงขาว ปลาบู่ ปลาตะเพียรขาว ปลาแฟนซีคาร์พ ปลาซ่ง ปลาทอง และปลามิดไนท์ เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   1. ควรย้ายปลาที่มีหนอนสมอเกาะอยู่ไปไว้ในถังอื่นประมาณ 3-4 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ตัวอ่อนของหนอนสอมทีเพิ่งออกเป็นตัวเข้าอยู่อาศัยในปลาตัวอื่น ก็จะทำให้มันตายไปเองได้

   2. แช่ปลาททีมีพยาธินี้ในสารละลายไตรคลอร์ฟอน ในอัตรา 0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นานประมาณ 24 ชั่วโมง

   3. การกำจัดหนอนสมอในบ่อททีไม่มีปลาอยู่แล้ว สามารถกำจัดให้หมดไปได้โดยการละลายไตรคลอร์ฟอน 2 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แล้วสาดลงไปในบ่อให้ทั่ว ทิ้งไว้ 1-2 สัปดาห์ แล้วจึงนำปลากลับมาเลี้ยงตามเดิมได้


304. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคเห็บปลา

ลักษณะโรค เห็บปลาเป็นปรสิตภายนอก รูปร่างค่อนข้างกลมมีสีขาวปนน้ำตาล ขนาดประมาณ 5-10 มิลลิเมตร จึงมองเห็นได้โดยใช้ตาเปล่า เกาะอยู่ตามลำตัว หัว และครีบ พบมากในปลาที่มีเกล็ด เช่น ปลาช่อน ปลาแรด ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน เป็นต้น สำหรับปลาที่เป็นโรคนี้จะว่ายน้ำทุรนทุราย และพยายามถูกตัวเองกับบางบ่อหรือตู้เพื่อให้พยาธิหลุด ทำให้เกิดแผลเลือกออกตามลำตัว

การป้องกันและรักษา

   1. แช่ปลาที่มีพยาธิในสารละลายยาไตรคลอร์ฟอน (Trichorfon) ในอัตราส่วน 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง

   2. แช่ปลาในสารละลายด่างทับทิมในอัตราส่วน 1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นานประมาณ 15-30 นาที แล้วจึงจะย้ายปลาไปใส่ในน้ำสะอาด

   3. กำจัดเห็บปลาออโดยการจับออกด้วยปากคีบ หากพยาธิชนิดนี้เกาะแน่นเกินไป ใฟ้หยดน้ำเกลือหรือด่างทับทิมเข้มข้นประมาณ 1-2 หยด ลงบนพยาธิ แล้วจึงใช้ปากคีบดึงออก พยาธิจะหลุดออกโดยง่าย

   4. กำจัดเห็บปลาที่เกิดขึ้นในบ่อ ทำโดยการตากบ่อให้แห้งแล้วโรยปูนขาวในอัตราส่วน 30-50 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ทั่วบ่อ


303. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคพยาธิปลิงใส

ลักษณะโรค ปลาที่มีพยาธิปลิงใสเกาะ จะมีอาการว่ายน้ำทุรนทุราย ลอยตัวตามผิวน้ำ ผอม กระพุ้งแก้วเปิดปิดเร็วกว่าปกติ อาจมีแผลขนาดเล็กเท่าปลายเข็มหมุดกระจายอยู่ทั่วลำตัว ภ้าเป็นการติดโรคในขั้นรุนแรง อาจมองเห็นเหมือนกับว่า ปลามีขนสีขาวสั้น ๆ อยู่ตามลำตัว ซึ่งจะทำให้ปลาตายได้ โรคนี้พบได้ในปลาเกือบทุกชนิดโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ลูกปลาดุกที่เริ่มปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินใหม่ ๆ ควรระวังโรคนี้ด้วย ถ้าพบว่าเป็นโรคมนระยะแรก ๆ ก็สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก

การป้องกันและรักษา

   1. ใช้ฟอร์มาลิน 25-40 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

   2. ใช้ไตรคลอร์ฟอน 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง


302. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคเชื้อรา

ลักษณะโรค โดยทั่วไปโรคที่เกิดจากเชื้อรามักจะเกิดร่วมกับโรคอื่นๆ หลังจากที่ปลาเกิดเป็นแผลแบบเรื้อรังแล้ว มักพบเชื้อราเข้ามาร่วมทำให้แผลลุกลามไป โดยบริเวณแผลที่ติดเชื้อราจะมีลักษณะเป็นปุยขาว ๆ ปนเทา คล้ายสีดำปกคลุมอยู่ ในการเพาะปลาถ้ามีไข่เสียมากจะพบเชื้อราเข้าเกาะไข่ที่เสีย และลุกลามไปทำลายไข่ดีต่อไปหากไม่ได้ทำการรักษาอย่างทันที

การป้องกันและรักษา

   1. สำหรับปลาป่วยในโรงเพาะฟักใช้มาลาไคต์กรีน จำนวน 0.1-0.15 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

   2. กรณีของปลาที่เลี้ยงในบ่อดินป่วยเป็นโรคเชื้อรามักจะพบว่ามีสาเหตุมาจากคุณภาพของน้ำในบ่อไม่ดี ให้ปรับคุณภาพน้ำด้วยปูนขาวในอัตรา 60 กิโลกรัมต่อไร่


301. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคจากปรสิตกลุ่มไมโครสปอร์ (Microsporidia)

ลักษณะโรค โรคที่พบบ่อย เช่น โรคหูดเม็ดข้าวสาร ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีตุ่มสีขาวขุ่นอยู่ลำตัว ลักษณะคล้ายเม็ดข้าวสาร มักพบในกรณีที่มีการปล่อยลงเลี้ยงอย่างหนาแน่น และการถ่ายเทน้ำไม่สะดวก ปลาจะมีรูปร่างผอม ไม่กินอาหาร และทยอยตาย ชนิดของปลาที่มีรายงานว่าเป็นโรคนี้ ได้แก่ ปลาดุก ปลาสวาย เป็นต้น

   เนื่องจากปรสิตกลุ่มไมโครสปอร์จะแพร่กระจานอยู่ภายในกล้ามเนื้อ ระบบทางเดนอาหาร ระบบขับถ่าย การรักษาจึงทำได้ยาก การป้องกันและควบคุมโรคเป็นแนวทางหนึ่งทีจะช่วยลดการแพร่ระบาดของโรคได้ และปลาบางส่วนอาจจะหายจากโรคนี้ได้เอง

การป้องกันและควบคุม

   1. อย่าปล่อยปลาแน่นเกินไป

   2. ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสมตลอดการเลี้ยง

   3. ถ้าพบปลาเป็นโรคควรเผาหรือฝังเสีย


300. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคจากปรสิตกลุมมิกโชสเปอร์ (Myxosporidia)

ลักษณะโรค โรคนี้ทำให้ปลาเป็นแผลช้ำบริเวณลำตัว หรือมีตุ่มสำขาวขุ่นอมเหลืองอ่อนคล้ายเม็ดสาคูเล็กๆ อยู่บริเวณกล้ามเนื้อลำตัว เหงือก และอวัยวะภายในถ้ามีการติดโรคระยะไม่รุนแรงมากจะไม่ทำให้ปลาตาย แต่ถ้ามีการติดโรคนี้ที่เหงือกเป็นจำนวนมาก จะทำให้ปลาหายใจไม่สะดวกและตายได้ โดยเฉพาะกับปลาขนาดเล็กปลาที่มีรายงานว่าเป็นโรคนี้ได้แก่ ปลาบู่ ปลากระดี่ ปลาหมอไทย ปลาหมอตาล ปลากะพงขาว ปลาสวาย เป็นต้น

การป้องกันและควบคุม เนื่องจากมิกโชสเปอร์เป็นปรสิตชนิดที่ฝังตัวเข้าไปอยู่ใต้ผิวหนัง ดังนั้นจึงไม่สามารถใช้สารเคมีกำจัดได้ สำหรับสเปอร์ที่หลุดออกจากเกราะแล้วอาจจะกำจัดได้โดยใช้สารเคมีชนิดเดียวกับที่ใช้ในการรักษาโรคจุดขาว ส่วนบ่อหรือตู้กระจกหลังจากจับปลาขึ้นหมดแล้ว ควรแช่บ่อด้วยแคลเซี่ยมไฮโปคลอไรด์ ( Calcium hypochloride , CA (OCI)2 เข้มข้น แล้วทิ้งไว้ประมาณ 1 วัน จึงถ่ายน้ำออก ตากบ่อ หรือตู้กระจกให้แห้ง จะช่วยกำจัดปรสิตที่หลงเหลืออยู่ได้ทั้งหมด


299. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคขี้ขาว โรคพุ่มพวง (ตกหมอก)

ลักษณะโรค โรคทั้ง 2 ชนิดนี้เรียกชื่อตามลักษณะอาการภายนอกของปลาที่สังเกตเห็นได้ พบมากในปลาปอมปาดัวร์ โดยปลาป่วยเป็นโรคขี้ขาวนั้นจะมีอุจจาระเป็นสีขาว หรือสีเทาเป็นเส้นยาว ไม่กินอาหารซูบผอม ส่วนปลาที่ป่วยเป็นโรคพุ่มพวงหรือตกหมอก จะมีเมือกปกคลุมตามลำตัวมาก มองดูแล้วคล้ายหมอกสีขาวปกคลุมอยู่ทั้งลำตัว ในขณะที่ผิวลำตัวมีเส้นเข้มขึ้น จากนั้นปลาจะรวมกลุ่มกันตามพื้นตุ้ ไม่กินอาหาร ซูบผอม โรคทั้ง 2 ชนิดนี้จะทำให้ปลาทยอยตายจนหมดทั้งบ่อ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากปรสิตเซลล์เดียวที่พบนะรบบทางเดินอาหาร เช่น เฮกซะมีต้า (Hexamita sp.) สไปโรนิวเครียส (Sprionucleus sp.) ซึ่งทั้ง 2 ชนิด เป็นโปรโตชัวที่มีขนาดเล็กมาก รูปร่างคล้ายลูกแพร์มีแส้ (หนวด) จำนวน 8 เส้น เป็นแส้ที่อยู่ทางด้านหน้า 3 คู่ และมีแส้เส้นยาว 1 คู่ ยื่นไปทางด้านท้ายเซลล์ นอกจากนี้อาจเกิดจากปลาได้รับอาหารที่มีคุณภาพไม่ดี

การป้องรักษา

   1. ควรฆ่าเชื้อโรคที่ปนเปื้อนในอาหารสดที่นำมาเลี้ยงปลา โดยล้างน้ำสะอาดหลายๆครัอง แล้วนำมาแช่ด่างทับทิมเข้มข้น 0.05-1.0 % นานประมาณ 10 นาที แล้วล้างน้ำสะอาดอีกครั้งก่อนที่จะนำไปเลี้ยงปลา

   2. ในปลาที่เริ่มมีอาการใหม่ๆ ให้ใช้ยาถ่ายพยาธิชนิดเมโทรนิดาโซล (Metromidazole) ขนาด 250 มิลลิกรัม จำนวน 10-15 เม็ด ผสมในอาหาร 1 กิโลกรัมให้กินติดต่อกัน 3 วัน หรือ

   3. แช่ปลาที่เริ่มป่วยในสารละลายจุนสี (คอปเปอร์ซัลเฟต) 1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนน้ำ ทำติดต่อกัน 2-3 วัน

4. ในขณะที่รักษาปลา ให้ควบคุมคุณสมบัติน้ำให้เหมาะสม เช่น เพิ่มอุณหภูมิน้ำเป็น 23-3 องศาเซลเซียส


298. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคตัวเปื่อย

ลักษณะโรค ปลาที่เป็นโรคจะมีผิวตัวเป็นรอยด่างขาว ตกเลือด เกล็ดพอง เกล็ดหลุด จนกระทั่งเป็นแผลเปื่อย บางตัวเกิดแผลลึกจนถึงกล้ามเนื้อ ลำตัว ลักษณะอาการต่างๆ นี้เกิดขึ้นได้ทั้งลำตัว และถ้าอาการของโรครุนแรงมากอาจทำให้ปลาตายได้ในระยะเวลาสั้น โรคนี้เกิดขึ้นได้ในปลาสวยงามหลายชนิด โดยเฉพาะปลาหางนกยูงพบได้ในปลาหลายขนาด มีสาเหตุจากปรสิตเซลล์เดียวชนิดเททราไฮมีนา (Terahymena sp.) เป็นโปรโตชัวเซลล์เดียว ขนาดเล็กรูปไข่ มีขนเล็กๆ (cilia) รอบตัวใช้ในการเคลื่อนที่ซางลักษณะคล้ายลูกรักบี้หมุนเป็นเกลียว และใช้ในการยึดเกาะผิวหนังเหงือก จนทำให้ปลาเกิดการระคายเคืองเป็นแผล นอกจากนี้พบว่าขณะที่โปรโตชัวชนิดนี้ชอนไชปลาโดยใช้ cilia นี้จะผลิตน้ำย่อยโปรตีน (Protease ) ออกมาทำลายเนื้อเยื่อปลาและเคลื่อนที่ไปยังอวัยวะภายในต่างๆ ได้ เททราไฮมีนามีร่องปากที่มีลักษณะเฉพาะตัว สามารถเพิ่มจำนวนได้รวดเร็วด้วยการแบ่งตัว โดยเฉพาะเมื่อมีเศษอาหาร หรือ ซากปลาตายที่พื้นบ่อหรือตู้กระจก

การป้องกันและรักษา

   1. การจัดการระบบการเลี้ยงที่ดีและเหมาะสมจะช่วยป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

   2. เมื่อตรวจพบเททราไฮมีนาในน้ำหรือตัวปลาที่เริ่มป่วย ให้ใช้ฟอร์มาลิน 25-30 ต่อน้ำ 1,000 ลิตร พร้อมทั้งให้ออกซิเจน ตลอดเวลานาน 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนถ่ายน้ำ ทำซ้ำติดต่อกันอย่างน้อย 3 วัน

3. กรณีที่ปลาเป็นโรคจากเททราไฮมีนาขั้นรุนแรง ยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผล ควรทำลายปลาป่วยทั้งหมดโดยการฆ่าหรือฝัง และเว้นระยะการเลี้ยงเพื่อป้องกันการแพร่กระจายของโรคไปยังปลาและแหล่งเลี้ยงอื่นๆ


297. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคเมือกขุ่น

ลักษณะโรค อาการของโรคนี้คือปลาจะมีเมือกสีขาวปกคลุมลำตัวเป็นหย่อมๆ หรือขับเมือกออกมาจนกระทั่งได้กลิ่นคาว ครีบหุบ ว่ายน้ำกระเสือกกระสน บางครั้งจะลอยอยู่ตามผิวน้ำ สาเหตุของโรคนี้เกิดจากปรสิตเซลล์เดียว เช่น คอสเตีย (Costia sp.) ชิโลโดเนลล่า (Chilodonella sp.) ไซฟิเดีย (Scyphidia sp.) และโบโดโมแนส (Bodomonas sp.) ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้มีหลายชนิด ได้แก่ ปลาเงินปลาทอง ปลาดุก ปลาช่อน ปลาตะกรับ เป็นต้น

การป้องกันรักษา

   1. ฟอร์มาลิน 25-40 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชั่วโมง

   2. ด่างทับทิม 1-3 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

   3. เกลือเม็ด 1-5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่น้ำ 48 ชั่วโมง


296. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคตกเลือดตามซอกเกล็ด

ลักษณะโรค อาการของโรคนี้คือ ปลาจะมีแผลเปิดสีแดงเป็นจ้ำๆ ตาทมลำตัว โดยเฉพาะที่ครีบและซอกเกล็ด มักพบในปลามีเกล็ดเป็นส่วนใหญ่ ถ้าเป็นแผลเรื้อรังอาจมีอาการเกล็ดหลุดบริเวณรอบๆ แผลและด้านบนของแผลจะมีส่วนคล้ายสำลีสีน้ำตาลปนเหลืองติดอยู่โรคนี้เกิดจากปรสิตชื่อ อิพิสไทลิส (Epistylis sp.) ซึ่งเป็นปรสิตเซลล์เดียวที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มหรือกระจุก พบมากในปลาแฟนซีคาร์พ ปลาแรด และปลาช่อน เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   1. ใช้เกลื่อเม็ด จำนวน 1.5 กิโลกรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชั่วโมง

   2. ใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 25-40 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 48 ชั่วโมง หลังจากแช่ยาแล้วถ้าปลายังมีอาการไม่ดีขึ้น ควรเปลี่ยนน้ำแล้ว พักไว้ 1 วันก่อน จากนั้นใส่ยาซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ารักษาถูกโรค ปลาควรจะมีอาการดีขึ้นภายใน 2-3 วัน หลังจากการรักษา


295. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคเห็บระฆัง

ลักษณะโรค โรคนี้จะทำให้ปลาเกิดอาการระเคือง เนื่องจากพยาธิในกลุ่ม Trchodinids ซึ่งเป็นปรสิตเซลล์เดียวรูปร่างกลมๆ มีแผ่นขอหนามอยู่กลางเซลล์เข้าไปเกาะอยู่ตามลำตัวและเหงือกปลา มีการเคลื่อนที่ไปมาจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอยู่ตลอดเวลาทำให้เกิดเป็นแผลขนาดเล็กตามผิวตัวเหงือก มักพบในลูกปลาถ้าพบเป็นจำนวนมากทำให้ปลาตายได้หมดบ่อหรือหมดตู้ ปลาที่พบว่าเป็นโรคนี้มีหลายชนิด เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลากะพง ปลานิล ปลาไน ปลาตะเพียน ปลาทรงเครื่อง ปลาสวาย และปลาสวยงามหลายชนิด เป็นต้น ควรรีบรักษาตั้งแต่ปลาเริ่มเป็นโรคในระยะแรกๆ จะได้ผลดีกว่าเมื่อปลาติดฌรคแบบเรื้อรังแล้ว

การป้องกันและรักษา การป้องกันจะดีกว่ารักษา เพราะปรสิตชนิดนี้แพร่ได้รวดเร็ว และทำให้ปลาวัยอ่อนตายได้ในระยะอันสั้น การป้องกันทำให้โดยการตรวจปลาก่อนที่จะนำมาเลี้ยงว่ามีปรสิตนี้ติดมาด้วยหรือไม่ ระวังการติดต่อระหว่างบ่อผ่านทางอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกัน ควรขังปลาไว้ประมาณ 2-3 วัน เมื่อตรวจจนแน่ใจว่าไม่มีโรคแล้วจึงค่อยปล่อยลงเลี้ยง แต่ถ้ามีปรสิตเกิดขึ้นกำจัดได้โดยการใช้ยาหรือสารเคมี คือ ฟอร์มาลิน 25-30 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง


294. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคสนิมเหล็ก

ลักษณะโรค  ปลาที่เป็นโรคนี้จะว่ายน้ำทุรนทุรายบางครั้งพบว่ากระพุ้งแก้มเปิดอ้ามากกว่าปกติ อาจมีแผลตกเลือดหรือรอยด่างสีน้ำตาลหรือเหลืองคล้ายสีสนิมตามลำตัว ครีบหางตก หรือลู่ลง ปลาจะทยอยตายติดต่อกันทุกวัน ปรสิตที่ทำให้เกิดโรคนี้ในปลาน้ำจืดมีชื่อว่า โอโอดีเนียม (Oodinium sp.) แต่ถ้าทำให้เกิดโรนี้ในปลาน้ำกร่อยหรือปลาทะเลมีชื่อว่า อะมิโลโอดิเนียม (Amyloodinium sp.) ปรสิตพวกนี้เป็นปรสิตเซลล์เดียวชนิดที่มีรูปร่างกลมรี สีเหลืองปนน้ำตาล หรือเหลืองปนเขียวแบบสะท้อนแสงภายในเซลล์มีองค์ประกอบที่คล้ายสบู่อยู่เป็นจำนวนมาก สามารถเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็วโดยการแบ่งเซลล์ ถ้าปลาไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ปลาจะตายหมดบ่อ โรคนี้พบมากในลูกปลาขนาดเล็ก เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลากรายและปลาสวยงาม เป็นต้น

การป้องกันและรักษา 

   1. แช่ปลาที่เป็นโรคนี้ฟอร์มาลิน 30-40 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนน้ำใหม่ ถ้าปลายยังมีอาการไม่ดีขึ้นควรเปลี่ยนน้ำแล้วให้ยาว้ำอีก ปลาที่ป่วยควรจะมีอาการดีขึ้นภายใน 3-4 วัน ในระหว่างการใช้ยาถ้ามีปลาตายควรตักออกจากตู้ให้หมด  

   2. ใช้เกลือเม็ดปริมาณ 1-5 กิโลกรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดและขนาดของปลา ถ้าปลาขนาดเล็กควรใช้เกลือน้อยกว่าปลาขนาดใหญ่ (ก่อนใช้โปรดอ่านข้อควรระวังในการใช้เกลือ)  

   3. นำเกลือเม็ดตามปริมาณที่คำนวณว่าจะใช้แช่ลงในสารละลายจุนสี (CuSO4) ที่มีความเข้นข้น 1 พีพีเอ็ม (1 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร) แล้วนำเกลือนั้นไปใส่ในตู้ปลาแช่ไว้นาน 24 ชั่วโมง จึงเปลี่ยนน้ำ ให้สังเกตอาการปลาถ้าไม่ดีขึ้นทำซ้ำอีก 2-3 ครั้ง


293. โรคที่มักเกิดกับสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ - โรคที่เกิดจากปรสิตโรคจุดขาว

ลักษณะโรค ปลาที่เป็นโรคนี้จะมีจุดสีขาวขุ่น ขนาดเท่าปลายเข็มหมุดเล็กๆ กระจายอยู่ทั่วลำตัวและครีบ ปรสิตที่ทำให้เกิดโรคนี้ในปลาน้ำจืดชื่อว่า อิ๊กทีอ๊อฟทีเรียส มัลติฟิลิส (icthyopthirius multifiliis) หรือเรียกสั้นๆ ว่า อิ๊ก แต่ถ้าทำให้เกิดโรคปลาน้ำกร่อยมีชื่อว่า คริปโตคาริออน อิริเทนส์ (Cryptocaryon irritans) ซึ่งเป็นโปรโตชัวชนิดที่กินเซลล์ผิวหนังเป็นอาหาร สามารถสังเกตโปรโตชัวชนิดนี้ได้ง่ายๆ คือ มีนิวเครียสเป็นรูปเกือกม้าขนาดใหญ่ เมื่อปรสิตชนิดนี้โตเต็มที่จะออกจากตัวปลาจมตัวลงสู่ก้นบ่อปลา และสร้างเกราะหุ้มตัว ต่อจากนั้นจำมีการแบ่งเซลล์เป็นตัวอ่อนจำนวนมากภายในเกราะนั้น เมื่อสภาวะแวดล้อมภายนอกเหมาะสม เกราะหุ้มตัวจะแตกออกและตัวอ่อนของพยาธิจะว่ายน้ำเข้าเกาะเหมาะสม เกราะหุ้มตัวจะแตกออกและตัวอ่อนของพยาธิจะว่ายน้ำเข้าเกาะตามผิวหนังของปลาต่อไป พบโรคนี้ในปลาหลายชนิด เช่น ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลาหมู ปลาทรงเครื่อง เป็นต้น

การป้องกันและรักษา

   การกำจัดปรสิตที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังยังไม่มีวิธีได้ผลเต็มที่ แต่สามารถทำลายตัวออ่อนในน้ำหรือทำลายตัวแก่ขณะว่ายน้ำอิสระได้ โดยการเลือกใช้สารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

การป้องกันและรักษา

   การกำจัดปรสิตที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังยังไม่มีวิธีที่ได้ผลเต็มที่ แต่สามารถทำลายตัวอ่อนในน้ำหรือทำลายตัวแก่ขณะว่ายน้ำอิสระได้ โดยการเลือกใช้สารเคมีอย่างใดอย่างหนึ่งต่อไปนี้

   1. ฟอร์มาลิน 25-50 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง

   2. มาลาไคต์กรีน 1.0-1.25 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ไว้นาน 20 นาที สำหรับปลาขนาดใหญ่หรือ 0.15 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง

   3. เมทิลีนบูล 1-2 กรัม ต่อ น้ำ 1,000 ลิตร แช่ติดต่อกัน 7 วัน

   4. มาลาไคต์กรีน และฟอร์มาลิน ในอัตราส่วน 0.15 กรัม และ 25 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000ลิตร นาน 24 ชั่วโมง ควรเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวัน และแช่ยาวันเว้นวัน จนกระทั่งปลามีอาการดีขึ้น วิธีนี้จะให้ผลดีมากโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณภูมประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส

   อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรสิตชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ดังนั้นวิธีการป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดเพื่อให้ปลาที่นำมาเลี้ยงปราศจากการปนเปื้อนปรสิต โดยดำเนินการดังนี้

   1. ก่อนที่จะนำปลามาเลี้ยงควรนำมาขังไว้ในที่กักก่อนประมาณ 7-10 วัน เพื่อตรวจดูว่ามรปรสิตติดมาหรือไม่ เมื่อแน่ใจว่าปลาไม่เป็นโรคแล้วจึงนำไปเลี้ยงต่อ

   2. เมื่อปลาเป็นโรคควรย้ายปลาออกจากตู้ แล้วนำไปรักษาที่อื่น แล้วให้ฆ่าปรสิตในตู้หรือบ่อเลี้ยงเดิม โดยใช้ใส่ฟอร์มาลิน 100-150 ซีซี. ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ทิ้งไว้ 10-12 ชั่วโมงเพื่อกำจัดปรสิตให้หมด แล้วจึงถ่ายน้ำทิ้งไป ทำซ้ำ 2-3 ครั้ง


292. ปัญหาเรื่อง ไวรัส HPV และ IHHNV ในกุ้งขาว

เชื้อไวรัส HPV เป็นตัวกระทำให้เกิดโรคแคระแกรน ทั้งในกุ้งกุลาดำ และในกุ้งขาว เมื่อกุ้งขาวติดไวรัสชนิดนี้จะทำให้เกิดอาการตัวลีบเล็ก กินอาหารมาก แต่ไมม่สามารถแลกเนื้อได้ ผู้เลี้ยงสามารถตรวจสอบได้ด้วยวิธี PCR ส่วนไวรัส IHHNV นั้นเมื่อติดมากับลูกกุ้ง จะทำให้ลูกกุ้งมีลักษณะคล้ายกุ้งพิการ เช่น กรีคด ลำตัวบิดงอ และเลี้ยงไม่โตเช่นกัน ปัญหาดังกล่าวข้างต้นสามารถตรวจสอบ ด้วยวิธี PCR การสุ่ม กุ้งขาว วานาไม นี้เมื่อจับขึ้นมาสุ่มเป็นเวลานาน ๆ ตัวขาวขุ่นถ้าขาวขุ่นมาก ๆ กุ้งจะตาย ดังนั้นอย่าพยายาม   ยกยอช่วงเวลาแดดจัด ๆ และสุ่มโดยใช้เวลานาน

   อาการของโรค : กุ้งจะแสดงอาการตัวเกร็ง กล้ามเนื้อหน้าอกและท้องหดตัว ตัวงอเกร็งแข็งตาย และในที่สุด

   การป้องกัน : ต้องควบคุมความเค็มของน้ำ อุณหภูมิของน้ำ และ พีเอช ไม่ให้เปลี่ยนแปลงอย่างกะทันหัน สูตรอาหารต้องได้มาตรฐานและคงที่


291. โรคในกุ้งกุลาดำ

โรคในกุ้งกุลาดำ

1. โรคไวรัสตัวแดงดวงขาว

     สาเหตุ  : เกิดจากเชื้อไวรัส (SEMBV:Systemic Ectidermal & Mesodermal Baculovirus) เชื้อไวรัสสามารถทำลายเนื้อเยื่อผิวใต้เปลือก เหงือก อวัยวะสร้างเม็ดเลือด เม็ดเลือด ต่อมน้ำเหลืองนิวเคลียสของเซลจะบวมโต การวินิจฉัยจะส่งกุ้งไปตรวจหาเชื้อโดยทำ PCR

     สภาพแวดล้อมที่ก่อให้เกิดโรค : ความเค็ม 29-25 ppt. อุณหภูมิและ pH เปลี่ยนแปลงมากในรอบวัน สีน้ำส้ม บ่อสกปรก

     อาการ : ผิวใต้เปลือกกุ้งตลอดทั้งตัวมีสีแดงเรื่อๆชมพู ถึงเข้ม บางครั้งจะพบออกเป็นสีส้มและพบจุดขาวขนาด 0.1-2 มิลลิเมตร ใต้เปลือกบริเวณส่วนหัวและตัว กุ้งที่เป็นโรคจะว่ายอยู่ผิวน้ำ เกยขอบบ่อ อ่อนแอ กินอาหารลดลง ลอกคราบไม่ออก ตัวนิ่ม อัตราการตาย 80-100 % ภายใน 4-5 วัน หลังจากตรวจพบเชื้อ

     การป้องกัน : คัดลูกกุ้งที่ปลอดโรคผ่านการตรวจพีซีอาร์ กำจัดพาหะของโรค เช่นกุ้ง ปูและน้ำที่ใช้ควรผ่านการฆ่าเชื้อ เนื่องจากโรคนี้ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้การป้องกันจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด

2. โรคเอ็มบีวี

     สาเหตุ : เกิดจากเชื้อแบคคิวโลไวรัส มีขนาดความยาว 280-300 นาโนเมตร เส้นผ่านศูนย์กลาง 70-75 นาโนเมตร การวินิจฉัยจะนำตับกุ้ง หรือส่วนระยางค์กุ้งมาส่องดูด้วยกล้องจุลทัศน์ จะพบเม็ดออคลูชั่นบอดี้ ซึ่งเป็นก้อนโปรตีนของเชื้อไวรัส

     อาการ : จะไม่แสดงอาการชัดเจนว่าติดเชื้อ ไม่มีอาการเด่นชัด จะเกิดร่วมกับการติดเชื้ออื่นๆ จะพบลูกกุ้งสีเข้มกว่าปกติ กินอาหารน้อย แคระแกรน


290. โรคในกุ้งก้ามกราม

โรคในกุ้งก้ามกราม

1. โรคตัวขาว

     อาการ:ลูกกุ้งจะมีลำตัวขาวขุ่นเหมือนสีน้ำนมทั้งตัว และทยอยตายไปเรื่อยจนหมดบ่อ

พบในลูกกุ้งขนาดต่างๆกัน

     วิธีตรวจสอบ : ทำได้โดยใช้ภาชนะสีดำตักลูกกุ้งขึ้นมาซึ่งทำให้เห็นลูกกุ้งตัวขาวได้ง่ายขึ้น

     สาเหตุ: ไม่พบเชื้อโรคแบคทีเรียหรือปรสิต อาจเกิดจากความเครียดอันเนื่องมาจากสภาพน้ำที่ไม่หมาะสมที่มีปริมาณแอมโมเนียสูง

     วิธีป้องกันและรักษา: ถ้าพบลูกกุ้งมีอาการตัวขาวเกินกว่า 50 % ควรทำลายลูกกุ้งอย่างถูกสุขลักษณะ แล้วทำความสะอาดบ่อก่อนที่เพาะพันธุ์และอนุบาลลูกกุ้งชุดต่อไปถ้าลูกกุ้งเกิดอาการตัวขาวเพียงเล็กน้อย ควรรีบย้ายบ่อและลดความหนาแน่นของลูกกุ้งลงพร้อมทั้งให้อาหารที่มีคุณภาพ วิธีนี้ช่วยให้ลูกกุ้งที่ยังไม่ป่วยเจริญเติบโตต่อไปได้

2. โรคเรืองแสง

     อาการ : ลูกกุ้งทยอยตายในตอนแรกแต่ต่อมาอัตราการตายสูงขึ้นและเร็วขึ้น ถ้าตรวจดูลูกกุ้งในตอนกลางคืน เห็นลูกกุ้งที่ป่วยเรืองแสงได            

     สาเหตุ : เกิดจากแบคทีเรียชนิดวิบริโอ Vibrio harveyi

     การป้องกันและรักษา : แบคทีเรียชนิดเรืองแสงนี้ติดมากับน้ำทะเลจึงควรดำเนินการฆ่าเชื้อโรคในน้ำทะเลที่นำมาใช้ในการเพาะลูกกุ้งด้วยสารเคมีเสียก่อน และถ้าพบว่า  ลูกกุ้งบางบางส่วนเกิดเป็นโรคเรืองแสง ควรใช้ยาปฏิชีวนะออกซีเตตร้าซัยคลิน 10 กรัมต่อน้ำ 1000 ลิตร แช่ติดต่อกันเป็นเวลา 3-5 วันแต่ถ้าหากลูกกุ้งมากกว่า 50 % เกิดเป็นโรคเรืองแสง การรักษาด้วยยาอาจจะไม่ได้ผล จึงควรทำลายลูกกุ้งชุดนั้นเสียอย่างถูกวิธีแล้วทำความสะอาดบ่อก่อนการเพาะกุ้งรุ่นต่อไป

3. โรคจุดดำบนเปลือกกุ้ง (Shell Disease)

     อาการ: พบรอยดำหรือน้ำตาลขนาดและรูปร่างต่างๆกันบนเปลือกบริเวณหัว ลำตัวและ   ระยางของกุ้ง

     สาเหตุ: เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Aeromonas hydrophila

     การป้องกันและรักษา: ทำความสะอาดพื้นบ่อโดยการดูดเลนออกเพื่อลดปริมาณแบคทีเรียและของเสีย แล้วเติมน้ำใหม่เข้าบ่อเพื่อกระตุ้นให้กุ้งลอกคราบ ช่วงเตรียมบ่อควรมีการพรวนดินและใช้ปูนขาวช่วย ถ้าปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไปควรกระจายกุ้งออกไปเลี้ยงในบ่ออื่นๆวิธีนี้ช่วยลดอัตราการเกิดโรคจุดดำไปได้มากโดยไม่จำเป็นต้องใช้ยา

4. โรคเหงือกดำและแก้มดำ

     อาการ: บริเวณแผ่นปิดเหงือกของกุ้งเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม ถ้าเปิดเปลือกบริเวณนั้นพบคราบสีดำเกาะที่ด้านในของเปลือกหรือเคลือบบริเวณเหงือกจนทำให้เห็นเหงือกเป็นรอยดำทั่วไป

     สาเหตุ : เกิดจากการมีของเสียสะสมอยู่มากบริเวณพื้นบ่อ ทำให้กุ้งอ่อนแอเกิดการสะสมของอนุภาคดินและเกลือของธาตุเหล็กบริเวณเหงือกและแผ่นปิดเหงือกและมักมีความสัมพันธ์กับสภาพน้ำที่เป็นกรดอ่อนและสีน้ำตาลปนสนิมเหล็ก

     การป้องกันและรักษา: ควรเตรียมบ่อให้ดีก่อนการปล่อยกุ้งลงเลี้ยง เช่น การอัดพื้นบ่อให้แน่นและโรยปูนขาวให้ทั่ว ขณะที่เลี้ยงไม่ควรให้อาหารมากเกินไปเพราะทำให้เกิดของเสียสะสมที่ก้นบ่อมาก เวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำควรพยายามดูดเอาเลนที่ก้นบ่อออกให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้และบำบัดเสียก่อน หลังจากที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำและปรับคุณภาพน้ำด้วยปูนขาวแล้วต้องดูแลคุณภาพอาหารที่ให้กุ้งกินด้วยควบคู่กันไป


289. การเกิดปรากฎการณ์น้ำเปลี่ยนสี หรือขี้ปลาวาฬและผลกระทบ

ปรากฏการณ์น้ำเปลี่ยนสี (Red tide) หรือขี้ปลาวาฬเกิดจากแพลงก์ตอนบางชนิดบางอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมแล้วเจริญเติบโตและขยายพันธุ์อย่างรวดเร้ว เมื่อเกิดเกาะกลุ่มเป็นจำนวนมาก ๆ ทำให้น้ำทะเลเปลี่ยนรนเป็นสีต่าง ๆ เช่น สีเขียว สีเหลือง และสีแดงเป็นต้นขึ้นอยู่กับชนิดของแพลงก์ตอน ล่องลอยเป็นแนวยาวในทะเลเป็นกิโลเมตร การเกิด ปรากฏการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อสัตว์ทะเล เช่นทำให้ขาดออกซิเจน หรือ สัตว์น้ำมีเมือกปกคลุมตามตัวทำให้หายใจและกินอาหารลำบาก ถ้ามีแพลงก์ตอนปริมาณมากเกินไปอาจจะทำให้สัตว์น้ำตายได้


288. การเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนพืชและแพลงก์ตอนสัตว์

อุปกรณ์ อาหาร พันธุ์และวิธีการ


287. วิธีการแก้ปัญหาการเลี้ยงเมื่อเพลงก์ตอนในบ่อดรอป

ถ่ายน้ำเพื่อที่จะได้มีแพลงก์ตอนตัวใหม่เข้ามาแล้วจึงเริ่มทำสีน้ำโดยการเติมปุ๋ย หรือโลโลไมท์


286. จะซื้อลูกพันธุ์หอยหวานได้ที่ไหน/ราคาลูกพันธุ์เท่าไหร่

สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งชลบุรี  โทร.038326513, 038312532

ศูนย์พัฒนาประมงทะเลอ่าวไทยฝั่งตะวันออก จ.ระยอง โทร. 038651764


285. กรมประมงมีลูกพันธุ์หอยเป๋าฮื้อขายหรือไม่ สามารถติดต่อซื้อได้ที่ไหน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ โทร.032661398, 032331133


284. การเพาะและอนุบาลหอยหวาน

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

เทคนิคการเพาะฟัก

การเพิ่มอัตราการรอด

การจัดการเลี้ยง, การเพิ่มผลผลิต

การวางระบบฟาร์มให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่

การเก็บเกี่ยวผลผลิต

ขนาดและอัตราการเพาะเลี้ยงหอยหวาน

ขนาดของลูกหอยหวานที่เหมาะสมจะนำไปเลี้ยงนั้น อย่างน้อยควรมีความยาวเปลือก 0.5 ซม. ขึ้นไป ถ้าจะให้ผลดีควรมีความยาวเปลือก 1 ซม.ขึ้นไป อัตราการปล่อย ลูกหอยขนาดความยาวเปลือก 1-1.5 ซม. ที่เหมาะสม ควรปล่อยประมาณ 300-500 ตัว/พื้นที่ก้นบ่อ 1 ตารางเมตร

การดูแลรักษา

   การเลี้ยงหอยหวานในระดับความหนาแน่นสูง จะมีปัญหาเรื่องพื้นบ่อเนื่องจากเศษอาหารที่ให้และมูลหอยซึ่งเป็นอินทรีย์สารจำนวนหนึ่ง จะต้องทำความสะอาดทรายรองพื้นหรือบ่อเลี้ยงเป็นประจำ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของน้ำที่ใช้เลี้ยงและสภาพพื้นทรายว่ามีสีดำและสกปรกมากหรือไม่ กรณีที่ตรวจพบว่าน้ำมีปริมาณออกซิเจนต่ำมาก และปริมาณแอมโมเนีย ไนไตรท์ และไนเตรทค่อนข้างสูง ต้องทำการปรับเปลี่ยนบ่อเลี้ยงใหม่ และควรเก็บอาหารที่ใช้เลี้ยงออกทุกครั้ง ทำการตรวจสอบ


283. กรมประมง มีโครงการเกี่ยวกับการปล่อยพันธุ์หอยมือเสืออย่างไรบ้าง

ในปี 2539 กรมประมงได้เริ่มจัดทำโครงการอนุรักษ์หอยมือเสือเพื่อเฉลิมพระเกียรติในปีกาญจนาภิเษก โดยวางแผนดำเนินการจัดสร้างสวนหอยมือเสือขึ้นเป็นแห่งแรกในบริเวณแนวปะการังในอ่าวหน้าหน่วยรักษาพันธุ์สัตว์น้ำของกรมประมงที่เกาะเต่า และในปี 2540 กรมประมงได้นำขึ้นกราบบังคมทูลฯ และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถฯ ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ ทรงรับไว้เป็นโครงการในพระบรมราชินูปถัมภ์ และนับ ตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน กรมประมงได้ดำเนินการนำลูกหอยมือเสือที่ได้จาการเพาะพันธุ์ไปปล่อยในแนวปะการังธรรมชาติในแหล่งอื่น ๆ อีกหลายแห่ง ได้แก่ หมู่เกาะมัน เกาะเสม็ด ในทะเลแถบจังหวัดระยอง-จันทบุรี เกาะต่าง ๆ ในทะเลจังหวัดชลบรี หมู่เกาะช้าง จังหวัดตราด และหมู่เกาะในทะเลชุมพรและประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น โดยนำลูกหอยขนาดตั้งแต่ 10-25 ซม. ไปปล่อยแล้วเป็นจำนวนหลายหมื่นตัวและในปี 2547 นี้เป็นวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถทรงมีพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา กรมประมงจึงจัดทำโครงการปล่อยหอยมือเสือเพื่อเฉลิมพระเกียรติและถวายเป็นพระราชกุศล โดยมีเป้าหมายที่จะดำเนินการปล่อยพันธุ์หอยมือเสือ ตั้งแต่เดือนมกราคม 2547 ถึง เดือนธันวาคม 2547  เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 45,872 ตัว


282. อัตรารอดตายของการเพาะพันธุ์หอยมือเสือเป็นอย่างไรบ้าง

ผลการเพาะเลี้ยง ลูกหอยมือเสือ T.squamosa มีอัตรารอดตายจากวันแรกถึงระยะลงคืบคลานกับพื้นประมาณ 40-80% และสามารถพัฒนาการผ่านระยะเปลี่ยนการดำรงชีวิตอย่างสมบรูณ์ได้ประมาณ 30-70% หลังจากนั้นจะมีอัตรารอดจนถึงขนาดประมาณ 5 มม. ประมาณ 5-10% ลูกหอยขนาดเล็กมีอัตราการตายสูงเนื่องจากปัญหาการเกิดสาหร่ายธรรมชาติเจริญอย่างรวดเร็วขึ้นคลุมตัวหอยในบ่ออนุบาลหลังจากลูกหอยเติบโตมีขนาดความยาวเปลือก 1 ซม. ขึ้นไปหากมีการดูแลจัดการสภาพบ่ออนุบาลได้เป็นอย่างดีแล้ว ลูกหอยมือเสือจะมีอัตราการรอดตายสูงกว่า 80-90%


281. ในการเพาะพันธุ์หอยมือเสือมีเทคนิควิธีใดในการกระตุ้นให้ปล่อยไข่และน้ำเชื้อ

การเพาะพันธุ์หอยมือเสือที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ใช้วิธีรวบรวมไข่และน้ำเชื้อหอยได้จากการกระตุ้นให้หอยปล่อยเซลล์สืบพันธุ์โดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำในถังเพาะร่วมกับการผึ่งแห้งและจากการปล่อยไข่และน้ำเชื้อเองตามธรรมชาติ


280. ศักยภาพในการพัฒนาการเพาะเลี้ยงหอยมือเสือเป็นอย่างไรบ้าง

หอยมือเสือเป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งที่มีศักยภาพในการที่จะพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อเป็นการเพิ่มอาชีพและรายได้ให้แก่ประชาชนที่อยู่อาศัยตามเกาะหรือชายฝั่งทะเลได้ ในต่างประเทศได้มีการศึกษาวิจัยเพื่อเพาะขยายพันธุ์หอยมือเสือชนิดต่าง ๆ ทั้งเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาการเพาะเลี้ยงเพื่อใช้ประโยชน์ขึ้นมาเป็นเวลานานนับสิบปีมาแล้ว เช่น ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ไมโครนีเซีย และประเทศต่าง ๆ ในหมู่เกาะแปซิฟิกใต้ จนกระทั่งสามารถเพาะพันธุ์หอยมือเสือและทำฟาร์มเลี้ยงในทะเลได้ มีการผลิตลูกพันธุ์หอยมือเสือจนถึงขั้นส่งจำหน่ายแก่ประเทศอื่น ๆ ได้ แต่ในประเทศไทยมีผู้ให้ความสนใจเกี่ยวกับหอยมือเสือน้อยมาก


279. หอยมือเสือชนิดใดที่กรมประมงเพาะพันธุ์

หอยมือเสือที่กรมประมงประสบความสำเร็จในการเพาะพันธุ์ครั้งแรกในปี2536 ได้แก่ ชนิด T.squamosa ซึ่งเป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่และอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ เพราะถูกทำลายไปมากที่สุดเนื่องจากดำรงชีวิตเกาะติดโดยไม่ฝังตัวลงในก้อนปะการังจึงง่ายแก่การถูกจับขึ้นมา ปัจจุบันจำนวนประชากรหอยมือเสือ ชนิดนนี้ในแหล่งธรรมชาติมีเหลืออยู่ไม่มากหากไม่เร่งดำเนินมาตรฐานการอนุรักษ์ไว้ก็ อาจสูญพันธุ์ไปจากทะเลไทยได้การผลิตลูกหอยมือเสือจากโรงเพาะพันธุ์เพื่อนำไปปล่อยทดแทนในแหล่งธรรมชาติจึงเป็นหนทางหนึ่งในการอนุรักษ์สัตว์น้ำชนิดนี้ให้คงอยู่ต่อไป


278. หอยมือเสือที่พบในประเทศไทยมีกี่สายพันธุ์

จากข้อมูลเกี่ยวกับขอบเขตการแพร่กระจายของหอยมือเสือชนิดต่าง ๆ ที่มีรายงานไว้ในทะเลไทยน่าจะมีหอยมือเสือ 5 ชนิด ได้แก่ Tridacna croces T.maxima T.squamosa T.gigas และ Hippopus

hippopus แต่จากการสำรวจของนักวิชาการไทยมีเพียง 3 ชนิดแรกเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน สำหรับ T.gigas นั้นพบเฉพาะเปลือกที่ตามยแล้ว เช่น ที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ และล่าสุดเมื่อปี 2541 มีการพบเปลือกรวม 5 ฝา ที่เกาะราชาใหญ่ จ.ภูเก็ต แต่ละเปลือกมีขนาดความยาวตั้งแต่ 87-98 ซม. มีน้ำหนักกว่า 100 กิโลกรัม ไม่เคยมีรายงานการพบหอยมือเสือชนิดนี้ในสภาพที่ยังมีชีวิตในทะเลไทยแต่การพบเปลือกก็ชี้ว่าในอดีตเราเคยมีหอยชนิดนี้อยู่ ซึ่งปัจจุบันได้สูญพันธุ์ไปจากทะเลไทยแล้ว ส่วน H.hippopus นั้นไม่มีข้อมูลใดยืนยันได้ว่าเคยมีการพบตัวอย่างในเขตน่านน้ำของไทย


277. หอยมือเสือสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุเท่าไร

ลูกหอยมือเสือชนิด T.squamosa ที่ได้รับจากการเพาะเลี้ยงที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์จะเริ่มสมบรูณ์เพศโดยมีน้ำเชื่อสมบรูณ์เมื่ออายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป และจะมีไข่สมบรูณ์พร้อมที่จะผสมพันธุ์เมื่ออายุประมาณ 4 ปีขึ้นไป


276. จะทราบได้อย่างไรว่าหอยมือเสือเป็นเพศใด

หอยมือเสือทุกชนิดมีระบบการสืบพันธุ์เป็นกะเทย คือ มีสองเพศในตัวเดียวกัน โดยจะเริ่มสมบรูณ์เพศ โดยพัฒนาเซลล์สืบพันธุ์เพศผู้สมบรูณ์ก่อนในช่วยอายุประมาณ 2-3 ปีแรก หลังจากนั้นจะสามารถผลิตเซลสืบพันธุ์ทั้งสองเพศในเวลาเดียวกัน แต่การปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ทั้งสองเพศจะไม่พร้อมกัน โดยทั่วไปมักปล่อยน้ำเชื้อออกมาก่อนการปล่อยไข่ไม่น้อยกว่าครึ่งชั่วโมง หรืออาจปล่อยน้ำเชื้อหรือไข่อย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวซึ่งเป็นการป้องกันการผสมกันเองของไข่และน้ำเชื้อจากหอยตัวเดียวกัน


275. หอยมือเสีอกินอะไรเป็นอาหาร

หอยมือเสือมีลักษณะที่พิเศษแตกต่างไปจากหอยสองฝาชนิดอื่น ๆ ทั่วไป คือ ในเนื้อเยื่อแมนเทิล (mantle) ซึ่งมีสีสันหลากหลายนั้น มีสาหร่าย จำพวกไดโนแฟลกเจลเลต(dinoflagellate) ที่เรียกว่า ชูแซนเทลลี (Zooxanthellae) อาศัยอยู่จำนวนมาก เป็นการอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน (symbiosis) นอกจากหอยมือเสือจะได้รับอาหารโดยการกรองกินแพลงตอนพืชเล็ก ๆ ในน้ำทะเลแล้ว ยังได้รับสารอาหารที่ได้จากการสังเคราะห์แสงของสาหร่ายในเนื้อเยื่อของมันด้วย ขณะที่สาหร่ายก็ได้ที่อยู่อาศัยจากหอย


274. เหตุใดที่หอยมือเสือจึงใกล้สูญพันธุ์

หอยมือเสือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยโบราณมาแล้ว เนื้อของหอยมือเสือโดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือก(adductor muscle) เป็นอาหารที่มีราคาแพง เป็นที่นิยมในหลายประเทศเปลือกใช้ทำเครื่องใช้ เครื่องประดับ ส่วนหอยมือเสือขนาดเล็กนิยมนำมาเลี้ยงประดับในตู้ปลาทะเลสวยงาม ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หอยมือเสือถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์มากจนเกินกำลังธรรมชาติจะทดแทนได้ทันในทุกแหล่งการแพร่กระจายจนกระทั่งอยู่ในสภาวใกล้สูญพันธุ์ หรือ บางชนิดถูกทำลายจนหมดไปจากบางแหล่ง และเนื่องจากหอยมือเสือมีแหล่งอาศัยอยู่ตามแนวปะการังที่มีระดับน้ำไม่ลึกเพราะต้องอาศัยแสงสว่างในการดำรงชีพเพื่อให้สาหร่ายซึ่งอาศัยอยู่ในเนื้อเยื่อของมันสามารถสังเคราะห์แสงได้ จึงทำให้หอยมือเสือถูกจัยขึ้นมาได้ง่าย จึงเป็นหนึ่งในจำนวนสัตว์น้ำที่ได้รับการขึ้นบัญชีในรายชื่อสัตว์และพืชที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือหายากในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าใกล้จะสูญพันธุ์ หรือ CITES(The Convention on international Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) และจัดอยู่ในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองประเภท 2 ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ของไทย


273. หอยมือเสือตามธรรมชาติอาศัยอยู่บริเวณใด

หอยมือเสือ มีแหล่งอาศัยดำรงชีวิตอยู่ตามแนวปะการัง พบแพร่กระจายอยู่เฉพาะในทะเลเขตร้อนแถบอินโดแปซิฟิกเท่านั้น ในทะเลไทยพบหอยมือเสืออยู่ทั้งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน


272. ปัญหาการเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อในบ่อ มีปัญหาใหญ่ ๆ ที่พบบ่อย

1. เปลือกผุกร่อนหรือแตก เนื่องจากขาดแคลเซี่ยม โดยเฉพาะในบ่อที่ใช้น้ำหมุนเวียน แก้ได้โดยเพิ่มแคลเซี่ยมในน้ำ โดยใช้แคลเซี่ยมคลอไรด์ (CaCl2) หรือ แคลเซี่ยมคาร์โบเนต (CaCO1)

2. เป็นแผลตามขอบกล้ามเนื้อ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากการจับไม่ถูกวิธี ทำให้ติดเชื้อแบคทีเรีย แก้ไขโดยใช้ยา Antibiotic ได้แก่ Neomycinsulfate 50 มก./ล. Streptomycin sulfate 50-250 มก./ล. การจับหอยหรือย้ายลูกหอย ควรจับด้วยความระมัดระวัง ในลูกหอยขนาดเล็ก อาจใช้ความเย็น ลดอุณหภูมิ หรือการใช้ยาสลบ ได้แก่ Ethylcarbamicacid 0.5-1% หรือ KCL 2% ละลายน้ำ หอยจะหลุดง่าย

3. ท้องบวม เกิดจากการติดเชื้อ Vibrio ใช้ Neomycin sulfate 50 มก./ล. สาเหตุของการเกิดโรคท้องบวม เนื่องจากก้นบ่อมีเศษอาหารเหลือรวมทั้งคุณภาพน้ำไม่ดี มีความเค็มต่ำและขุ่นภายหลังฝนตกหนัก


271. ข้อมูลการเพาะเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ

   หอยเป๋าฮื้อ หรือ หอยโข่งทะเล (Abalone) เป็นหอยฝาเดียว (Gastropod) ที่มีผู้นิยมรับประทานกันอย่างกว้างขวางในหมู่ผู้มีอันจะกินและมีราคาแพง เป็นที่ต้องการของตลาดโลก มีรายงานว่าในปี ค.ศ. 1985 ผลผลิตทั่วโลกมีประมาณ 16,000 ตัน ต่อมาในปี 1994 ผลผลิตลดลงเหลือประมาณ 9,000 ตัน เพราะผลผลิตส่วนใหญ่ จับได้จากธรรมชาติ ซึ่งมีปริมาณลดน้อยลง แม้หลายประเทศมีการเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการ ประเทศที่มีการเลี้ยงเป็นอุตสาหกรรม ได้แก่ ญี่ปุ่น เม็กซิโก ชิลี จีน ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา และเกาหลี เป็นต้น หอยเป๋าฮื้อ ที่พบในธรรมชาติทั่วโลกมีประมาณ 100 ชนิด ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตอบอุ่น (Temperate Zone) แต่ที่นิยมเลี้ยงมีไม่เกิน 20 ชนิด มีขนาดค่อนข้างใหญ่และใช้เวลาเลี้ยง 4-5 ปี ในน่านน้ำไทยมีรายงานว่าพบหอยเป๋าฮื้อ 3 ชนิด คือ Haliotis asinina, H.ovina และ H.varia ในจำนวนทั้ง 3 ชนิด H.asinina เป็นขนาดใหญ่ที่สุดมีขนาดยาวถึง 12 เซนติเมตร มีการนำมาทดลองเลี้ยงและเพาะพันธุ์ ปรากฏว่าสามารถเพาะพันธุ์ได้ และวางไข่ตลอดปี (Singhagraiwan 1989, Poomthongetal 1997) มีการเจริญเติบโตได้ 3-5 มิลลิเมตรต่อเดือน โดยใช้สาหร่ายสดและกินอาหารพวกสาหร่ายทะเล ได้แก่ สาหร่ายผมนาง (Gracilaria, Acanthophora, Hypnea) นอกจากนี้ ยังกินอาหารสำเร็จรูปได้ดี

การเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ มี 3 วิธี

   1. การเลี้ยงในบ่อคอนกรีตหรือ Raceway บนฝั่งโดยการสูบน้ำจากทะเลเข้าบ่อเลี้ยงหอย ผ่านเครื่องกรองทราย(Sand filter) เพื่อป้องกันมิให้ศัตรู เช่น ลูกปู, ปลา เข้ามาในบ่อ รวมทั้งเพื่อให้ได้น้ำทะเลใสสะอาด เนื่องจากหอยเป๋าฮื้อไม่ชอบน้ำขุ่น อีกทั้งต้องไม่ได้รับอิทธิพลจากน้ำจืดด้วย ขนาดของบ่อเลี้ยงไม่จำกัดแต่ควรมีระดับความลึกไม่เกิน 1 เมตร เพื่อสะดวกในการทำงาน พื้นบ่อจะต้องมีที่หลบซ่อนให้หอย อาจใช้หินหรือแผ่นกระเบื้องหลังคาหรือแผ่น PVC หลังคาควรพรางแสงด้วย อวนพรางแสง (ซาแลม 60%) เพื่อป้องกันแสงจัดทำให้ตะไคร้น้ำขึ้น รวมทั้งป้องกันฝนตกหนักได้ โดยใช้กระเบื้องใสปิด อัตราแลกเนื้อโดยใช้สาหร่ายสดจะอยู่ระหว่าง 1:20-อัตราการปล่อยหอย

ขนาด 1-2 เซนติเมตร   2,000      ตัว/ม2

        3-4 เซนติเมตร   400-500   ตัว/ม2

        >4 เซนติเมตร    200         ตัว/ม2

   2. การเลี้ยงหอยในตะกร้า หรือถุงอวนแขวนไว้ใต้แพ วิธีนี้จะต้องมีแพ หรือ Longline ในทะเล แล้วใส่หอยในตะกร้าพลาสติก ซึ่งเป็นหอยที่มีขนาดไม่ต่ำกว่า 3 เซนติเมตร แขวนไว้ใต้แพ วิธีนี้จะเสียค่าใช้จ่ายน้อยกว่าวิธีแรก แต่ค่อนข้างเสี่ยงจากคลื่นลม จึงต้องพิจารณาแหล่งเลี้ยงที่มีกำบังคลื่นลมได้ตลอดปี และจำต้องใช้สาหร่ายสดเป็นอาหารเท่านั้นเพราะไม่จำเป็นจะต้องให้อาหารทุกวัน ตะกร้าเลี้ยงหอย ขนาด 45x32x14 ซม. เลี้ยงหอยได้ประมาณ 200 ตัว

   3. วิธีสุดท้าย คือ การปล่อยลูกหอยลงในแหล่งเลี้ยงธรรมชาติซึ่งจะต้องเป็นบริเวณที่เป็นแก่งหิน มีสาหร่ายธรรมชาติเพียงพด วิธีนี้นิยมใช้ในญี่ปุ่น แม้ลงทุนน้อยแต่ผลที่ได้คืนประมาณ 5-10% เท่านั้น

        ปัจจัยของการเจริญเติบโต

        1. ความเค็ม มีผลต่อการเจริญเติบโตและอัตรารอดตายของหอยเป๋าฮื้อมาก เนื่องจากหอยเป๋าฮื้อเป็นสัตว์น้ำที่มีถิ่นอาศัยในทะเลน้ำใสความเค็มที่เหมาะสม คือ 24.1-36.3% ถ้าต่ำกว่า 15% จะตายภายใน 24 ชี่วโมง ผลการทดลองเลี้ยง พบว่า H.asinina มีความเค็ม 32%

        2. อุณหภูมิที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับชนิดของหอยเป๋าฮื้อ หอยเป๋าฮื้อที่เลี้ยงใน เขตอบอุ่น หรือหนาว ได้แก่ H.iris, H.ruber, H.roei ต้องการอุณหภูมิระหว่าง 21-270 C ในอเมริกา มีอัตราการเจริญเติบโตเฉลี่ย 3.5 มม./เดือน แต่ในฤดูหนาว มีอัตราการเจริญเติบโต 2.5 มม./เดือน ส่วนในฤดูร้อนมีอัตราการเจริญเติบโต 5.5 มม./เดือน สำหรับ H.diversicolor อุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 24-300 C ส่วน H.asinina อุณหภูมิที่เหมาะสมคือ 27-310 C  อุณหภูมิที่ต่ำในฤดูหนาว หอยจะโตช้า อุณหภูมิต่ำกว่า 240 C หอยจะกินอาหารน้อยลง การพัฒนาของตัวอ่อน H.diversicolor ที่อำณหภูมิ 240 C ใช้เวลา 11 ชั่วโมง ฟักเป็นตัวอ่อน แต่ที่อุณหภูมิ 27.50 C ใช้เวลา 9 ชั่วโมง ส่วน H.asinina ที่อุณหภูมิ 29-300 C ใช้เวลาฟักเป็นตัวอ่อนเพียง 5 ชั่วโมง

        3. อาหาร หอยเป๋าฮื้อเป็นพวก Herbivorous กินสาหร่ายเป็นอาหารเกือบทุกชนิดที่มีลักษณะอ่อนนิ่ม สำหรับ H.asinina มีผู้ทดลองใช้สาหร่ายหลายชนิด แต่ที่มีอัตราการเจริญเติบโตดีที่สุด คือ พวกสาหร่ายผมนาง(Gracilaria) ซึ่งสอดคล้องกับการทดลองในหลายประเทศ ที่ใช้สาหร่ายชนิดนี้ เช่นใน ไต้หวัน ที่ใช้สาหร่ายชนิดนี้เป็นอาหารสำหรับเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ H.diversicolor Supertexta อัตราการให้อาหารต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของหอย โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง10-30% ของน้ำหนักตัว มีอัตราแลกเนื้อ20-25 กก./น้ำหนักหอย 1 กก.ใน H.asinina แต่ในH.diversicolor15-12 : 1(Chen1989)

   อัตราการให้อาหารต่อวัน ขึ้นอยู่กับขนาดของหอย โดยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 10-30% ของน้ำหนักตัว มีอัตราแลกเนื้อ 20-25 กก./น้ำหนักหอย 1 กก.ใน H.asinina แต่ใน H.diversicolor 15-12:1(Chen 1989)

   สาหร่ายที่ใช้เลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ มี laminaria, Eisenia, Undaria, UlvaMacrocytis, Gracilaria Acanthophora, Laurencia เคยมีผู้ทดลองใช้ Enterophorpha, Caulerpa,Chinese garbage, lettuce หรือแม้แต่ Eucheuma แต่ไม่ค่อยดีนัก

สำหรับอาหารสำเร็จรูป (Artificial feed) จำเป็นต้องใช้ในอุตสาหกรรมเลี้ยงหอยเป๋าฮื้อ เนื่องจากใช้ง่าย สะดวก

แต่มีข้อจำกัด คือ เก็บไว้ได้ไม่นาน และอาจทำให้น้ำเสียง่าย เมื่อมีเศษเหลือ ดังนั้น คุณสมบัติสำคัญของอาหารสำเร็จรูปคือ จะต้องคงรูปอยู่ในน้ำได้นาน ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง

สูตรอาหารที่ใช้ได้ดี มีส่วนผสมดังนี้ (ความชื้นไม่เกิน 12%)

กากถั่วเหลือง 441 กรัม

สาหร่ายเกลียวทอง 100 กรัม

น้ำมันปลา 51.2 กรัม

วิตามินซี 1 กรัม

แป้งเหนียว (Wheat gluten) 100 กรัม

แป้งสาลี 177.6 กรัม

วิตามินรวม 9 กรัม

เลซิธิน 10 กรัม

B.H.T. 0.2 กรัม

ซีไวไลท์15 กรัม

แร่ธาตุรวม (Trace element) 40 กรัม

Cloresterol 5 กรัม

สาหร่ายผมนาง ต้มสุก 520 กรัม

   สูตรอาหารนี้ใช้ได้ดีกับหอย H.asinina โดยมี F/C ratio ประมาณ 1:1.5

ความหนาแน่น (density) หอยเป๋าฮื้อชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม  ความหนาแน่นขึ้นอยู่กับขนาดของลูกหอย หอยที่มีขนาดเล็กปล่อยได้หนาแน่นกว่าหอยที่มีขนาดใหญ่ โดยคำนึงถึงผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่ ในหอย H.divetsicolor supertexta ที่เลี้ยงในไต้หวัน จะได้ผลผลิต 3-4 กิโลกรัม/2ม. (200 ตัว/ม2 ขนาด 6 ซม.)

   โดยทั่วไปจะใช้เลี้ยง 150-250 ตัว/ม2 (Chen 1989) สำหรับหอย H.asinina ใช้ความหนาแน่นต่อพื้นที่ ดังนี้

1-2 มม.   1,500-2,000 ตัว/แผ่น (33x40 ซม.)

3-5 มม.               500 ตัว/แผ่น

6-10 มม. 1,500-2,000 ตัว/ม2

2-3 ซม.               500 ตัว/ม2

4-8 ซม.               200 ตัว/ม2


270. กรมประมงจะจัดให้มีการฝึกอบรมการเพาะเลี้ยง หอยเป๋าฮื้อเมื่อไร

ทางกรมประมงโยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์อยู่ระหว่างการรวบรวมรายชื่อผู้สนใจ และจำกำหนดวัน-เวลา เมื่อมีเกษตรให้ความสนใจตามจำนวนที่สามารถจัดให้มีการฝึกอบรมได้


269. ศูนย์ฯ มีภารกิจในการเพาะพันธุ์หอยชักตีนอย่างไรบ้าง

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งกับผู้ว่าราชการจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ว่าให้ศึกษารายละเอียดหอยชักตีนจะสามารถดำรงชีวิตอยู่ในทะเลพื้นที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ได้หรือไม่ อย่างไร หากเจริญเติบโตดี ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดหาพันธุ์มาปล่อยต่อไปและเตรียมการเพื่อนำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงปล่อยลงชายฝั่งทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ต่อไป ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ได้รวบรวมพ่อแม่พันธุ์หอยชักตีนฝั่งอ่าวไทยจากจังหวัดชุมพร นำมาทดลองเพาะเลี้ยง และได้ลูกหอยฝั่งอ่าวไทยพร้อมที่จะนำลงปล่อยในทะเลจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หรือชายฝั่งอ่าวไทยได้


268. ศูนย์ฯ มีภารกิจในการเพาะพันธุ์หอยเซลล์อย่างไรบ้าง

กรมประมงได้ประสบความสำเร็จในการทดลองเพาะพันธุ์หอยเซลล์ชนิด C.senatoria รวมทั้งการทดลองเลี้ยงลูกหอยที่ได้จากการเพาะพันธุ์จนถึงระยะตัวเต็มวัยที่สามารถนำมาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์รุ่นต่อไปได้แล้ว ผลจากการทดลองเพาะเลี้ยงหอยเซลล์ชนิดนี้พบว่าเป็นสัตว์น้ำประเภทหนึ่งที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในสภาพแวดล้อมในทะเลใกล้ชายฝั่ง ลูกหอยที่ได้จากการเพาะเลี้ยงอายุ 1 ปี สามารถเติบโตได้ขนาด 5-7 เซนติเมตร (เฉลี่ย 5.3 เซนติเมตร) ซึ่งเป็นขนาดที่ใช้นำไปบริโภคได้แล้ว หรืออาจใช้ระยะเวลาการเลี้ยงประมาณ 1-1.5 ปี เพื่อให้มีขนาดใหญ่ขึ้นอีก นับเป็นสัตว์น้ำที่มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาการเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ จึงน่าที่จะทำการศึกษาพัฒนาเทคนิคการผลิตลูกพันธุ์ พัฒนาเทคนิคการอนุบาลลูกหอย ให้มีอัตราการเจริญเติบโตและอัตรารอดตายสูง เพื่อให้สามารถผลิตลูกหอยจากโรงเพาะพันธุ์จำนวนมากเพียงพอ ตลอดจนศึกษาพัฒนาเทคนิคการเลี้ยง เพื่อแนวทางที่จะนำไปสู่การพัฒนาอาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทหอยเศรษฐกิจชนิดใหม่ต่อไป


267. ศูนย์ฯ มีภารกิจในการเพาะพันธุ์หอยตลับอย่างไรบ้าง

ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์เคยพบหอยตลับมากตามชายฝั่งทะเลตั้งแต่ปราณบุรี กุยบุรี อ่าวมะนาว หาดห้วยยาง อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ และบางสะพานน้อย แต่ปัจจุบันมีปริมาณลดน้อยลงมากเนื่องจากถูกจับใช้ประโยชน์มากเกินกำลังผลิตของธรรมชาติ การลดลงของทรัพยากรหอยตลับนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถำทรงห่วงใยและมีพระราชเสาวนีย์ถึง กรมประมงโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์จึงได้ดำเนินการศึกษาวิจัยการเพาะขยายพันธุ์เพื่อนำไปปล่อยในธรรมชาติ ซึ่งเป็นการช่วยเพิ่มผลผลิตและอนุรักษ์พันธุ์หอยตลับตามพระราชเสาวนีย์ต่อไป


266. ปัจจุบันศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์มีภารกิจเพาะพันธุ์หอยทะเลชนิดใดบ้าง

ปัจจุบันหอยทะเลที่ทำการเพาะพันธุ์ได้แก่ หอยตลับ หอยเซลล์ หอยชักตีน และหอยเป๋าฮื้อ


265. กรมประมงมีการเพาะพันธุ์ลูกปูทะเลหรือไม่ และหาซื้อพันธุ์ปูมาเลี้ยงเป็นปูเนื้อและปูไข่ได้ที่ไหน

- กรมประมงมีการเพาะพันธุ์ลูกปูทะเล แต่ไม่มีลูกปูจำหน่าย ส่วนใหญ่จะปล่อยพันธุ์ปูลงแหล่งน้ำธรรมชาติ

- การหาซื้อพันธุ์ปูมาเลี้ยง ต้องติดต่อกับเอกชนที่รวบรวมจากธรรมชาติ หรือนำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน


264. การเลี้ยงปูม้า ปูทะเลในบ่อดิน

อัตราการปล่อย ขนาด น้ำหนัก


263. การอนุบาลปูม้า ปูทะเล

การเพาะ การอนุบาล อาหาร โรค ขนาดตัว ราคา เอกสารคู่มือ


262. ทำไมปริมาณปูม้าในธรรมชาติจึงมีจำนวนลดลง (ธนาคารปูม้า)

สาเหตุที่ปริมาณปูม้าในธรรมชาติลดลง เนื่องจากการนำทรัพยากรปูขนาดเล็กมาใช้มากเกินไป อีกทั้งแม่ปูม้าที่มีไข่นอกกระดองก็ยังถูกจับมาใช้ประโยชน์ ทั้งทีมีกฏหมายคุ้มครองอยู่แล้ว แม่ปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง จะมีปริมาณไข่ตั้งแต่ 200,000 ฟองจนถึง 1,200,000 ฟองต่อตัว เราจะเห็นว่าปริมาณไข่ต่อตัวนั้นสูงมาก แต่เรากลับนำปูเหล่านั้นมาใช้ประโยชน์จำนวนไม่น้อยทีเดียว ถ้าเรารอหรือกักขังให้ปูมีโอกาสได้เขี่ยไข่ลงมาสู่มวลน้ำได้แล้วก็จะทำให้ปริมาณลูกปูในอนาคต มีปริมาณมากขึ้น ซึ่งจะมีผลให้ปูขนาดใหญ่มีจำนวนเพิ่มขึ้นไปด้วย การลดลงของแม่ปูม้าในธรรมชาติ ส่วนใหญ่จะถูกจับไปส่งโรงงานห้องเย็นที่แกะเนื้อปูเพื่อส่งออก ทางแก้ไขควรสร้างทัศนคติที่ดีต่อชาวประมงรวมทั้งผู้บริโภค อาจจะใช้สื่อทุกชนิดก็จะเป็นการดีก่อนที่จะสายเกินไป ทางแก้ไขอีกทางซึ่งมีแนวโน้มจะได้ระบบพัฒนาต่อไป คือการเพาะฟักปูจากจับปิ้งที่ตัดออกจากตัวแม่ปู ที่กำลังจะถูกนำไปใช้ประโยชน์ของ ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง และ อีกแนวทางหนึ่งซึ่งคิดว่าน่าจะให้ผลสัมฤทธิ์ค่อนข้างสูง คือธนาคารปูม้าตามที่ศูนย์ฯ คุ้งกระเบน ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง


261. การเพาะเลี้ยงปูทะล/ปูม้า

การผลิตพันธุ์ปูม้ามีขั้นตอน ดังนี้

1. การเตรียมน้ำทะเล ใช้น้ำทะเลธรรมชาติความเค็ม 25-35 ppt ตกตะกอนและฆ่าเชื้อด้วยคลอรีนเข้มข้น 20ppm จนหมดฤทธิ์คลอรีน

2. การเตรียมพันธุ์ นำแม่ปูไข่นอกกระดองจากธรรมชาติมาชั้งน้ำหนัก วัดความกว้างของกระดองและติดหมายเลข จากนั้นจึงนำไปฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับตัวแม่ปู โดยแช่ในดังขนาด 200-500 ลิตรที่บรรจุน้ำทะเลปลอดโรค(ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยคลอรีน) ความเค็ม 25-35 ppt ที่เติม Formalin ให้ได้ ความเข้มข้น 30 ppm และ providone iodine ความเข้มข้น 2 ppm เป็นเวลา 1 คืน ให้อากาศแรงกระจายทั่วถัง

3. การเพาะพันธุ์ บันทึกการเปลี่ยนแปลงของรังไข่ปูทุกวัน ถ่ายเปลี่ยนน้ำ 50% ของ ปริมาตรเดิมทุกวัน พร้อมทั้งงดการให้อาหาร เป็นเวลา 3-7 วัน จนแม่ปูวางไข่ จึงนับจำนวนและแยกตัวอ่อนไปอนุบาล

4. การอนุบาล ย้ายนำลูกทะเลไปอนุบาลในบ่อคอนกรีต ขนาด 10-20 ตัน ภายในชั่วโมงแรกที่แม่ปูวางไข่หมด โดยขั้นตอนในการอนุบาลมีดังนี้

    4.1 ความหนาแน่น 50-100 ตัว/ลิตร

    4.2 การจัดการบ่อ ใช้น้ำทะเลปลอดเชื้อที่ความเค็ม 28-35 ppt ให้อากาศมีความแรงและกระจายทั่วทั่งบ่อ สำหรับบ่อที่อยู่กลางแจ้ง คลุมด้วยผ้าพรางแสง


260. การทำประมงเบ็ดราวปลาทูน่า

เรือเบ็ดราวทูน่าส่วนใหญ่มีขนาด 40-80 ตัน ยาวประมาณ 25-40 เมตร ทำการประมงที่ระดับน้ำลึก 600 เมตร ลงไป โดยวางเบ็ดครั้งละ 350-400 กระจาด ความยาวคร่าวกระจาดละ 300-350 เมตรใช้สายเบ็ดกระจาดละ 5-6 สายแต่ละสายยาว 20-25 เมตร ระดับความลึกของตัวเบ็ดควรอยู่ในชั้นเทอร์โมไคลน์ ดดยวิธีปรับความยาวสายทุ่น ปลาทูน่าที่จับได้ คือ ปลาทูน่าตาโต ปลาทูน่าครีบเหลือง และปลาอินทรีย์น้ำลึกเป็นต้น


259. การทำประมงอวนล้อมปลาทูน่า

เรื่ออวนล้อมทูน่าจะมีขนาดตั้งแต่ 400-200 ตันกรอส แต่ส่าวนใหญ่จะเป็นเรือขนาด 800-1200 ตันกรอส ความยาว 50-80 เมตร ทำการประมงบริเวณไหล่ทวีปออกไปตั้งแต่แนวน้ำลึกประมาณ 500 เมตร จนถึง 3000 เมตร โดยการล้อมฝูงปลาหรือล้อมแพร่อปลา หรือขอนไม้ วัสดุลอยน้ำ ในมหาสมุทร และใช้อวนล้อมยาวขนาด 1,200 - 1,800 เมตร มีความลึก 180-240 เมตร ซึ่งเป็นปลาทูน่าที่จับส่วนใหญ่จะชอบรวมฝุงกันในระดับชั้น เทอร์โมไคลน์ ที่ระดับความลึก 80-150 เมตร ประเทศที่ทำการประมงทูน่าญี่ปุ่น สเปน ฝรั่งเศส กาหลี และ จีน (ใต้หวัน)


258. แหล่งประมงปลาทูที่สำคัญ

แหล่งประมงปลาทูน่าที่สำคัญอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและมหาสมุทรอินเดียซึ่งได้แก่ มหาสมุทรอินเดียตะวันออก( NINETY RIDGE)บริเวณชายฝั่งตะวันตกของประเทศออสเตรเลียบริเวณหมู่เกาะ Maldives Maldives และ Mauritius กลุ่มปลาทูน่าที่จับได้คือ ปลาทูน่าตาโต ปลาทูน่าครีบเหลืองและปลาทูน่าท้องแถบ


257. ลูกพันธุ์ปลาเก๋าจะหาซื้อได้ที่ไหน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่


256. จะหาซื้อลูกพันธุ์ได้ที่ไหนบ้าง

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาคร


255. การเพาะเลี้ยงปลาไหลนามีกี่วิธีและสามารถติดต่อได้ที่ไหน

การเลี้ยงปลาไหลนา มี 2 วิธี คือ

1. เลี้ยงแบบเลียนแบบธรรมชาติ โดยใช้ท่อซีเมนต์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1 เมตร

2. เลี้ยงแบบพัฒนา คือ เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาดตั้งแต่ 10-50 ตารางเมตร


254. จะหาซื้อลูกพันธุ์ปลาไหลนาได้ที่ไหน

- มีเอกสารแผ่นพับจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ปัตตานี โทร.073439123

- หาซื้อและรวบรวมได้จากแหล่งน้ำธรรมชาติ


253. กรมประมงมีเอกสารหรือข้อมูลการเลี้ยงปลาไหลนาหรือไม่

มีเอกสารแผ่นพับจากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ปัตตานี หรือขอเอกสารได้ที่ ส่วนเผยแพร่ กรมประมง โทร.025793686


252. กรมประมงมีการเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลากรายที่ไหนบ้าง

ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดลพบุรี โทร.036521491


251. กรมประมง มีสูตรการทำอาหารสัตว์น้ำหรือไม่

มี ในกรุงเทพฯ สามารถติดต่อขอเอกสารได้ที่ส่วนเผยแพร่ กรมประมงเกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพฯ 10900 โทร. 025793686

ต่างจังหวัด สามารถขอเอกสารได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดทุกจังหวัด


250. โรคของปลาแรดที่พบมีอะไรบ้าง

1. โรคเชื้อรา 

2. โรคเห็บปลา 

3. โรคหนอนสมอ


249. การเลี้ยงปลาแรดในบ่อดิน ต่างกับเลี้ยงในกระชังอย่างไร

1. เรื่องราคา เลี้ยงในกระชังราคาสูงกว่าเลี้ยงในบ่อดิน

2. ปลาแรดที่เลี้ยงในบ่อดินจะมีปัญหาเรื่องกลิ่นโคลน แต่ปลาแรดที่เลี้ยงในกระชังจะไม่มีกลิ่นโคลน จึงทำให้ปลาในกระชังมีราคาดีกว่า


248. การเลี้ยงปลาแรดต้องใช้เวลานานเท่าไร ถึงจะจับขายได้

ใช้ระยะเวลาในการเลี้ยงประมาณ 1 ปี จะได้ขนาด 8 ขีด - 1 กิโลกรัม/ตัว


247. จะหาซื้อพันธุ์ปลาแรดได้ทีไหน

- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชัยนาท 285 หมู่ 5 (เขื่อนเจ้าพระยา) ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท 17150  โทร. 056426522-3

- สถานีประมงน้ำจืดอุทัยธานี 38 หมู่ 8 ต.สะแกกรัง อ.เมือง จ.อุทัยธานี 61000 โทร.056513040, 056514894

- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด


246. ปลาตะเพียนขาวกินอะไรได้บ้าง

- พวกแหน รำผสมปลายข้าวที่ต้มสุก กากถั่วเหลือง ผักบุ้ง

- ส่วนอาหารพวกเนื้อสัตว์ เช่น ตัวไหม ปลวก ไส้เดือน หนอน มด เป็นต้น


245. ปลาตะเพียนขาวเลี้ยงรวมกับปลาอะไรได้บ้าง

เลี้ยงรวมกับพวกปลานิล ปลาจีน ปลายี่สก เป็นต้น


244. อยากจะเพาะไรแดง จะสามารถไปดูตัวอย่างได้ที่ใด

ศูนย์ฯ-สถานีของกรมประมงได้ทุกจังหวัด


243. จะหาซื้อลูกพันธุ์ปลาช่อนยากหรือไม่/ปลาช่อนกินอาหารแบบไหน

การเลี้ยงปลาช่อนไม่ยากและไม่ง่ายขึ้นอยู่กับการจัดการของแต่ละบุคคลปลาช่อน เป็นปลาประเภทกินเนื้อ ปัจจุบันสามารถเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดได้แล้ว


242. จะหาซื้อลูกพันธุ์ปลาช่อนได้ที่ไหน

สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดสิงห์บุรี โทร.036539481


241. อยากจะได้เอกสารการเลี้ยงปลาช่อน จะต้องทำอย่างไร

- ในกรุงเทพฯ สามารถขอรับเอกสารได้ที่ ส่วนเผยแพร่การประมง กรมประมงเกษตรกลาง จตุจักร กรุงเทพฯ โทร.025733686

- ต่างจังหวัด สามารถขอเอกสารได้ที่สำนักงานประมงจังหวัดหรือศูนย์ฯ-สถานี ประมง ที่ใกล้บ้านท่าน


240. มีบ่อขนาด 1 ไร่ จะเลี้ยงปลาสลิดได้หรือไม่

เลี้ยงได้ เลี้ยงเพื่อเป็นอาชีพเสริม แต่ถ้าเป็นอาชีพหลักควรมีเนื้อที่ตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป


239. ปลาสลิดสามารถผสมเทียมได้หรือไม่

ปัจจุบันสามารถเพาะผสมเทียมได้แล้ว


238. ปลาหมอไทยใช้เวลาเลี้ยงกี่เดือนถึงจะจับขายได้ ตามที่ตลาดต้องการ

ใช้ระยะเวลาการเลี้ยง 4-5 เดือน


237. ขนาดกระชังที่จะใช้เลี้ยงปลาบู่ควรมีขนาดเท่าไร

- ขนาดของกระชังที่เลี้ยงปลาบู่มีขนาดตั้งแต่ 2*3 เมตร 2.5 เมตร 2.5*3 เมตร และ 2.5*8 เมตร

- กระชังไม้จริงมี 3 ขนาด 2.5*8*1.5 เมตร 2.5*5*1.5 เมตร และ 2.5*3*1.5 เมตร


236. การเลี้ยงปลาบู่มีวิธีการเลี้ยงได้กี่วิธี

มีวิธีการเลี้ยง 2 วิธี 1.เลี้ยงในบ่อ 2.เลี้ยงในกระชัง


235. อยากจะเลี้ยงปลาบู่ สามารถหาข้อมูลพันธุ์ปลาที่ไหน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดปทุมธานี หมู่2 ต.ศาลาครุ อ.หนองเสือ จ.ปทุมธานี 12170 โทร.025463186


234. การเลี้ยงปลาดุกจะต้องใช้เวลาประมาณกี่วันถึงจะจับขายได้

การเลี้ยงปลาดุกใช้เวลาประมาณ 110-120 วัน/1รุ่น


233. การเลี้ยงปลาดุกสามารถที่จะเลี้ยงในบ่อซีเมนต์ได้หรือไม่

ปลาดุกสามารถเลี้ยงได้ในบ่อซีเมนต์


232. การผสมเทียมปลาดุกบิ๊กอุย ต้องใช้พ่อ-แม่ พันธุ์อะไร

การผสมเทียมปลาดุกบิ๊กอุย ต้องใช้พ่อพันธุ์ปลาดุกพันธุ์รัสเซีย กับแม่พันธุ์ปลาดุกอุย


231. ปลาที่โรงงานรับซื้อขนาดเท่าไร/กิโลกรัม

ขนาด 7-8 ขีด/กิโลกรัม


230. ทราบข่าวว่ามีโรงงานรับซื้อปลานิลไปแล่เนื้อเพื่อส่งออกต่างประเทศ จริงหรือไม่

มีโรงงานที่รับซื้อปลานิลแล่เนื้อจริง


229. 1 กระชัง สามารถจับปลาได้กี่กิโลกรัม

ปลา 1 กระชัง สามารถจับได้ประมาณ 1,200 ก.ก.


228. ปลาที่จะนำมาปล่อยเลี้ยงในกระชังควรมีขนาดเท่าไร/เลี้ยงกี่เดือนถึงจะจับขายได้

ขนาดที่ปล่อยในกระชังคือ 20-30 กรัม เลี้ยง 140-160 วัน


227. มีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องเลี้ยงปลานิลในพื้นที่น้ำไหล

- ถ้าเป็นการเลี้ยงในกระชัง ควรจะเป็นที่ที่มีน้ำไหลสะอาด

- ถ้าเลี้ยงในบ่อก็ควรมีการถ่ายเทน้ำได้สะดวก


226. ปลา 1 กระชัง สามารถปล่อยปลาได้กี่ตัว

การเลี้ยงปลานิลในกระชังในแหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี สามารถปล่อยปลาได้หนาแน่น คือ 1,400-1,600 ตัว/กระชัง


225. การเลี้ยงปลานิลในกระชังควรมีขนาดเท่าไร

กระชังมีขนาด 4*6*2.30 เมตร


224. บ่อขนาด 1 ไร่ ควรปล่อยปลานิลสักกี่ตัว

ประมาณ 2,000-5,000 ตัว/ไร่


223. ปลานิลเลี้ยงร่วมกับสัตว์บกอะไรได้บ้าง

ปลานิลเลี้ยงร่วมกับ สุกร เป็ด ไก่ โดยการสร้างคอก สัตว์บกอยู่บนบ่อปลา


222. อาหารของปลานิลควรเป็นอาหารอะไรบ้าง

อาหารปลานิลมี รำ ปลายข้าว ซึ่งมีโปรตีนประมาณ 20% เศษอาหารที่เหลือ

อาหารประเภทผัก เช่น แหน สาหร่าย ผักบุ้ง ผักตบชวา สับให้ละเอียด เป็นต้น


221. ปลานิลเลี้ยงรวมกับปลาอะไรได้บ้าง

เลี้ยงรวมกับปลาตะเพียน ปลาจีน ปลายี่สก ปลาสวาย หรือเลี้ยงร่วมกับปลากินเนื้อเพื่อกำจัดลูกปลานิลที่ไม่ต้องการ


220. กรมประมงในกรุงเทพฯ จะมีการฝึกอบรมเรื่องการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำหรือไม่ และเมื่อไร/ต้องเสียค่าใช้จ่ายหรือไม่

สามารถติดต่อได้ที่ ส่วนถ่ายทอดเทคโนโลยีการประมง กรมประมง

โทร.025580230, 025580233


219. พันธุ์ปลาดุกหาซื้อได้ที่ไหน

สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์-สถานีของกรมประมง หรือฟาร์มปลาของเอกชน ยกเว้นในกรมประมง ไม่มีลูกพันธุ์ปลาจำหน่าย


218. อยากจะเลี้ยงปลาดุกจะต้องทำอย่างไร

ต้องศึกษาหาข้อมูล วิธีการเลี้ยงจากเอกสารแนะนำของกรมประมง หรือปรึกษาเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ ที่ศูนย์-สถานี หรือ สำนักงานประมงจังหวัดที่ใกล้บ้าน ศึกษาถึงด้านการตลาด


217. เมื่อใส่ปูนขาวลงในบ่อแล้ว สูบน้ำเข้าบ่ออีกกี่วันถึงจะปล่อยปลาลงเลี้ยงได้

ประมาณ 5-7 วัน ก็สามารถปล่อยปลาลงเลี้ยงได้


216. ผมมีที่น้อย มีบ่อซีเมนต์จะเลี้ยงปลาอะไรได้บ้าง

บ่อซีเมนต์  สามารถเลี้ยงปลาดุกได้แบบครัวเรือน ใช้บริโภคเหลือแล้วถึงจำหน่าย หรืออาจใช้เลี้ยงปลาประเภทสวยงามได้


215. ขุดบ่อปลาเสร็จแล้วจะต้องทำอย่างไรบ้าง

การเตรียมบ่อ

1. ใส่ปูนขาวในระดับที่เหมาะสม ถ้าความเป็นกรด-ด่าง ของดินอยู่ที่ 6.0-6.5 ควรใส่ปูนขาวประมาณ 80 ก.ก. ต่อ พื้นที่บ่อ 1 ไร่

2. ใส่ปุ๋ยในอัตราที่เหมาะสม การใส่ปุ๋ยในบ่อปลาจะเป็นการเพิ่มอาหารธรรมชาติ

โดยท่านสามารถขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ส่วนเผยแพร่ ศูนย์-สถานีประมง สำนักงานประมงจังหวัด ทุกแห่งใกล้บ้านท่าน


214. ปลาอะไรบ้างที่กรมประมงแนะนำ

มีอยู่หลายชนิดด้วยกันทั้งปลากินพืช และปลากินเนื้อสัตว์เป็นอาหาร

ปลากินพืช เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ปลายี่สก เป็นต้น

ปลากินเนื้อ เช่น ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอ เป็นต้น

การเลี้ยงปลาทั้งสองชนิดนี้ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดเช่นกัน


213. ลูกปลามีอาการตัวลีบดำตายก้นบ่อ

ตรวจคุณภาพน้ำ

ให้วิตามินรวม (กรณีปลาขาดสารอาหาร)

หากมีพยาธิภายนอกใช้ฟอร์มาลีน 50ppm / น้ำ 1 ตัน แช่เป็นระยะเวลาติดต่อ 3 วัน


212. การเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังโดยใช้อาหารสำเร็จรูป

1. แนะข้อดี-ข้อเสียของการใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป

2. การผลิตอาหาร

3. การให้อาหาร


211. อยากเลี้ยงปลาทะเลบ้าง แต่ไม่มีน้ำเค็มจะใช้เกลือละลายน้ำได้หรือไม่

สัตว์ทะเลเป็นสัตว์ธรรมชาติ สมควรจะต้องใช้น้ำทะเลธรรมชาติ เพราะจะทำให้สัตว์น้ำหรือปลาทะเล ไม่ต้องเสียพลังงานในการปรับสมดุลเกลือแร่ระหว่างน้ำกับร่างกายของปลา แต่ที่พอจะทดแทนได้ก็อาจจะใช้น้ำทะเลเข้มข้นไปผสมน้ำจืดใช้หรืออาจจะใช้น้ำทะเลเทียม(เกลือวิทยาศาสตร์) แต่ห้ามใช้เกลือแกงละลายน้ำจืดเลี้ยงปลาเด็ดขาด เพราะน้ำเค็มที่ได้จากเกลือละลายน้ำจืดจะมีองค์ประกอบของ NaCl เท่านั้น ในขณะที่น้ำทะเลธรรมชาติจะมีแร่ธาตุหลายชนิดรวมแล้วมากกว่า 20 ชนิด


210. ปลาทะเลที่จัดแสดงหรือเลี้ยงไว้ในตู้นาน ๆ ควรจะต้องมีการพักปลาข้างนอกหรือไม่

สมควรอย่างยิ่ง เพราะปลาที่เลี้ยงไว้ในตู้นาน ๆ ถึงแม้ว่าปลาจะปรับตัวได้แล้วก็ตาม ก็ควรนำออกมาเลี้ยงในพื้นที่กว้าง ๆ ให้ได้รับแสงแดดธรรมชาติบ้าง แต่ปลาชุดดังกล่าวจะต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพราะปลาที่นำออกมาพักส่วนใหญ่จะมีสุขภาพไม่แข็งแรง ถ้าเป็นไปได้ควรจะจัดระบบบ่อพักปลาให้มีลักษณะคล้ายTouch pool เพื่อให้ปลาฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว


209. ทำไม่ปลาทะเลจึงเลี้ยงในตู้ปลาได้ไม่นานแล้วตาย

สาเหตุที่ทำให้ปลาทะเลที่นำมาเลี้ยงในตู้มักจะตายง่าย เนื่องจากหลายสาเหตุ เช่น

1. ระบบกรองหมุนเวียนน้ำในตู้มีความเหมาะสมหรือไม่ เพราะโดยปกติแล้ว ระบบกรองจะต้องมีขนาดไม่น้อยกว่า 20-30% ของปริมาตรน้ำที่ใช้เลี้ยงปลา และระบบกรองที่ดีก็ควรจะมีจุลินทรีย์ที่มีประโยชนำหน้าที่ปรับเปลี่ยนของเสียหรือช่วยย่อยสลายของเสียที่เกิดจากปลาที่เลี้ยงว่ามีความสมดุลกันหรือไม่ เพื่อลดความสูญเสียจึงสมควรที่จะต้องติดตั้งระบบกรองน้ำและทำการเดินระบบล่วงหน้าอย่างน้อย 2 สัปดาห์ แล้วจึงนำปลาที่ต้องการเลี้ยงมาปล่อยในตู้เตรียมไว้

2. การให้อาหารควรให้วันละ 1 ครั้ง ให้เพียงพอต่อการดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ และจะต้องเป็นอาหารที่เหมาะสมกับสัตว์น้ำที่เลี้ยงด้วยพยายามอย่าให้อาหารมากเกินไป เพราะจะทำให้ปลาตายได้ง่าย

3. การดูแลสุขภาพของปลาและประวัติการได้มาของปลาหรือสัตว์น้ำนั้น ว่าได้มาจากการเพาะเลี้ยงหรือถูกจับมา ถ้าถูกจับมาโดยการใช้สารเคมีเบื่อเมา ก็จะทำให้ปลาเกิดการทยอยตาย เนื่องจากไตของปลาถูกสารเคมีนั้น ๆ ทำลายไปแล้ว จะต้องมีการสังเกตอาการของปลาด้วย


208. วิธีการเพาะและอนุบาลปลาดุกบิ๊กอุย

ปลาดุกบิ๊กอุยเป็นปลาลูกผสม เกิดจากแม่ปลาดุกอุยและพ่อปลาดุกอาฟริกา ลักษณะแม่พันธุ์ที่นำมาเพาะควรเป็นแม่พันธุ์ที่มีอายุเกินกว่า  1  ปี  สังเกตจากสีและลายของลำตัว  ถ้าเป็นแม่ปลาดุกที่มีลายจุดข้างตัวแสดงว่าแม่ปลาอายุน้อยไม่สามารถนำมาใช้เป็นแม่พันธุ์ได้ ลักษณะพ่อพันธุ์ควรมีอายุประมาณ  2  ปี  และมีน้ำเชื้อสมบูรณ์การเพาะโดยการฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ซูพรีแฟ็ค  ในอัตรา  5 – 10  ไมโครกรัม/แม่ปลา  1  กิโลกรัม  ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ดอมเพอริโดน  5  มิลลิกรัม/แม่ปลา  1  กิโลกรัม  (1  เม็ดต่อแม่ปลา  2  กิโลกรัม)  การฉีดอาจฉีดครั้งเดียว  หรือแบ่งฉีด  2  ครั้ง  หลังจากการฉีดฮอร์โมนครั้งเดียวจะใช้ระยะเวลาประมาณ  14 – 16  ชม.  ดำเนินรีดไข่ผสมกับน้ำเชื้อ  ถ้าเป็นการฉีดสองครั้ง  จะแบ่งระยะเวลาการฉีดครั้งที่หนึ่งห่างจากการฉีกครั้งที่สองประมาณ 6 ชม.  และดำเนินการรีดไข่ปลาหลังจากการฉีดครั้งที่สองประมาณ 8 ชม.  เมื่อดำเนินการรีดไข่ปลาลงในภาชนะแห้ง เช่น กาละมังหรือชาม แล้วควรผ่าตัวผู้แล้วนำน้ำเชื้อมาบดผสมกับไข่หยดน้ำเล็กน้อยแล้วคนไข่กับน้ำเชื้อให้ผสมกันการอนุบาลลูกปลาดุกวัยอ่อน ควรปล่อยอนุบาลในอัตราประมาณ 3,000 - 5,000 ตัว/ตรม  ใช้ไรแดงให้กินเป็นอาหารวันละ 4 ครั้ง อนุบาลลูกปลาครบ 15 วัน ลูกปลาจะได้ขนาดประมาณ 1.5 - 2 ซม.


207. การเพาะพันธุ์ปลาจาระเม็ดน้ำจืดและการอนุบาล

ช่วงเวลา ควรอยู่ระหว่างเดือนเม.ย.–พ.ย.

ลักษณะของพ่อแม่พันธุ์ ลักษณะของแม่พันธุ์สังเกตได้จากบริเวณท้องจะนิ่ม อวัยวะเพศมีสีแดง  ลักษณะของพ่อพันธุ์บริเวณช่องท้องเป็นสันแหลม  เมื่อบีบบริเวณทางออกของน้ำเชื้อจะมีน้ำเชื้อสีขาวไหลออกมาในปริมาณไม่มาก

วิธีการเพาะพันธุ์ ใช้วิธีฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์ซูพรีเฟ็ค  โดยฉีด  2  ครั้ง  ในอัตราความเข้มข้น  ดังนี้

   ครั้งที่  1  ใช้ซูพรีเฟ็ค อัตรา  10  ไมโครกรัม/น้ำหนักปลา 1 กก.  ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์  10  มิลลิกรัม/น้ำหนักปลา 1 กก.  ทิ้งระยะห่าง  6  ชั่วโมงจึงฉีดครั้งที่  2

   ครั้งที่  2  ใช้ซูพรีเฟ็ค อัตรา  15  ไมโครกรัม/น้ำหนักปลา 1 กก.  ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์  10  มิลลิกรัม/น้ำหนักปลา 1 กก.

การผสมพันธุ์ ให้นำพ่อแม่พันธุ์ใส่บ่อที่เตรียมไว้ อัตราตัวผู้ต่อต่อตัวเมีย 2:1  เพื่อให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติ หลังจากการฉีดครั้งที่  2  ประมาณ  6  ชม.  แม่พันธุ์ปลาจะวางไข่    ไข่ปลาจาระเม็ดน้ำจืดเป็นไข่ครึ่งลอยครึ่งจมจึงให้รวบรวมไข่ใส่ในถังฟัก ที่มีระบบน้ำหมุนเวียนและให้อากาศตลอดเวลา ใช้ระยะเวลาประมาณ  16 – 18  ชม.ไข่ฟักออกเป็นตัว  ถุงไข่แดงของลูกปลาจะยุบใช้เวลาประมาณ  3  วัน จึงให้อาหาร ควรใช้อาหารธรรมชาติ เช่น  ไรแดง  หรือใช้อาหารสมทบ เช่นไข่แดงต้มสุกบดให้กิน  อนุบาลลูกปลาในถังจนลูกปลาอายุครบ 7  วัน  จึงนำลงบ่อดินที่เตรียมโดยการตากไว้ให้แห้ง  ใส่ปูนขาวอัตรา  100 – 150  กิโลกรัม/ไร่  ระดับน้ำในบ่อลึกประมาณ  80  ซม.  ใส่น้ำก่อนนำลูกปลาลงปล่อยประมาณ  2  วัน  เพื่อป้องกันศัตรูของลูกปลา อัตราปล่อย  200,000 – 300,000  ตัวต่อไร่  ในระหว่างที่ปล่อยลูกปลาครั้งแรกควรใช้ไรแดงที่มีชีวิตเป็นอาหารประมาณ  2  กก./ลูกปลา  100,000  ตัว หลังจากนั้นจึงให้อาหารสมทบ เช่น รำผสมปลาป่น  ในอัตรา  2:2   กินเป็นอาหาร  เมื่ออายุครบ  20 – 21  วัน  ลูกปลาจาระเม็ดจะเริ่มขึ้นผิวน้ำ อาหารควรเปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกเม็ดเล็ก  เมื่อลูกปลาอายุครบ  30 – 40  วัน  ลูกปลาจะมีขนาดประมาณ 2 – 3  ซม.


206. การเพาะพันธ์ปลาสลิด

1. การคัดเลือกพันธุ์ปลาสลิด

    ปลาสลิดที่จะใช้เป็น พ่อแม่พันธุ์ควรเลือกตัวที่มีขนาดใหญ่ แข็งแรง สมบูรณ์ ไม่มีแผลครีบและหางไม่แตก ขนาดของปลาที่จะสามารถสืบพันธุ์ได้ ลำตัวจะต้องยาวกว่า 10 ซม.ขึ้นไป แต่ไม่ควรมีขนาดยาวเกินกว่า 20 ซม. เพราะความปราดเปรียวของปลาที่มีขนาดโตจะน้อยลง อัตราส่วนปลาตัวผู้แลตัวเมียที่จะปล่อยลงในบ่อนั้น ควรใช้ตัวเมีย 1 ตัว ต่อตัวผู้ 1 ตัว การจัดให้ปลาสลิดวางไข่ ปลาสลิดจะเริ่มวางไข่ตั้งแต่เดือนเมษายนจนถึงเดือนสิงหาคม หรือในฤดูฝน แม่ปลาตัวหนึ่งจะวางไข่ได้หลายครั้ง ประมาณคราวละ 4,000-10,000 ฟอง ดังนั้นการจัดบ่อเพาะเลี้ยงปลาสลิดจึงควรให้เสร็จภายในเดือนมีนาคม จากการเพาะเลี้ยงพบว่า ถ้าได้จัดบ่อด้วยวิธีการดังกล่าวไปนี้ จะทำให้ลูกปลาสลิดมีโอกาสรอดชีวิตเพิ่มขึ้นอีกมาก 

    (1) ระบายน้ำเข้าบ่อผ่านตะแกรงที่มีช่องตาขนาด 1 มิลลิเมตร จนท่วมชานบ่อโดยรอบให้มีระดับสูง 20-30 ซม. ปลาจะเข้าก่อหวอดวางไข่มากขึ้น ทั้งอาณาเขตบ่อก็จะกว้างขวางเท่าเดิม เป็นการเพิ่มที่วางไข่และที่เลี้ยงตัวของลูกปลามากขึ้น 

    (2) สาดปุ๋ยคอกที่ตากจนแห้ง บนบริเวณชานบ่อ

ที่ไขน้ำให้ท่วมขึ้นมาใหม่นั้น ตามอัตราที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นในเรื่องการใส่ปุ๋ย จะทำให้เกิดไรน้ำและช่วยทำให้ผักหญ้าบนชานบ่อเจริญงอกงาม 

    (3) ปล่อยให้ผักหญ้าพันธุ์ไม้น้ำขึ้นรกในบริเวณชานบ่อหรือจะปลูกเพิ่มเติมได้ก็จะเป็นการดี เพราะพันธุ์ไม้น้ำซึ่งได้แก่ พวกผักบุ้ง แพงพวย และผักกระเฉด ปลาสลิดจะชอบใช้เป็นทำเลที่ก่อหวอดวางไข่ กิ่ง ใบและก้านของพันธุ์ไม้น้ำเหล่านี้ จะเป็นสิ่งสำคัญในการยึดเหนี่ยวหวอดมิให้ลมพัดกระจัดกระจายไป และเมื่อวางไข่ปลาฟักออกเป็นตัวแล้ว ก็จะเป็นที่ให้ลูกปลาได้อาศัยเลี้ยงสัตว์ตัวกำบังร่มเงาและหลบหลีกศัตรูได้เป็นอย่างดีจนกว่าจะแข็งแรงหลบหลีกน้ำ การวางไข่ ก่อนจะเริ่มวางไข่ ปลาสลิดตัวผู้จะเป็นฝ่ายตระเตรียมการขั้นแรกตัวผู้จะเลือกสถานที่ โดยการก่อหวอดไว้ในระหว่างต้นวัชพืชที่โปร่ง ๆ ไม่หนาทึบเกินไป เพราะปลาสลิดตัวเมียชอบวางไข่ในที่ร่มมากกว่ากลางแจ้ง

2. การให้อาหาร

    อาหารที่ปลาสลิดชอบกินคือ ตะไคร่น้ำ รำละเอียด หรือปลาข้าว โดยต้นปนกับผักบุ้งที่หั่นแล้ว รวมทั้งแหนสด และปลวก ตะไคร่น้ำและไรน้ำเป็นอาหารของลูกปลาในวัยอ่อน อายุตั้งแต่ 7 วันถึง 1 เดือน เมื่อปลามีอายุได้ 21 วันแล้ว ควรลองให้รำข้าวอย่างละเอียด ต้มปนกับผักบุ้งที่หั่นละเอียดหรือแหนสด และปลวกบ้าง เพราะลูกปลาบางตัวเจริญเติบโตเร็วจนสามารถกินอาหารดังกล่าวได้ สำหรับผักบุ้งที่ใช้ต้มปนกับรำนั้น ควรใช้ผัก 1 ส่วน รำ 2 ส่วน โดยต้มผักให้เปื่อยเสียก่อน แล้วจึงเอารำลงไปเคล้า ปั้นเป็นก้อน การให้อาหารควรให้เพียงวันละ 2 ครั้ง ในเวลาเช้า โดยจัดวางบนแป้นได้ระดับน้ำ 1 คืบ ควรกะปริมาณอาหารให้ปลากินหมดพอดีในวันหนึ่ง ๆ ถ้าอาหารให้แน่นอนลงไปเป็นการยากที่จะคำนวณได้ เพราะปลาย่อมเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน อาหารที่ให้แต่ละคราวจึงต้องคอยเพิ่มปริมาณให้มากขึ้นอยู่เสมอ เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการของปลา การให้อาหารแต่ละครั้ง ควรพยายามให้เป็นเวลา และควรให้อาหารในระหว่างที่อากาศยังไม่ร้อนคือ ในช่วงเช้าและเย็น ก่อนวางอาหารบนแป้นไม้ ควรดีดน้ำให้สัญญาณเสียก่อน ปลาจะได้เชื่องและมีความเคยชิน

3. การเตรียมบ่อ

    บ่อใหม่  หากเป็นบ่อที่ขุดใหม่ ดินมักจะเป็นกรด ควรใช้ปูนขาวโรยให้ทั่วบ่อ ในอัตรา 1 กก./เนื้อที่ 10 ตารางเมตร

    บ่อเก่า  จำเป็นต้องปรับปรุงบ่อ โดยจำกัดวัชพืชออกให้หมด เช่น ผักตบชวา จอก บัว และหญ้าต่าง ๆ เพราะวัชพืชเหล่านี้จะปกคลุมผิวน้ำเป็นอุปสรรคต่อากรหมุนเวียนของอากาศ และเป็นที่อยู่อาศัยของศัตรูได้ คันบ่อควรลอกเลนขึ้นมาตกแต่ง และทำท่อระบายน้ำให้เรียบร้อย ต่กบ่อนั้นทิ้งไว้จนแห้ง แสงแดดจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยให้คุณภาพของดินในบริเวณบ่อมีคุณสมบัติดีขึ้น การปล่อยปลาลงเลี้ยงต้องกำจัดศัตรูของปลาตะเพียน ได้แก่ พวกปลากินเนื้อ เช่น ปลาช่อน ปลาชะโด ปลากดุก กบ เขียด และงู ฯลฯ โดยการระบายน้ำออกจากบ่อให้แห้งขอดแล้วจับขึ้นให้หมด ในกรณีที่ไม่สามารถระบายน้ำได้ ควรใช้โล่ติ๊นสด 1 กก./ปริมาณน้ำ 100 ลูกบาศก์เมตร วิธีใช้คือทุบหรือบดโล่ติ๊นให้ละเอียด นำลงแช่น้ำสัก 1 หรือ 2 ปี๊บ ขยำโล่ติ๊นเพื่อให้น้ำสีขาวออกมาหลาย ๆ ครั้ง จนหมด แล้วนำไปสาดให้ทั่วบ่อ ศัตรูพวกปลาดังกล่าวก็จะตายลอยขึ้นมา ต้องเก็บออกทิ้งอย่าปล่อยให้เน่าอยู่ในบ่อเพราะจะทำให้น้ำเสียได้ ก่อนที่จะปล่อยปลาลงเลี้ยง ควรทิ้งระยะไว้ประมาณ 7-10 วัน เพื่อให้ฤทธิ์ของโล่ติ๊นสลายตัว


205. การเพาะพันธุ์ปลานิล

1. การเตรียมบ่อเพาะพันธุ์

    1.1 บ่อดิน

          บ่อเพาะปลานิลควรเป็นบ่อรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีเนื้อที่ตั้งแต่ 50-1600 ตารางเมตร สามารถเก็บกักน้ำสูงได้สูง 1 เมตร บ่อควรมีเชิงลาดตามความเหมาะสม เพื่อป้องกันดินพังทลาย และมีชานบ่อกว้าง 1-2 เมตร ถ้าเป็นบ่อเก่าก็ควรวิดน้ำและสาดเลนขึ้น การใช้บ่อดินเพาะปลานิลจะมีประสิทธิภาพดีกว่าวิธีอื่น เพราะเป็นบ่อที่มีลักษณะคล้ายคลึงตามธรรมชาติ และการผลิตลูกปลานิลจากบ่อดินจะได้ผลผลิตสูงและต้นทุนต่ำว่าวิธีอื่น

    1.2 บ่อซีเมนต์

          สามารถใช้เลี้ยงปลานิลได้ รูปร่างของบ่อจะเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้าหรือทรงกลมก้ได้ มีความลึกประมาณ 1 เมตร ควรใช้เครื่องเป่าลมช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำจะทำให้การเพาะพันธุ์ปลานิลด้วยวิธีนี้ได้ผลมากยิ่งขึ้น

    1.3 กระชังในลอนตาถี่

          ขนาดของกระชังที่ใช้ประมาณ 5x8x2 เมตร วางกระชังในบ่อดินหรือในบึงให้พื้นที่กระชังอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำประมาณ 1 เมตร ใช้ไม้ 4 หลักผูกตรงมุม 4 มุม การเพาะปลาวิธีนี้มีความเหมาะสมที่จะใช้ผลิตลูกปลาในกรณีซึ่งเกษตรกรไม่มีพื้นที่

2 การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

   การคัดเลือกพ่อแม่ปลานิล โดยการสังเกตลักษณะภายนอกของปลาที่สมบูรณ์ปราศจากเชื้อโรคและบาดแผล สำหรับพ่อแม่ปลาที่พร้อมจะวางไข่นั้นสังเกตได้จากอวัยวะเพศ ถ้าเป็นปลาตัวเมียจะมีสีชมพูแดงเรื่อ ส่วนปลาตัวผู้ก็สังเกตได้จากสีของตัวปลาเข้มสดใส โดยเปรียบเทียบกับปลานิลตัวผู้อื่น ๆ ที่จับขึ้นมา ขนาดของปลาตัวผู้และตัวเมียควรมีขนาดไล่เลี่ยกันคือมีความยาวตั้งแต่ 15-25 ซม. น้ำหนักตั้งแต่ 150-200 กรัม

3 อัตราส่วนที่ปล่อยพ่อแม่ปลงลงเพาะพันธุ์

   ปริมาณพ่อแม่ปลาที่จะนำไปปล่อยในบ่อเพาะ 1 ตัว/ 4 ตารางเมตร หรือไร่ละ 400 ตัว ควรปล่อยในอัตราส่วนพ่อปลา 2 ตัว/ แม่ปลา 3 ตัว จากการสังเกตพฤติกรรมในการผสมพันธุ์ของปลาชนิดนี้ ปลาตัวผู้มีสมรรถาภาพที่จะผสมพันธุ์กับปลาตัวเมียอื่น ๆ ได้อีก ดังนั้นการเพิ่มอัตราส่วนของปลาตัวเมียให้มากขึ้นก็จะทำให้ได้ลูกปลานิลเพิ่มขึ้น ส่วนการเพาะปลานิลในกระชังใช้อัตราส่วนปลา 6 ตัว/ตารางเมตร โดยใช้ตัวผู้ 1 ตัว/ตัวเมีย 3-5 ตัว การเพาะปลานิลแต่ละรุ่นจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน จึงเปลี่ยนพ่อแม่ปลารุ่นใหม่ต่อไป

4 การให้อาหารและปุ๋ยในบ่อเพาะพันธุ์

   การเลี้ยงปลานิลมีความจำเป็นที่จะต้องให้อาหารสมทบหรืออาหารผสมได้แก่ ปลายข้าว สาหร่าย รำละเอียด ในอัตราส่วน 1:2:3 โดยให้อาหารแก่พ่อแม่ปลานิลประมาณ 2% ของน้ำหนักตัว เพื่อให้ปลานิลใช้เป็นพลังงานซึ่งต้องใช้มากกว่าในช่วงการผสมพันธุ์ ส่วนปุ๋ยคอกแห้งก็ต้องใส่ในอัตราส่วน 100-200 กก./ไร่/เดือน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มปริมาณอาหารธรรมชาติในบ่อได้แก่ พืชน้ำขนาดเล็ก ไรน้ำและตัวอ่อน  อันจะเป็นประโยชน์ต่อลูกปลานิลวัยอ่อนภายหลังที่ถุงอาหารยุบตัวลง และจะต้องดำรงชีวิตอยู่ในบ่อเพาะลงใหม่ ๆ ก่อนที่ลูกปลาจะกินอาหารสมทบอื่น ๆ ได้ อาหารสมทบที่หาง่ายคือ รำข้าว ซึ่งควรปรับปรุงคุณภาพให้ดีขึ้นโดยใช้ปลาป่น กากถั่ว และวิตามินเป็นส่วนผสม นอกจากนี้แหนเป็ดและสาหร่ายบางชนิดก็สามารถใช้เป็นอาหารเสริมได้


204. การผสมพันธุ์ปลานิล

   ปลานิลสามารถผสมพันธุ์ได้ตลอดปีโดยใช้เวลา 2-3 เดือน/ครั้ง แต่ถ้าอาหารเพียงพอและเหมาะสมในระยะเวลา 1 ปี จะผสมพันธุ์ได้ 5-6 ครั้ง ขนาดอายุและช่วงการสืบพันธุ์ของปลาแต่ละตัวจะแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อมและสภาพทางสรีวิทยาของปลาเอง การวิวัฒนาการของรังไข่และถุงน้ำเชื้อของปลานิล พบว่าปลานิลจะมีไข่และน้ำเชื้อเมื่อมีความยาว 6.5 ซม.

   โดยปกติปลานิลที่ยังโตไม่ได้ขนาดผสมพันธุ์หรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เพื่อการวางไข่ ปลารวมกันอยู่เป็นฝูง แต่ภายหลังที่ปลามีขนาดที่จะสืบพันธุ์ได้ ปลาตัวผู้จะแยกออกจากฝูงแล้วเมื่อเริ่มสร้างรัง โดยเลือกเอาบริเวณเชิงลาดหรือก้นบ่อที่มีระดับน้ำลึกระหว่าง 0.5-1 เมตร วิธีการสร้างรังนั้นปลาจะปักหัวลง โดยที่ตัวของมันอยู่ในระดับตั้งฉกกับพื้นดิน แล้วใช้ปากพร้อมกับการเคลื่อนไหวของลำตัวเพื่อเขี่ยดินตะกอนออก จากนั้นจะอมดินตะกอนของต่าง ๆ ออกไปทิ้งนอกรัง ทำเช่นนี้จนกว่าจะได้รังที่มีลักษณะค่อนข้างกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 20-35 ซม. ลึกประมาณ 3-6 ซม. ความกว้างและความลึกของรังไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของพ่อปลา โดยปลาตัวเมียจะว่ายน้ำอยู่ใกล้ ๆ รัง และเมื่อตัวเมียถูกใจแล้วก็จะแสดงอาการจับคู่     โดยว่ายน้ำเคล้าคู่กันไปโดยใช้หางดีดและกัดกันเบา ๆ การเคล้าเคลียดังกล่าวใช้เวลาไม่นาน ปลาตัวผู้ก็จะใช้บริเวณหน้าผากดุนที่ใต้ท้องของตัวเมีย เพื่อเป็นการกระตุ้นเร่งเร้าให้ตัวเมียวางไข่ ซึ่งตัวเมียจะวางไข่ครั้งละ 10-15 ฟอง ปริมาณไข่รวมกันแต่ละครั้งประมาณ 50-600 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของแม่ปลา เมื่อปลาวางไข่แต่ละครั้งปลาตัวผู้จะว่ายน้ำไปเหนือไข่พร้อมกับปล่อยน้ำเชื้อลงไปทำเช่นนี้จนกว่าการผสมพันธุ์แล้วเสร็จ โดยใช้เวลา 1-2 ชม. ปลาตัวเมียเก็บไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอมไว้ในปากและว่ายออกจากรัง ส่วนปลาตัวผู้ก็จะเคล้าเคลียปลาตัวเมียอื่นต่อไป


203. ความหนาแน่นปลากะพงขาวที่เลี้ยงในบ่อดิน และการให้อาหาร

อัตราการปล่อยลูกปลากะพงขาว 2,000-5,000 ตัว/ไร่ ในช่วงที่ลูกปลาอายุ 1 เดือน ให้อาหารประเภทปลาสดบดละเอียด วันละ 2 ครั้ง เช้า- บ่าย หลังจากลูกปลาอายุเกิน 1 เดือน ให้อาหารประเภทปลาสดหั่นเหมาะสมขนาดปากปลาช่วงนี้ให้อาหารวันละ 1 ครั้ง จนกระทั่งปลาอิ่มสังเกตได้จากปลาเริ่มไม่กินเหยื่อ การให้อากาศเริ่มเมื่อลูกปลาอายุ 2 เดือนขึ้นไป


202. เทคนิคการเลี้ยงปลากะพงขาวในบ่อ/กระชัง

- รูปแบบกระชังเลี้ยงปลา

- อัตราการปล่อยปลา

- การจัดการสุขภาพปลาในบ่อ/กระชัง

- อาหารและการให้อาหาร

- อัตราการปล่อยปลา


201. การเลี้ยงปลาน้ำกร่อยในกระชัง

รูปแบของกระชัง มี 2 รูปแบบ คือ

1. กระชังประจำที่ ลักษณะของกระชังจะผูกยึดติดกับเสาหลักซึ่งปักไว้กับพื้นดินอย่างแข็งแรง กระชังประเภทนี้จะไม่สามารถลอยขึ้นลงตามระดับการขึ้นลงของน้ำได้ ดังนั้นบริเวณแหล่งเลี้ยงจะมีความลึกเมื่อน้ำขึ้นสูงสุดไม่เกิน 2.50 เมตร โดยมีระดับน้ำขึ้นสูงสุดและต่ำสุดแตกต่างกันประมาณ 50-60 ซม. 2. กระชังลอยน้ำ กระชังแบบนี้เหมาะสำหรับการเลี้ยงปลาในบริเวณแหล่งเลี้ยงที่มีน้ำ ลึกไม่ต่ำกว่า 2 เมตร ในช่วงน้ำลงต่ำสุด และระดับน้ำขึ้นลงแตกต่างกันมากกว่า 1 เมตรขึ้นไป ตัวกระชังจะผูกแขวนอยู่กับแพหรือทุ่นลอย ซึ่งลอยขึ้นลงตามการขึ้นลงของกระแสน้ำ

กระชังลอยน้ำแบ่งเป็น 2แบบ คือ

1. กระชังลอยน้ำแบบมีโครง กระชังแบบนี้จะมีโครงกระชังเป็นส่วนที่ให้ความแข็งแรงและให้กระชังคงรูปอยู่ได้ โครงกระชังสามารถกางได้เต็มที่ตามลักษณะโครงสร้าง ทำให้การถ่ายเทหมุนเวียนน้ำได้ดี กระชังไม่ลู่ไปตามน้ำ

2. กระชังลอยน้ำแบบไม่มีโครง ตัวกระชังสามารถลู่ไปตามความเร็วของกระแสน้ำได้ง่าย เนื่องจากไม่มีโครงยึดจึงต้องใช้วัสดุที่มีน้ำหนักพอประมาณ ถ่วงตามมุมล่างกระชัง อัตราการปล่อยปลาลงเลี้ยงในกระชัง


200. การเลี้ยงปลาน้ำกร่อยในบ่อดิน

บ่อเลี้ยงปลากะพงขาวควรมีขนาด 0.5-2 ไร่ ลึก 1.5 เมตร มีระบบน้ำเข้าออกอยู่คนละด้าน ก่อนปล่อยปลาลงเลี้ยงควรทำการลอกเลนทำความสะอาดบ่อก่อน ในกรณีที่เป็นบ่อใช้ปูนขาว อัตรา 25-30 กิโลกรัม/ไร่ หว่านทั่วบ่อ และตากบ่อให้แห้ง ระดับน้ำที่ใช้ในบ่อ1.5-1.8 เมตร สำหรับปลาเก๋านิยมเลี้ยงในบ่อดินน้อยมาก เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนพันธุ์ปลา ต้องอาศัยการรวบรวมจากธรรมชาติ ปริมาณที่ได้ไม่มากนัก และขนาดที่แตกต่างกัน การเลี้ยงในบ่อดินจึงทำได้ยาก แต่สามารถเลี้ยงได้โดยการเลี้ยงในบ่อที่มีขนาดเล็ก 0.5-1 ไร่ อัตราความหนาแน่นที่เลี้ยงในบ่อดิน ปลามีขนาดความยาวตัว 2-3 นิ้ว ปล่อย 2-2.5 ตัว/ตารางเมตร


199. สถาบันฯ เพาะพันธุ์ปลาอะไรจำหน่ายบ้าง

ชนิดพันธุ์ปลาและราคาปลาที่ทางสถาบันฯ  เพาะจำหน่าย  ได้แก่

- ปลาตะเพียน  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  10  สต

- ปลายี่สก  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  10  สต.

- ปลานิลธรรมดา  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  10  สต.

- ปลานิลแปลงเพศ  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  30  สต. 

- ปลาสวาย  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  20  สต.

- ปลาแรด  ขนาด  2 – 3  นิ้ว  ราคาตัวละ   3  บาท

- ปลาดุก  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  10  สต.

- ปลาหมอ  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  0.15  สต.

- กบ  (1  เดือน)  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  1   บาท

- กบ  (1  เดือน)  ขนาด  2 – 3  ซม.  ราคาตัวละ  1   บาท


198. การเลี้ยงปลาในกระชัง มีข้อดี ข้อเสีย อย่างไรและมีปัญหาอะไรบ้าง

การเลี้ยงปลาในกระชังที่ดีนิยมทำกันในเขตที่มีน้ำไหลถ่ายเทดี ปลอดภัยจากคลื่นลมรุนแรง คุณภาพของน้ำค่อนข้างคงที่ กระชังที่ใช้ในการเลี้ยงปลาจะมี 2 รูปแบบ คือ แบบประจำที่ และแบบลอยขึ้นลงตามระดับน้ำการเลี้ยงปลาในกระชังที่มีทำเลเหมาะสมตามหลักการเพาะเลี้ยงสามารถจะเลี้ยงปลาได้หนาแน่นกว่าการเลี้ยงแบบบ่อมาก เช่น หากเราจะเลี้ยงปลากะพงขาว ขนาด 3-4 นิ้ว ในบ่อดินแบบพัฒนา เราจะปล่อยได้ประมาณ 2-3 ตัว/ตารางเมตร (ความลึกของน้ำ 1 เมตร) แต่ถ้าเราเลี้ยงในกระชังที่มีกระแสน้ำไหลเวียนถ่ายเทดี จะมีข้อดีคือ เราจะสามารถปล่อยเลี้ยงได้สูงถึง 100-300 ตัว/ตารางเมตร ส่วนข้อเสีย คือ อาจจะต้องลงทุนในการจัดทำกระชังค่อนข้างสูง ต้องมีการดูแลอย่างดี บางครั้งอาจจะประสบปัญหาเรื่องคลื่นลมรุนแรง ความเสียหายอาจเกิดขึ้นได้และอาจจะพบปัญหาโรคระบาดที่แพร่กระจายในแหล่งน้ำได้ ทำเลที่ดีอาจจะเลือกได้ยาก ปัญหาเรื่องโรคระบาด เรืองการขโมยผลผลิต การควบคุมคุณภาพน้ำเป็นเรื่องที่ทำได้ยากมาก


197. การส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก

สาเหตุที่ศูนย์ฯ คุ้งกระเบน หันมาส่งเสริมให้มีการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติก เพราะพื้นที่ในความรับผิดชอบบางส่วน มีสภาพเป็นดินเปรี้ยวจัด (pH2-pH4) การเลี้ยงปลาในบ่อดินได้นั้น ต้องมีการปรับสภาพดินและน้ำอย่างมาก และต้องคอยควบคุมการเปลี่ยนแปลงนั้นตลอด จึงทำให้การเลี้ยงปลาในบ่อดินภายใต้พื้นที่ดินเปรี้ยวไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ถึงแม้ว่าศูนย์ฯจะส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบติดตามดูแล แนะนำอย่างดีแล้วก็ตาม แนวความคิดในการส่งเสริมการเลี้ยงปลาในบ่อพลาสติด เพราะเราเชื่อว่า พลาสติก HDP มีความทนทานและสามารถป้องกันปัญหา pH ต่ำ จากดินได้ 100% การปรับปรุงสภาพน้ำเพื่อการเลี้ยงทำได้ง่ายกว่า และรูปแบบของบ่อก็สามารถทำได้ 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับภูมิประเทศนั้น คือ แบบบ่อลอย และบ่อจม

บ่อลอย เป็นรูปแบบที่มีการเสริมผนังบ่อ คันบ่อสูงกว่าพื้นดินปกติ โดยใช้พื้นดินเดิมเป็นระดับพื้นบ่อ เพื่อสะดวกต่อการระบายเปลี่ยนถ่ายน้ำและลดปัญหาน้ำท่วมบ่อในช่วงฤดูฝน เหมาะสมสำหรับเกษตรที่มีพื้นที่จำกัดบ่อจม จะมีการขุดดินลงไปเป็นรูปบ่อ แล้วปูพลาสติกกรองพื้นที่หรือบริเวณที่ไม่มีปัญหาเรื่องการใช้พื้นที่


196. การเลี้ยงปลาทะเล/น้ำกร่อย ในบ่อดิน เราควรเลี้ยงปลาชนิดใดจึงเหมาะสม

ชนิดของปลาน้ำกร่อยหรือปลาทะเลควรเป็นปลาที่เป็นที่ต้องการของตลาดเลี้ยงง่าย โตเร็ว รสชาติดี ราคาน่าสนใจ ซึ่งมีหลายชนิด เช่น ปลากะพงขาว ปลากะพงแดง ปลากะรังดอกแดง ปลากุดสลาด ปลากะรังหน้างอน เป็นต้น ส่วนการที่เราจะพิจารณาเลือกเลี้ยงปลาชนิดใดนั้น ขึ้นอยู่กับทำเลที่ตั้งของบ่อเลี้ยงด้วยว่ามีปัจจัยคุณภาพน้ำเหมาะสมต่อการเลี้ยงปลาหรือไม่ เพราะปลาแต่ละชนิดจะมีความทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน เช่น ปลากะรังหน้างอน และปลากะรังจุดฟ้า(กุดสลาด) จะเป็นกลุ่ม Marine type เพราะฉะนั้น น้ำที่ปลาเหล่านี้จะอาศัยอยู่ได้จะต้องมีความเค็มสูง ควรจะมีความเค็มสูงกว่า 30 ppt ดังนั้น หากทำเลที่ตั้งของบ่อเลี้ยงอยู่ในเขตปากแม่น้ำที่ได้รับอิทธิพลของน้ำจืดบ่อยคั้ง จึงควรหลีกเลี่ยงปลากลุ่มนี้ แต่ในทางกลับกันปลากะพงขาว เป็นปลาที่ทนความเค็มในช่วงกว้างตั้งแต่น้ำเค็มจัดจนถึงจืดสนิท ดังนั้น เราจะสามารถเลี้ยงปลากะพงขาวได้ทุกแห่ง กล่าวโดยสรุปว่าการเลี้ยงปลาชนิดใดนั้น จะต้องพิจารณาปัจจัยหลายด้าน เช่น ทำเล การตลาด แหล่งลูกพันธุ์ปลา แหล่งอาหารสัตว์น้ำ เป็นต้น


195. การเลี้ยงปลากินพืชโดยทั่วไป

ปลากินพืชโดยทั่วไปสามารถเลี้ยงรวมกันได้หลายชนิด  เช่น  ปลาตะเพียน,  ปลานิล,  ปลายี่สก  ปลาสวาย  ฯลฯ  อัตราการปล่อยควรปล่อยไม่เกิน  5,000  ตัว/ไร่  ถ้าเป็นปลาขนาดใหญ่  เช่น  ปลายี่สก  หรือปลาสวาย  สามารถปล่อยได้ชนิดละประมาณ  500  ตัว/ไร่  ในการปล่อยร่วมกับปลานิล  หรือปลาตะเพียน  แต่อัตราการปล่อยรวมทั้งหมดไม่ควรเกิน  5,000  ตัว/ไร่  อาหารที่ใช้เลี้ยงควรใช้รำ,  ปลาป่น  และปลายข้าวต้มสุกให้กินเป็นอาหาร  หรือใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูป  และควรใช้ปุ๋ยคอกร่วมด้วย  เพื่อเป็นการลดต้นทุนในการเลี้ยงนอกจากนี้แล้วยังสามารถใช้ของเหลือจากโรงงานอุตสาหกรรม  เช่น  กากเบียร์  หรือกากผงชูรสเลี้ยงร่วมด้วย


194. เต่าอะไรใหญ่ที่สุดในโลก

เต่ามะเฟืองเป็นเต่าทะเลที่มีบันทึกน้ำหนักไว้ถึง 700 กก. ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในโลก


193. เต่าและตะพาบน้ำต่างกันอย่างไร

เต่าและตะพาบน้ำมีกระดองแข็งห่อหุ้มอวัยวะภายในเรียกว่ากระดองเหมือนกัน เต่าจะมีแผ่นเกล็ดปิดกระดองอีกชั้นหนึ่ง แต่ตะพาบจะมีชั้นผิวหนังปกคลุมแทน


192. อาชีพใด ที่ทางกรมประมงจะแนะนำให้กับเกษตรกรผู้ที่ประสบปัญหาการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในขณะนี้ได้ทำการทดแทน ในพื้นที่ที่เลิกเลี้ยงแล้วบ้าง

อาชีพการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่น ๆ ที่ทำรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดีเท่ากับการเลี้ยงกุ้งนั้นหายาก แต่ในกรณีที่เกษตรกรต้องการทำประโยชน์จากพื้นที่นากุ้งร้างของตนนั้นทำได้หลายอาชีพ เช่น จ.สุราษฏร์ธานีจะเป็นแหล่งของปูทะเล มีเกษตรกรหลายรายที่สนใจประกอบอาชีพ การเลี้ยงปูทะเลขุนหรือขณะนี้ทาง ศปช.สุราษฏ์ธานีกำลังจัดทำแปลงหอยแครงสาธิต นำหอยแครงมาเลี้ยงในบ่อกุ้งที่เลิกใช้ไปแล้ว โดยจัดหาวิธีการที่เหมาะสม เพื่อเป็นกรณีตัวอย่างให้เกษตรกรผู้สนใจต่อไป และข้อมูลเหล่านี้จะทำการเผยแพร่ออกสู่เกษตรในอนาคตอันใกล้นี้


191. การส่งออกกุ้งไปยังประเทศต่าง ๆ หรือการส่งออก-นำเข้าสินค้าประมงทุกชนิด

มีบริการข้อมูลที่ www.fisheries.go.th/foreign/Index2.htm


190. บ่อที่เลิกเลี้ยงกุ้งกุลาดำแล้ว จะสามารถนำบ่อมาเลี้ยงอะไรได้อีกบ้าง

1. เลี้ยงปลากะพงขาว

2. เลี้ยงปลานิล (ถ้าน้ำในบริเวณนั้น ความเค็มต้องไม่เกิน 15 ppt)


189. พันธุ์กุ้งก้ามกรามของกรมประมงไปหาซื้อได้ที่ไหน

- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุพรรณบุรี โทร.035555744

- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดตาก  โทร.055511020

- ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง  โทร.038616076


188. กุ้งตัวนิ่มเกิดจากสาเหตุอะไร

กุ้งจะมีลักษณะเปลือกและลำตัวนิ่มเหมือนลอกคราบใหม่ ๆ ซึ่งจะแข็งตัวช้า และชอบหมกเลน ติดเชื้อทยอยตาย หรือถูกกิน มีสาเหตุจากการขาดธาตุอาหารที่จำเป็นในการสร้างเปลือกและการลอกคราบไม่เพียงพอ การป้องกัน คือไม่ปล่อยกุ้งหนาแน่นเกินไป มีการเตรียมบ่อและเตรียมน้ำที่ดีไม่ปล่อยกุ้งที่ความเค็มต่ำเกินไป


187. ราคากุ้ง

เรื่องราคา แนะนำโดยการบอกกับเกษตรกรว่าเป็นเรื่องทางเศรษฐกิจระดับประเทศซึ่งมีการรวมกลุ่ม ซื้อขายกันหลายประเทศ มีทั้งคู่แข่งและผู้ซื้อจากประเทศต่าง ๆ ทำให้ราคามีขึ้นมีลง ฉะนั้นทางเกษตรกรของไทยควรผลิตกุ้งที่ส่งออก เช่น เพื่อที่กลุ่มผู้ซื้อจะสั่งซื้อจากประเทศของเรามากขึ้น และจะสามารถต่อรองราคาได้ในอนาคตและเกษตรกรควรมีการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งชมรมเพื่อต่อรองราคากับห้องเย็นภายในประเทศ


186. ราคากุ้งตกต่ำ

สาเหตุ กุ้งไม่ได้ขนาดที่ตลาดต้องการ มีวิธีการแก้ไขดังนี้

1. เกษตรกรต้องเลี้ยงกุ้งให้ได้ขนาดตามตลาดต้องการ

2. เลี้ยงกุ้งแบบไม่มีสารตกค้าง

3. ศึกษาความต้องการของตลาดก่อนเลี้ยง


185. เทคนิคการเลี้ยงกุ้ง

วิธีเลี้ยง

1. เตรียมบ่อกำจัดสารอินทรีย์ในบ่อโดยการพรวนดิน ตากบ่อ ตักเลนกลางบ่อ

2. การเตรียมน้ำและการเตรียมบ่ออย่างน้อยไม่เกิน 1 เดือน และไม่น้อยกว่า 25 วัน

3. การเลี้ยงกุ้งต้องมีบ่อพักน้ำเพียงพอสำหรับการเลี้ยงกุ้งแต่ละรุ่น

4. ปรึกษาหน่วยงานกรมประมง


184. ควรเลือกเลี้ยงกุ้งชนิดใดระหว่างกุ้งกุลาดำและกุ้งขาว

คำแนะนำ

1. ควรคำนึงก่อนว่ากุ้งกุลาดำเป็นกุ้งพันธุ์พื้นเมืองที่มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมดี ส่วนกุ้งขาวเป็นกุ้งที่นำเข้ามาเลี้ยงจากต่างประเทศและสามารถเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในบ่อได้

2. กุ้งกุลาดำเป็นกุ้งที่โตกว่ากุ้งขาวเมื่อโตเต็มที่ดังนั้น หากเลี้ยงกุ้งโตควรเลือกเลี้ยงกุ้งกุลาดำ แต่หากต้องการกุ้ง Size เล็ก จะสามารถเลี้ยงกุ้งขาวได้ ทั้งนี้จะต้องพิจารณาจากความต้องการของตลาดเป็นหลัก อาจสอบถามจากหน่วยงานสังกัดกรมประมงทุกแห่ง หรือหาข้อมูลจากเว็บไซด์ www.fisheies.go.th หรือ www.thaihualityshrimp.com


183. การตรวจสอบลูกกุ้งอนามัย

คำแนะนำ

1. ลูกกุ้งแวนามัย ลำตัวสั้นป้อม กรีสั้นกว่าดวงตา ฟันกรีด้านบน7-8 ซี่ และฟันกรีด้านล่าง 2-3 ซี่ ขาว่ายน้ำขาวใส และหนวดสีแดงตลอดเส้น

2. นำตัวอย่างลูกกุ้งส่งตรวจฟรีที่ห้องปฏิบัติการของศูนย์/สถานีวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง ได้ทุกแห่ง


182. กุ้งไม่โตเป็นเพราะสาเหตุอะไร

สาเหตุ

1. ลูกกุ้งไม่มีคุณภาพหรือจากพ่อแม่พันธุ์กุ้งไม่มีคุณภาพ

2. ปล่อยกุ้งแน่นเกินไป

3. อาหารไม่เพียงพอหรืออาหารไม่คุณภาพ

4. โรคกุ้งแคระเกร็น เช่น HPV,IHHNV

5. สภาพแวดล้อมในบ่อไม่เหมาะสม เช่น ดินพื้นบ่อเป็นกรด , pH น้ำไม่เหมาะสม

การแก้ไข

1. เลือกซื้อลูกกุ้งจากโรงเพาะฟักที่มีคุณภาพเชื่อถือได้โดยเฉพาะโรงเพาะฟักที่ได้รับ CoC/GAP รับรอบจากกรมประมง

2. ตรวจสอบความแข็งแรงของลูกกุ้ง เช่น การทำ Stress test และสุ่มตัวอย่างลูกกุ้งฟรี ที่ศูนย์/สถานีวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง

3. จัดการการเลี้ยงที่ดี จัดสภาพแวดล้อมในบ่อให้เหมาะสมและมีการเตรียมดินพื้นบ่อและใช้อาหารที่มีคุณภาพที่มีเลขทะเบียนอาหาร ตรวจสอบการกินอาหารของกุ้งเพื่อการจัดการด้านอาหารที่ดีไม่ให้เหลือตอค้างจนเป็นสาเหตุให้พื้นบ่อเน่า


181. การเลี้ยงกุ้งให้ได้ขนาดใหญ่

1. คุณภาพลูกกุ้งที่ใช้ไม่มีการใช้ยาปฏิชีวนะไห้กับอาร์ทีเมียเพียงพอ

2. ความหนาแน่นที่เหมาะสม 40,000-50,000 ตัว/ไร่

3. ออกซิเจน มากกว่า 4-5 มิลลิกรัมต่อลิตร

4. การให้อาหาร ควบคุมอาหารอย่างเข้มงวด


180. พันธุ์กุ้งกุลาดำ มีเหรือไม่เพื่อจำหน่าย

สวช.ผลิตลูกกุ้งกุลาดำจำหน่ายช่วงเดือน ธ.ค. - มี.ค.


179. หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้ยาอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ต้องเลือกใช้ยาที่จำเป็นและให้เหมาะสมกับโรค ก่อนจับควรงดใช้ยา


178. เราควรตรวจลูกกุ้งทุกอย่างก่อนปล่อยแล้วทำไมยังตายอีก

เราต้องเน้นตั้งแต่เตรียมบ่อ เตรียมน้ำว่าเราเตรียมดีหรือเปล่าจะโทษลูกกุ้งอย่างเดียวคงไม่ได้


177. ทำไมหน่วยราชการไม่ยิงนอเพลียสเองเกษตรกรจะมั่นใจในเรื่องคุณภาพของลูกกุ้ง

งบประมาณของรัฐมีจำกัด เพราะค่าใช้จ่ายในการทำงานสูงมากตลอดจนไม่มีบุคลากรเพียงพอ ลูกกุ้งที่ดีจะมีอัตราการเจริญเติบโตหรือลอกคราบตามปกติ จนถึงขนาดพี 15 อยู่ประมาณ 24 วัน คือ นอเพลียส 2 วัน ชูเอี้ย 4 วัน ไมซีส และเป็นระยะพีอีก 15 วัน


176. คุณภาพน้ำที่เหมาะสมของการเลี้ยงกุ้ง

คุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้ง pH 7.5-8.5

ออกซิเจน ควรมากกว่า 5 มิลลิกรัม/ลิตร

แอมโมเนีย ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร

ไนไตรท์ ไม่ควรเกิน 0.5 มิลลิกรัม/ลอตร

ความเค็ม 15-30 ppt อัลคาไลน์ 80-160

การจัดการเมื่อค่าแอมโมเนียบ่อเลี้ยงสูง

ควรมีการถ่ายน้ำโดยใช้น้ำที่ผ่านการพักมานานแล้ว ลดอาหาร 10-20% ใส่จุลินทรีย์และน้ำตาล ควบคุม pH ในตอนเช้าไม่ให้สูงมากประมาณ 7.5-7.8


175. การเลี้ยงกุ้งทะเลการจัดการบ่อ

การเตรียมบ่อ การจัดหาพันธุ์กุ้ง อาหารและการให้อาหารกุ้ง การจัดสุขภาพกุ้ง การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อกุ้ง


174. การเลี้ยงกุ้งแชบ๊วย

   การเตรียมบ่อ : เตรียมบ่อเหมือนกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ การตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจน และให้น้ำไหลโดยใช้เครื่องตีน้ำจำนวน 4 ตัว วางตรงมุมของบ่อเลี้ยงทั้ง 4 มุม

   อัตราการปล่อย : บ่อเลี้ยงขนาด 3 ไร่ ปล่อยลูกกุ้งขนาด P15 จำนวน 150,000 ตัว คิดเป็นอัตราการปล่อยไร่ละ 50,000 ตัวหรือ 31.25 ตัว/ตรม.

   อาหารและการให้อาหาร : สัปดาห์แรกให้อาหารวันละ 4 มื้อ หลังจากนั้นให้วันละ 5 มื้อ โดยให้กินอาหารของกุ้งกุลาดำตลอดระยะเวลาการเลี้ยง

   การจัดการคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง : 

   - ความโปร่งใสของน้ำ ต้องไม่เกิน 10 ซม. หากมากกว่านี้ต้องเติมปุ๋ยยูเรีย ถ้าความโปร่งใสของน้ำมากกว่า 10 ซม. กุ้งจะกินอาหารลดลง สีของน้ำถ้าเป็นสีขุ่นจะดีมาก

   - pH ควรอยู่ระหว่างประมาณ 8-9

   - ความเค็ม การเลี้ยงกุ้งแชบ๊วย ในช่วงเดือนที่ 1 ต้องมีความเค็มไม่ต่ำกว่า 15 ppt และต้องปรับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในช่วงเดือนที่ 1-2 ให้มีความเค็มมากกว่า 20 ppt ในช่วงเดือนที่ 3 ต้องปรับความเค็มให้ได้ประมาณ 30 ppt และต้องมีการใส่จุลินทรีย์บ้าง หลังจากกุ้งอายุได้ 2 เดือนไปแล้ว


173. การให้อาหารกุ้งขาว

ในช่วงวันที่ 1 ถึง 40 ให้อาหารที่มีโปรตีนสูง 40% สามารถให้อาหารของกุ้งกุลาดำได้ อาจจะใช้อาหารที่มีโปรตีนต่ำ 30% แต่มีกรดอะมิโนที่จำเป็นครบถ้วนก็ได้ ในช่วงวันที่ 41 จนถึง วันที่จับขายให้อาหารที่มีโปรตีนต่ำลงมาประมาณ 30-35% สามารถให้อาหารของกุ้งก้ามกรามได้จำนวนมื้อควรจำกัดอยู่ที่ 3 มื้อ คือ อาจจะเป็นเวลา 08.00 น. 16.00 น. 22.00 น. ทั้งนี้แล้วแต่ความสะดวก มื้อเที่ยงควรงด และควรใช้ตารางอาหารเป็นหลัก ประกอบกับการเช็คจากยอ เมื่อต้องการตรวจสอบสภาพการให้อาหารสามารถตรวจวัดได้ จากค่าแอมโมเนีย ควรทำการวัดค่านี้อย่างน้อย 2 ครั้ง/สัปดาห์ หากค่าแอมโมเนียเพิ่มแสดงว่าอาจจะมีอาหารเหลือเนื่องจากให้อาหารมากเกินไป ดังนั้นให้ลดปริมาณอาหารในอาทิตย์ต่อไป ลงมื้อละ 0.5-1 กก. และหากค่าแอมโมเนียลดลงให้รักษาระดับการให้อาหารในปริมาณนี้ไว้ก่อนหลังจากนั้นจึงค่อย ๆ ปรับการให้อาหารเพิ่มขึ้นใช้สวิงช้อน ดูที่พื้นบ่อ แบบเดียวกับการตรวจสอบอาหารกุ้งก้ามกราม และตัดสินใจปรับลด หรือเพิ่ม ตามความเหมาะสม การเติมหรอืถ่ายน้ำในระหว่างการเลี้ยงควรมีการเติมน้ำหรือถ่ายน้ำ ทุก ๆ 10 วัน โดยระดับน้ำจะต้องเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงระดับ 1.5 เมตร เมื่อกุ้งอายุได้ 60 วัน ทุกครั้งที่เดติมหรือถ่ายน้ำให้เติมปูนแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) ทุกครั้ง ในอัตรา 10 กก./ไร่ ควรหว่านในเวลากลางคืน จากบริเวณกลางบ่อจนรอบ จะสังเกตุเห็นว่ากุ้งจะกินอาหารดีขึ้นทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำ และเพิ่มปูนแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) เมื่อครบกำหนด 30 วันควรทำการสุ่มตัวอย่างด้วยแหไนล่อน ขนาดตาถี่ 2 ซม. เพื่อตรวจสอบน้ำหนักของกุ้งและเปรียบเทียบกับตารางอาหาร หากพบว่าแตกไซส์มาก แสดงว่าอาหารที่ให้ไม่เพียงพอต้องเติมอาหารโดยทันที


172. การเตรียมน้ำก่อนปล่อยกุ้งขาว

หว่านอาหารสำหรับสร้างสัตว์หน้าดิน และจุลินทรีย์นำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงให้ได้ในระดับความลึกของน้ำที่ 1 เมตร เมื่อนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงแล้ว ให้ใส่ปูนแมกนีเซียมออกไซด์ (MgO) อัตรา 10-20 กก./ไร่/ครั้ง ควรใส่เวลากลางวัน และตีน้ำไปพร้อม ๆ กัน 4-5 วัน ก่อนปล่อยลูกกุ้ง คุณภาพของน้ำที่เตรียมไว้ควรมีค่าต่าง ๆ ดังนี้ อุณหภูมิ 28-32 องศาเซลเซียส ระดับออกซิเจนละลายน้ำ 5-8 มก./ลิตร ค่าความเป็นกรดและด่าง 7.8-8.8 ค่าความเค็ม 10-12 ส่วนในพันส่วน ค่าอัลคาไลน์ 100-180 มก./ลิตร ค่าความกระด้างรวม 120 มก./ลิตร


171. การเตรียมบ่อเพาะเลี้ยง (บ่อดิน) กุ้งขาววานาไม

วัดค่าระดับความเป็นกรด-ด่างของดิน (soilpH) และปรับให้อยู่ที่ค่าเท่ากับ 7 โดยใช้ปูนเผา (CaO) ที่มีส่วนผสมของแม็กนีเซียมออกไซด์ (MgO) 25-30% ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับสภาพดินในแต่ละพื้นที่ปกติประมาณ 10-20 กก./ไร/ครั้ง แล้วนำน้ำเข้าบ่อเลี้ยงประมาณ 10  ซม. ใช้คราดเหล็ก คราดดินที่พื้นบ่อโดยใช้รถไถนาและหว่าน ตามขอบบ่อทิ้งไว้ 1-2 วัน ก่อนนำน้ำเข้า บ่อจะต้องฆ่าเชื้อก่อนโดยนำเข้าจากบ่อพักน้ำซึ่งจะต้องมีพื้นที่ในการเก็บกักประมาณ 30% ของพื้นที่เลี้ยง ควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีใด ๆ ในบ่อเลี้ยงกุ้งขาวลิโทพีเนียสแวนนาไม เนื่องจากกุ้งขาวสายพันธุ์นี้เป็นกุ้งที่ได้มาจากธรรมชาติ เป็นกุ้งที่ไม่มีความต้านทานต่อสารเคมี ทำให้กุ้งพวกนี้แพ้สารเคมี และตายลงทันที การเลี้ยงกุ้งขาวลิโทพีเนียสแวนนาไม จึงเป็นการเลี้ยงแบบปลอดภัยจากสารเคมี ที่อาจเป็นพิษและตกค้าง


170. การรักษาและฟื้นฟูสภาพพื้นบ่อระหว่างเลี้ยงกุ้งกุลาดำ

สารอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น เศษอาหารที่เหลือ ขี้กุ้ง ขี้แดด ตลอดจนซากสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในบ่อเลี้ยงกุ้งจะตกทับถมลงสู่ก้นบ่อ ดังนั้นก่อนที่น้ำในบ่อจะเน่าเสียมักพบว่าพื้นบ่อเน่าเสียก่อนเสมอ กุ้งซึ่งเป็นสัตว์ที่หากินตามพื้น เมื่อสภาพพื้นบ่อเริ่มเสียย่อมเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กุ้งเป็นโรค ดังนั้นหลังจากปล่อยกุ้งลงเลี้ยงแล้วประมาณ 1/2 เดือน ควรตรวจสภาพพื้นบ่ออย่างสม่ำเสมออย่างน้อย 7-15 วัน/ครั้ง เมื่อพบว่าของเสียต่าง ๆ ถูกกระแสน้ำพัดพาไปรวมที่ใดก็ควรจะกำจัดออกโดยเร็วก่อนที่พื้นบ่อจะเน่าเสีย ทั้งนี้การรักษาและฟื้นฟูสภาพพื้นโดยรอบชานและพื้นบ่อ นอกจากจะช่วยรักษาและฟื้นฟูสภาวะแวดล้อมภายในให้เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยของกุ้งแล้วยังเป็นการป้องกันไม่ให้กุ้งเกิดโรคอีกด้วย


169. การคัดเลือกพันธุ์ลูกกุ้งกุลาดำ

ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อลูกพันธุ์กุ้งกุลาดำ

   1. เลือกจากโรงเพาะฟักที่เชื่อถือได้ ถ้ามีโอกาสควรไปดูโรงเพาะฟักแห่งนั้น ดูการจัดการ วิธีการ มาตรฐานในการผลิต สิ่งเหล่านี้จะช่วยในการตัดสินใจเพราะถ้าแหล่งผลิตลูกกุ้งทำถูกต้องตามหลักวิชาการ มีการควบคุมคุณภาพทำให้มาตรฐานการผลิตสูง จะทำให้เราแน่ใจว่าลูกกุ้งที่ได้นั้นแข็งแรงและปลอดโรค

   2. พิจารณาสภาพของลูกกุ้ง ปกติผู้เลี้ยงที่มีประสบการณ์จะสามารถบอกถึงความแข็งแรงหรือสมบูรณ์ของลูกกุ้งได้ ในกรณีที่ไม่คุ้นเคยอาจใช้หลักต่อไปนี้ ในการพิจารณาซึ่งลูกกุ้งที่แข็งแรง ควรจะมีลักษณะดังนี้ ลำตัวโปร่งใส ว่ายทวนกระแสน้ำ ลักษณะภายนอกต้องปกติสมบูรณ์


168. ข้อปฏิบัติในการให้อาหารกุ้งก้ามกราม

ควรมีการประเมินสภาพการให้อาหารหลังจากหว่านอาหารทั่วบ่อ ดังนี้

1. โดยการสุ่มตรวจสอบด้วยยอรอบบ่อ

2. ตรวจเช็คอาหารเหลือในยอหลังจากหว่านอาหารนั้น 1 ชั่วโมงครึ่ง

    2.1 ถ้าอาหารหมดแสดงว่า อาหารอาจไม่พอ ควรเพิ่มอาหารที่หว่านให้อีกหน่อย

    2.2 ถ้ามีอาหารเหลือ ต้องลดปริมาณอาหารที่หว่านในมื้อนั้นหรือวันนั้นลง

    2.3 ถ้าพบว่ากุ้งในยอสีดำ ผิวหยาบ ก็ควรมีการตรวจสอบสภาพน้ำหรือดิน

    2.4 ให้สังเกตการลอกคราบของกุ้ง ดังนี้

          2.4.1 ก่อนลอกคราบ กุ้งกินอาหารน้อยลง จึงควรลดปริมาณอาหารลง

          2.4.2 ขณะลอกคราบ กุ้งไม่กินอาหารจึงควรงดอาหารบางมื้อหรือให้น้อยลง

          2.4.3 หลังลอกคราบ กุ้งกินอาหารมาก จึงควรให้อาหารมาก


167. อาหารและการให้อาหารกุ้งก้ามกราม

อาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ความต้านทานโรค และอัตราการรอดตาย ซึ่งมีผลอย่างยิ่งต่อการเพิ่มผลผลิตหรือปริมาณกุ้งที่จับได้และกำไรจากการลงทุน เนื่องจากต้นทุนส่วนใหญ่ (ประมาณ 50-60%) เป็นต้นทุนค่าอาหาร ดังนั้น จึงควรเลือกใช้อาหารที่เหมาะสมเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด มีค่าอัตราการแลกเนื้อหรืออัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อต่ำ นั่นคืออาหารต้องมีสารอาหารหรือคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วนเหมาะสมกับความต้องการของกุ้ง และกุ้งสามารถย่อยและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดี ซึ่งเกิดจากการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ที่ผ่านการบดละเอียดเป็นผง มีกากหรือเยื่อยใยต่ำ ซึ่งช่วยให้กุ้งสามารถย่อยอาหารและดูดซืมได้ดี เนื่องจากกุ้งมีลำไส้สั้นและตรง จึงทำให้กุ้งขับถ่ายเร็วแต่กินอาหารแบบกัดแทะช้า ๆ กุ้งแต่ละวัยหรือช่วงอายุมีความต้องการสารอาหารต่างกัน จึงควรเลือกใช้อาหารให้เหมาะสม รวมทั้งวิธีการให้อาหารและสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการกินและย่อยอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกุ้งเช่นกัน


166. วิธีการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

   วิธีที่ 1 นำลูกกุ้งที่คว่ำแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ และได้รับการปรับสภาพให้อยู่ในน้ำจืดอย่างน้อย 1-2 วัน ไปอนุบาลในบ่อดินโดยใช้อัตราปล่อยประมาณ 80,000-160,000 ตัว/ไร่ อนุบาลนานประมาณ 2-3 เดือน จนได้กุ้งขนาด 2-5 กรัม/ตัว หลังจากนั้นจึงย้ายไปเลี้ยงในบ่อเลี้ยงกุ้งโต โดยปล่อยในอัตรา 20,000-30,000 ตัว/ไร่ หลังจากเลี้ยงในบ่ออีกประมาณ 4 เดือน ก็ทยอยจับกุ้งบางส่วนที่โตได้ขนาดตลาดออกขายเดือนละครั้ง และจับหมดทั้งบ่อเมื่อเลี้ยงประมาณ 6-10 เดือนขึ้นไป วิธีนี้มีข้อดี คือ อัตรารอดจะสูงไม่ต่ำกว่า 80% เนื่องจากลูกกุ้งที่ผ่านการอนุบาลมาแล้วแข็งแรงและปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ่อเลี้ยงได้ดี แต่ข้อเสีย คือ ต้องใช้แรงงานในการเคลื่อนย้ายกุ้งอนุบาลไปบ่อเลี้ยง

   วิธีที่ 2  นำลูกกุ้งที่คว่ำแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ และได้รับการปรับสภาพให้อยู่ในน้ำจืดอย่างน้อย 1-2 วัน ปล่อยลงบ่อเลี้ยงโดยตรงในอัตราประมาณ 40,000-60,000 ตัว/ไร่ หลังจากนั้นประมาณ 6-10 เดือนขึ้นไป จึงทยอยจับกุ้งที่โตได้ขนาดขายและทยอยจับเดือนละครั้ง จนเห็นว่ากุ้งเหลือน้อยจึงจับหมดบ่อ วิธีนี้มีข้อดี คือ ไม่ต้องใช้แรงงานในการเคลื่อนย้ายลูกกุ้ง แต่ข้อเสีย คือ ลูกกุ้งที่ผ่านการขนส่งเป็นเวลานานบางส่วนอาจจะอ่อนแอและตายไปขณะขนส่งหรือหลังจากปล่อยลงบ่อได้ไม่นานเนื่องจากไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในบ่อได้ ทำให้มีอัตรารอดไม่แน่นอน และอาจเป็นผลเสียต่อการคำนวณปริมาณอาหารที่จะให้ได้ แต่ถ้ามีการขนส่งที่ดีและลูกกุ้งแข็งแรง การเลี้ยงวิธีนี้โดยปกติมีอัตรารอดประมาณ 50-60%


165. การปล่อยพันธุ์กุ้งก้ามกราม

การปล่อยลูกกุ้งก้ามกรามลงบ่อ นิยมทำในเวลาที่สภาพอากาศไม่ร้อนเกินไป เช่น เวลาเช้าหรือเย็น โดยนำถุงบรรจุพันธุ์กุ้งมาแช่ในบ่อที่จะเลี้ยงประมาณ 20 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิของน้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่ากัน แล้วเปิดปากถุงออก หลังจากนั้นตักน้ำในบ่อมาผสมกับน้ำในถุงอย่างช้า ๆ ก่อนปล่อยพันธุ์กุ้งลงบ่อ เพื่อช่วยให้กุ้งสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพน้ำในบ่อเลี้ยง ทำให้มีอัตรารอดมากขึ้น


164. การลำเลียงพันธุ์กุ้งก้ามกราม

 

การขนส่งลำเลียงในปัจจุบันนิยมใช้ถุงพลาสติกขนาดกว้าง 14 นิ้ว ยาว 24 นิ้ว  (35x60 ซม.) บรรจะน้ำประมาณ 2.5 ลิตร บรรจุลูกกุ้งคว่ำประมาณ 2,000 ตัว/ถุง อัดออกซิเจนบริสุทธิ์ใส่ถุง นิยมขนส่งในช่วงเวลาเช้ามืดหรือเวลากลางคืนเนื่องจากอุณหภูมิอากาศไม่ร้อนจัดเกินไป ซึ่งไม่จำเป็นต้องใช้รถห้องเย็นควบคุมอุณหภูมิ แต่ต้องระมัดระวังความร้อนจากพื้นรถสัมผัสกับถุงบรรจุลูกกุ้งโดยตรง แต่ถ้าขนส่งในเวลากลางวันเป็นเวลานานหลายชั่วโมง ควรใช้รถห้องเย็นที่ปรับอุณหภูมิที่ 25 องศาเซลเซียส หากใช้อุณหภูมิขณะส่งต่ำกว่า 20 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน ทำให้กุ้งส่วนใหญ่ตาย


163. การเลือกพันธุ์กุ้งก้ามกราม

พันธุ์กุ้งก้ามกรามที่ดีควรมีการว่ายน้ำที่ปราดเปรียว แข็งแรง ลำตัวใส และเป็นกุ้งที่คว่ำมาแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ขึ้นไป (อายุประมาณ 25-30 วันขึ้นไป) และได้รับการปรับสภาพให้อยู่ในน้ำจืดไม่น้อยกว่า 1-2 วัน เพราะว่าการปล่อยกุ้งที่พึ่งคว่ำ 2-3 วันลงเลี้ยง ส่วนใหญ่อัตราการรอดตายจะต่ำ


162. การเตรียมน้ำสำหรับเลี้ยงกุ้ง

หลังจากตากบ่อและใส่ปูนขาวประมาณ 2-4 สัปดาห์ จึงเปิดน้ำลงบ่อโดยกรองด้วยอวนไนลอนหรือตะแกรงตาถี่เพื่อป้องกันศัตรูกุ้งที่ปนมากับน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งไข่และตัวอ่อนของปลา ถ้าน้ำจากแหล่งน้ำที่ใช้มีคุณภาพดี ไม่มีการปนเปือนของยาฆ่าแมลงและของเสียจากโรงงานและบ้านเรือนก็สามารถสูบน้ำเข้าบ่อได้เลย หลังจากนั้นควรกักน้ำไว้ 2-3 วัน เพื่อให้น้ำปรับสภาพเข้าสู่สภาวะสมดุลเสียก่อน แล้วจึงปล่อยกุ้งลงเลี้ยง หรืออาจจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ใส่ในอัตรา 3 กก./ไร่ และปลาป่นผสมรำละเอียดในสัดส่วน 1:1 ใส่ในอัตรา 3 กก./ไร่ ละลายน้ำแล้วสาดให้ทั่วบ่อแล้วทิ้งไว้ 1 สัปดาห์ เพื่อให้เกิดอาหารธรรมชาติพวกแพลงก์ตอนอุดมสมบูรณ์ ก่อนปล่อยกุ้ง 1-2 วัน ให้ใช้มุ้งเขียวตาถี่ลองลากอวนในบ่อดู ถ้าพบว่ามีแมลงน้ำอยู่มาก เช่น มวนวน มวนกรรเชียง แมลงดาสวน ตัวอ่อนแมลงปอ เป็นต้นให้กำจัดโดยใช้น้ำมันเครื่องผลมน้ำมันดีเซลในสัดส่วน 2:1 ใส่ในอัตรา 1.5-2 ลิตรต่อพื้นที่ผิวน้ำ 1 ไร่ ใส่ในช่วงเวลาที่แดดจัดและมีลมสงบ เมื่อแมลงขึ้นหายใจที่ผิวน้ำ คราบน้ำมันปิดรูหายใจและทำให้แมลงตายในที่สุด


161. รูปแบบของบ่อและการก่อสร้างบ่อเลี้ยงกุ้งก้ามกราม

ควรเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เพื่อสะดวกในการจัดการและการจับ ผลผลิต

    1. ขนาดบ่อ  ขนาดบ่อที่เหมาะสมต่อการอนุบาลและเลี้ยงควรมีขนาด 1-5 ไร่/บ่อ

    2. พื้นบ่อ  ควรอัดแน่นและเรียบซึ่งจะช่วยให้สะดวกในการจับกุ้ง

    3. ความลึกของบ่อ  ควรมีความลึกตั้งแต่ 0.80-1.20 เมตร โดยขุดดินเดิมให้เป็นคันบ่อน้อยที่สุด และคันบ่อควรมีความสูงพอที่จะป้องกันน้ำท่วมในฤดูน้ำหลากได้ บ่อที่ตื้นเกินไปทำให้อุณหภูมิของน้ำสูงเกินไปในฤดูแล้ง และอาจจะทำให้เกิดวัชพืชน้ำและสาหร่ายเส้นใย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อาการจับกุ้งและหากมีสาหร่ายตายจำนวนมากทำให้คันบ่อเน่าเสีย

    4. ทางระบายน้ำ  แต่ละบ่อควรเป็นอิสระแก่กัน และทางน้ำเข้า-ออก ควรอยู่ตรงข้ามกัน


160. การเลือกสถานที่เลี้ยงกุ้งก้ามกราม

    การเลือกสถานที่เลี้ยงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดความสำเร็จหรือล้มเหลวในการเลี้ยงกุ้งก้ามกราม เพราะพื้นที่บางแห่งไม่สามารถใช้เลี้ยงสัตว์น้ำได้เลย หรือบางแห่งอาจใช้เลี้ยงสัตวน้ำได้แต่จะต้องมีการปรับปรุง ขณะที่บางแห่งอาจจะไม่ต้องปรับปรุงเลย สำหรับการเลือกพื้นที่สำหรับเลี้ยงกุ้งก้ามกรามนั้น มีปัจจัยที่ต้องคำนึงคือ

    1.  คุณภาพดิน  ควรเป็นดินเหนียวหรือดินร่วนสามารถเก็บกักน้ำได้ดี และคันดินไม่พังทลายง่าย ดินไม่ควรเปรี้ยวเพราะทำให้สภาพน้ำเป็นกรด ซึ่งไม่เหมาะในการเลี้ยงกุ้งและอาจส่งผลทำให้กุ้งตายได้

    2.  คุณภาพน้ำ  บ่อเลี้ยงกุ้งควรอยู่ใกล้แหล่งน้ำที่มีคุณภาพดี สะอาด มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง 6.5-8.0 ไม่ได้รับผลกระทบมลภาวะจากโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งชุมชนและแหล่งเกษตรกรรม น้ำควรมีปริมาณมากเพียงพอตลอดทั้งปี ถ้าเป็นพื้นที่ที่มีน้ำส่งเข้าบ่อโดยมีต้องสูบน้ำ เช่น น้ำจากแม่น้ำลำคลอง คลองชลประทาน ยิ่งเป็นการดีเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย กรณีไม่แน่ใจว่าคุณสมบัติของน้ำเหมาะสมหรือไม่ ควรนำไปวิเคราะห์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืด ฯ หรือสถานีประมงฯ ที่อยู่ใกล้เคียง

    3.  แหล่งพันธุ์กุ้ง  พื้นที่เลี้ยงควรอยู่ในบริเวณที่ไม่ห่างจากพันธุ์กุ้งเพื่อความสะดวกในการลำเลียงขนส่งและการจัดหาพันธุ์ ซึ่งส่งผลดีต่อสุขภาพลูกกุ้งก้ามกรามที่เลี้ยง เนื่องจากลูกกุ้งก้ามกรามที่ผ่านการขนส่งเป็นเวลานานมักจะอ่อนแอและมีอัตราการรอดต่ำ

    4.  สาธารณูปโภค  สิ่งอำนวยความสะดวกหลายอย่างจำเป็นมากต่อการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามให้ได้ผลดี เช่น ถนน ไฟฟ้า เพื่อความสะดวกในการขนส่งอาหาร ผลผลิต การเตรียมอาหาร หรือการเพิ่มออกซิเจนในบ่อ

    5.  ตลาด แหล่งเลี้ยงกุ้งควรอยู่ใกล้ตลาดเพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่ง


159. การขอหนังสือรับรองให้ส่งกุ้งกุลาดำออกนอกราชอาณาจักร

ต้องขอหนังสือรับรองให้ส่งกุ้งกุลาดำออกนอกราชอาณาจักร(กท2) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม กท.1

2. เอกสารประกอบคำขอ (สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

   กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

4) สำเนาใบสั่งสินค้า (Order) หรือสำเนาใบกำกับสินค้า (Invoice)

   กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

3) สำเนาใบทะเบียนการค้าหรือ ภ.พ.20

และหลักฐานตามข้อ 2) –  4) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติด อากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

และหลักฐานตามข้อ 2) –  4) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

    - สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สถานีเพาะเลี้ยงชายฝั่งทุกแห่ง

    - สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต

    - สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา

    - ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต, ศพช.สุราษฎร์ธานี

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาต  ใช้ได้ 1 ครั้ง  ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต


158. การนำกุ้งกุลาดำมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักรต้องดำเนินการอย่างไร

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมประมง ไม่อนุญาตกุ้งที่มีขนาดมากกว่า 50 ตัว/กิโลกรัมและต้องขอใบอนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดที่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม คำขออนุญาตนำเข้า

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

   กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

   กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

และหลักฐานตามข้อ 2) –  3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2)  สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

และหลักฐานตามข้อ 2) –  3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

3) สถานที่ยื่นคำขอ

ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมงสำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมงในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่มีด่านตั้งอยู่

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาตใช้ได้เพียง 1 ครั้ง ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

6.  ไม่เสียค่าธรรมเนียม


157. สามารถนำเข้ากุ้งขาว (Penaeus vanamei) เข้ามาในราชอาณาจักรเพื่อการเพาะเลี้ยงได้หรือไม่

สามารถนำเข้าได้เฉพาะพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวเพื่อเป็นการส่งเสริมและพัฒนาการเพาะเลี้ยงกุ้งขาวภายในประเทศให้มีคุณภาพและยั่งยืน ทั้งนี้กรมประมงจะพิจารณาอนุญาตให้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์กุ้งขาวที่ปลอดเชื้อเฉพาะเพื่อการเพาะพันธุ์และปรับปรุงสายพันธุ์ และผู้นำเข้าจะต้องได้ขึ้นทะเบียนฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งขาวเพื่อขอนำเข้ามาสำหรับการเพาะพันธุ์และปรับปรุงสายพันธุ์ไว้กับกรมประมงแล้วเท่านั้น


156. สามารถนำเข้าลูกกุ้งทะเลมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจัก

ไม่สามารถนำเข้าลูกกุ้งทะเลมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักรได้ เนื่องจากหากอนุญาตให้นำเข้ามาได้อาจเป็นการนำโรคหรือเชื้อไวรัสชนิดใหม่เข้ามาแพร่ระบาดในประเทศไทยโดยอาศัยสัตว์เหล่านี้เป็นพาหะนำโรค ซึ่งอาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยหากฝ่าฝืนมีความผิดตามมาตรา 54 แห่งพระราชบัญญัติการประมง ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน10,000 บาท หรือจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือทั้งจำทั้งปรับ


155. สามารถส่งออกกุ้งกุลาดำมีชีวิตได้หรือไม่?

ส่งออกได้กรณี  เป็นลูกกุ้งกุลาดำมีชีวิต จำนวนไม่เกิน 100 ตัว/กิโลกรัม หรือมีขนาดน้ำหนักตั้งแต่ 10 กรัมขึ้นไปทั้งนี้ไม่รวมถึงพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำสามารถส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเพื่อ การบริโภคได้ โดยต้องขอหนังสือรับรองห้ส่งกุ้งกุลาดำมีชีวิตออกไปนอกราชอาณาจักร (แบบ กท.2) จากกรมประมงตามระเบียบกรมประมงว่าด้วยการส่งกุ้งกุลาดำมีชีวิตออกไปนอกราชอาณาจักร พ.ศ.2536 และลักษณะการบรรจุหีบห่อสินค้ากุ้งกุลาดำที่มีชีวิตเป็นแบบแห้งเท่านั้น

ส่งออกไม่ได้กรณี  เป็นกุ้งกุลาดำมีชีวิต ที่มีขนาดความยาวตั้งแต่ 7.5 นิ้ว หรือขนาดน้ำหนัก 70 กรัม รวมถึงลูกกุ้งที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์กุ้งขนาดดังกล่าว


154. หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้ยาอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ต้องเลือกใช้ยาที่จำเป็นและให้เหมาะสมกับโรค ก่อนจับควรงดใช้ยา


153. เราควรตรวจลูกกุ้งทุกอย่างก่อนปล่อยแล้วทำไมยังตายอีก

เราต้องเน้นตั้งแต่เตรียมบ่อ เตรียมน้ำว่าเราเตรียมดีหรือเปล่าจะโทษลูกกุ้งอย่างเดียวคงไม่ได้


152. ทำไมหน่วยราชการไม่ยิงนอเพลียสเองเกษตรกรจะมั่นใจในเรื่องคุณภาพของลูกกุ้ง

งบประมาณของรัฐมีจำกัด เพราะค่าใช้จ่ายในการทำงานสูงมากตลอดจนไม่มีบุคลากรเพียงพอ ลูกกุ้งที่ดีจะมีอัตราการเจริญเติบโตหรือลอกคราบตามปกติ จนถึงขนาดพี 15 อยู่ประมาณ 24 วัน คือ นอเพลียส 2 วัน ชูเอี้ย 4 วัน ไมซีส และเป็นระยะพีอีก 15 วัน


151. คุณภาพน้ำที่เหมาะสมของการเลี้ยงกุ้ง

คุณภาพน้ำที่เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงกุ้ง pH 7.5-8.5

ออกซิเจน ควรมากกว่า 5 มิลลิกรัม/ลิตร

แอมโมเนีย ไม่ควรเกิน 1.0 มิลลิกรัม/ลิตร

ไนไตรท์ ไม่ควรเกิน 0.5 มิลลิกรัม/ลอตร

ความเค็ม 15-30 ppt อัลคาไลน์ 80-160

การจัดการเมื่อค่าแอมโมเนียบ่อเลี้ยงสูง

ควรมีการถ่ายน้ำโดยใช้น้ำที่ผ่านการพักมานานแล้ว ลดอาหาร 10-20% ใส่จุลินทรีย์และน้ำตาล ควบคุม pH ในตอนเช้าไม่ให้สูงมากประมาณ 7.5-7.8


150. การเลี้ยงกุ้งทะเลการจัดการบ่อ

การเตรียมบ่อ การจัดหาพันธุ์กุ้ง อาหารและการให้อาหารกุ้ง การจัดสุขภาพกุ้ง การจัดการคุณภาพน้ำในบ่อกุ้ง


149. การเลี้ยงกบจะต้องมีพื้นที่สักประมาณเท่าไร

พื้นที่ที่จะใช้เลี้ยงกบขึ้นอยู่กับผู้เลี้ยงขนาดไหน บ่อเลี้ยงกบคิดพื้นที่ ว่าจะต้องใช้พื้นที่ประมาณเท่าไร


148. ประโยชน์ของวิตามินซี ต่อสัตว์น้ำที่สำคัญมีอะไรบ้าง

การสร้างคลอลาเจนซึ่งเป็นโปรตีนเริ่มต้นในกระบวนการสร้างกระดูก

   - ช่วยขบวนการ Biotransformation คือ การเปลี่ยนสารแปลกปลอก เพื่อกำจัดทิ้งออกจากร่างกาย

   - ช่วยให้แผลหายเร็ว มีบทบาทกับระบบภูมิคุ้มกัน

   - ช่วยบรรเทาผลจากความเครียด โดยมีผลยับยั้งการหลั่งฮอร์โมน co


147. การจัดสร้างปะการังเทียม หรือ แหล่งอาศัยสัตว์ทะเล

ปะการังเทียมหรือ แหล่งอาศัยสัตว์ทะเล เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อดัดแปลงสภาพพื้นทะเล โดยนำวัสดุที่แข็งแรงทนทานต้านกระแสน้ำได้ และค่าใช้จ่ายคุ้มทุน นำไปจัดวางที่พื้นทะเลเพื่อดึงดูดสัตว์น้ำให้เข้ามาอาศัยเป็นที่หลบภัยรวมทั้งเป็นแหล่งอาหารแหล่งเลี้ยงตัวอ่อนและแหล่งสืบพันธุ์ของสัตว์ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการฟื้นฟูความอุดมสมบรูณ์ของทรัพยากรสตว์น้ำ และเป็นแหล่งทำการประมงใกล้ฝั่งของชาวประมงขนาดเล็ก


146. มาตรการห้ามทำการประมง(ปิดอ่าว) ในบางฤดูกาล

เป็นมาตรการที่จะอนุรักษ์ทรัพยากรสัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจหลายชนิด โดยเฉพาะทรัพยากรปลาทู ตามประกาศของกระทรวงเกษตรกรและสหกรณ์ ลงวันที่ 24 กันยายน 2542 กำหนดห้ามใช้เครื่องมือทำการประมงลางชนิดในช่วงฤดูปลาที่มีไข่ วางไข่ และเลี้ยงตัวในวัยอ่อนในท้องที่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และ สุราษฎร์ธานี ภายในระเวลาที่กำหนด คือ ระหว่างวันที่ 15 กุมภาพันธ์ - 15 พฤษภาคม ของทุก ๆ ปี


145. การประเมินประสิทธิภาพระบบบำบัดชีวภาพ

วิธีการประเมิน ประสิทธิภาพระบบ ความสามารถ ตัวแปร(parameter) ที่จำเป็นในการประเมิน


144. หากจำเป็นต้องใช้ยาควรใช้ยาอย่างไรจึงจะเหมาะสม

ต้องเลือกใช้ยาที่จำเป็นและให้เหมาะสมกับโรค ก่อนจับควรงดใช้ยา


143. แจ้งนำเรือประมงผ่านน่านน้ำประเทศมาเลเซีย

1. ในกรณีบริษัท/เจ้าของเรือต้องการนำเรือไปทำการประมงในประเทศอินโดนีเซีย พม่า จากฝั่งอันดามันไปอ่าวไทย หรือจากฝั่งอ่าวไทยไปฝั่งอันดามัน โดยผ่านน่านน้ำประเทศมาเลเซียโดยสุจริต สามารถแจ้งรายละเอียดทะเบียนเรือ ผู้ควบคุมเรือกำหนดการเดินทางและกำหนดถึงปลายทางมายังกรมประมง

2. กรมประมงจะพิจารณามีหนังสือแจ้งไปยังกองทัพเรือและกระทรวงการต่างประเทศเพื่อเป็นการประสานงานอำนวยวามสะดวกในการนำเรือดังกล่าวผ่านน่านน้ำ


142. ขอความช่วยเหลือเรือประมง/ลูกเรือประมงถูกจับกุมหรือสูญหาย

1. บริษัทหรือเจ้าของเรือประมงที่ถูกทางการประเทศจับกุมสามารถขอความช่วยเหลือมายังกรมประมงได้ที่กองประเทศต่างประเทศ

2. กรมประมงจะตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าวไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวี กระทรวงการต่างประเทศ สถานเอกอัครราชทูตไทยในต่างประเทศ เป็นต้น


141. การนำสัตว์น้ำมาตรวจโรค

วิธีการ

1. นำสัตว์น้ำที่ยังมีชีวิตอยู่ที่มีอาการป่วย หรือที่อยู่ในบ่อที่เป็นโรค

2. ใส่น้ำในบ่อประมาณ 1 ลิตร

3. ข้อมูลรายละเอียด การเลี้ยง อาหาร การจัดการ (ถ้ามิได้เป็นเจ้าของ)

4. นำสัตว์น้ำมาตรวจที่ สถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจือ อาคาร 4 โดยรับการตรวจทุกวันเว้นวันหยุดราชการ


140. การวิเคราะห์สารปฏิชีวนะคลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูรานใช้เครื่องมือใดและมีค่า Detection Limit เท่าใด

การตรวจวิเคราะห์สารปฏิชีวนะคลอแรมฟินิคอลใช้เครื่อง ELISSA มี Detection Limit ที่ 0.025 ppb. การตรวจวิเคราะห์สารปฏิชีวนะโตรฟูรานใช้เครื่อง LC/MS-MS มีDetection Limitของ AOZ และ AMOZ ที่ 0.25  ppb. มี Detection Limit ของ AHD และ SEM ที่0.5 ppb.


139. มาตรฐานสารปฏิชีวนะนิวซีแลนด์และอเมริกา

คลอแรมฟินิคอล = 0.3  (ppb.)  (ไนโตรฟูรานส์  ไม่ระบุ)


138. มาตรฐานสารปฏิชีวนะออสเตรเลีย

คลอแรมฟินิคอล = 0.3 (ppb.)

ไนโตรฟูรานส์    

AOZ     =      1.0    (ppb.)

AMOZ   =     1.0    (ppb.)

AHD     =     1.0     (ppb.)

SEM     =     1.0     (ppb.)


137. มาตรฐานสารปฏิชีวนะสหภาพยุโรปประเทศอื่น ๆ อาณานิคมสหภาพยุโรป สวิตเซอร์แลนด์และแคนาดา

คลอแรมฟินิคอล = 0.3 (ppb.)

ไนโตรฟูรานส์    

AOZ     =      0.3    (ppb.)

AMOZ   =     0.3     (ppb.)

AHD     =     1.0     (ppb.)

SEM     =     1.0     (ppb.


136. มาตรฐานสารปฏิชีวนะอังกฤษ

คลอแรมฟินิคอล = 0.3 (ppb.)

ไนโตรฟูรานส์    

AOZ     =     1.3      (ppb.)

AMOZ   =     1.3     (ppb.)

AHD     =     1.0     (ppb.)

SEM     =     0.5     (ppb.)


135. มาตรฐานสารปฏิชีวนะเยอรมัน

คลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูรานส์

คลอแรมฟินิคอล = 0.2 (ppb.)

ไนโตรฟูรานส์

AOZ      =     0.3     (ppb.)

AMOZ   =     0.3     (ppb.)

AHD     =     1.0      (ppb.)

SEM     =     0.5     (ppb.)


134. ประเทศหรือประเภทผลิตภัณฑ์ที่มีข้อกำหนดให้มีการการวิเคราะห์เพิ่มเติมมีประเทศใดบ้างและในผลิตภัณฑ์ใด

1. ประเทศกลุ่มสหภาพยุโรป

    - ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกุ้งทุกชนิด และปลาน้ำจืด ต้องวิเคราะห์สารปฏิชีวนะคลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูรานส์ ทุกรหัสสินค้า

    - ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของหมึกของทุกชนิด ต้องมีการตรวจวิเคราะห์แคดเมียม ทุกรุ่นสินค้าที่ส่งออก

    - น้ำปลา ต้องมีการตรวจวิเคราะห์สาร 3 MCPD ทุกรุ่นสินค้าที่ส่งออก

2. ประเทศออสเตรเลียนและแคนาดา

    - ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกุ้งเพาะเสี้ยง ต้องวิเคราะห์สารปฎิชีวนะคลอแรมผินิคอลและไนโตรฟูรานส์ ทุกรุ่นสินค้าที่ส่งออก

3. ประเทศนิวซีแลนด์ และอเมริกา

    - ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกุ้งเพาะเลี้ยง ต้องวเคราะห์สารปฏิชีวนะคลอแรมผินินคอล ทุกรุ่นสินค้าที่ออก

4. ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

    - ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของกุ้งทุกชนิด และปลาน้ำจือ ต้องวิเคราะห์สารปฏิชีวนะคลอแรมฟินิคอลและไนโตรฟูรานส์ ทุกรหัสสินค้า


133. ชนิดเครื่องมือประมงทะเล เช่น อวนลาก อวนล้อมฯ

แหล่งข้อมูล

1. เข้า  website  กรมประมง   www.fisheries.go.th เข้าหน่วยงาน สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล

2. ติดต่อที่ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล


132. สภาวะทรัพยากรประมงทะเลในปัจจุบัน

แหล่งข้อมูล

1. เข้า  website  กรมประมง   www.fisheries.go.th เข้าหน่วยงาน สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล

2. ติดต่อที่ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล


131. การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม การระบาดสัตว์ ฯลฯ

ให้เกษตรกรผู้ประสบภัยแจ้งผลเสียหายให้ส่วนประมงกรุงเทพฯ ทราบเพื่อจะได้ทำการสำรวจตรวจสอบเพื่อรายงานให้กรมประมงทราบ และสนับสนุนต่อไป ทั้งนี้เกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับส่วนประมงกรุงเทพฯแล้วเท่านั้น


130. การขออาชญาบัตรการทำประมงนอกน่านน้ำ

ตามระเบียบกรมประมง ว่าด้วยการยื่นคำขอรับอาชญาบัตรทำการประมงนอกน่านน้ำไทย พ.ศ.2532

คุณสมบัติของผู้ยื่น

1. ต้องมีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

2. ต้องเป็นเจ้าของเรือประมง และเรือประมงดังกล่าวต้องจดทะเบียนในประเทศไทย

    - ผู้ยื่นคำขอต้องแนบหลักฐานดังนี้

1. อาชญาบัตรฉบับหลังสุดสำหรับเครื่องมือนั้น (ถ้ามี)

2. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

3. สำเนาทะเบียนเรือไทย

4. หนังสือรับรองของสมาคมการประมงนอกน่านน้ำหรือสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย

5. กรณีไม่ได้มาดำเนินการด้วยตนเองต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์

6. กรณีนิติบุคคลต้องแนบใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและต้องมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการประมง

7. หนังสือสัญญาหรือข้อตกลงให้ทำการประมงร่วมกับประเทศอื่นๆ

8. กรณีเจ้าของเรือเข้าร่วมทำการประมงกับบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ซึ่งได้รับสัมปทานทำการประมงร่วมกับประเทศนั้นๆ  จะต้องมีหนังสือรับรองจากบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ได้รับสัมปทานเป็นหนังสือด้วย

9. ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะให้บุคคลใดในครอบครัวหรือลูกจ้างมีสิทธิใช้เครื่องมือนั้นด้วยก็ให้ระบุไว้ในคำ


129. การขอใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป15)

ต้องขอใบอนุญาตให้มีไว้ในครอบครองซึ่งสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์  (สป15) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม  สป.14

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

 พร้อมแนบหลักฐานได้แก่

1) หลักฐานการได้มาซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครองหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา

1) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับใบอนุญาต

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล

1) สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท (กรณีบริษัท จำกัด)

หรือ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) แล้วแต่กรณี

2) หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนไว้

3) หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงรายการจดทะเบียนตลอดทั้ง

ชื่อคณะกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งออกมาแล้วไม่เกินหกเดือน

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง


128. การขอใบอนุญาตให้นำสัตว์ป่าเคลื่อนที่เพื่อการค้า (สป13)

ต้องขอใบอนุญาตให้นำสัตว์ป่าเคลื่อนที่เพื่อการค้า (สป13) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม  สป.12

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

พร้อมแนบหลักฐานได้แก่

1) สำเนาใบอนุญาตให้ค้าสัตว์ป่าคุ้มครอง หรือซากสัตว์ป่าคุ้มครอง ที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

2) หลักฐานการเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองหรือซากของสัตว์ป่าคุ้มครองที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา

1) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับใบอนุญาต

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล

1) สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท (กรณีบริษัท จำกัด)

หรือ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) แล้วแต่กรณี

2) หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนไว้

3) หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงรายการจดทะเบียนตลอดทั้ง

ชื่อคณะกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งออกมาแล้วไม่เกินหกเดือน

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 3 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาต 5 วัน

6. ค่าธรรมเนียม   100 บาท


127. การขอใบอนุญาตให้ค้าสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป11)

ต้องขอใบอนุญาตให้ค้าสัตว์ป่าที่ได้มาจากการเพาะพันธุ์ (สป11) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม  สป.10

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

พร้อมแนบหลักฐานได้แก่

    1) หลักฐานการได้มาซึ่งสัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง

    2) หลักฐานการมีสิทธิใช้สถานที่ที่จะทำการค้า

    3) แผนผังสังเขปของสถานที่ที่จะทำการค้า จำนวน 2ชุด

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา

1) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับใบอนุญาต

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล

1) สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท (กรณีบริษัท จำกัด)

หรือ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) แล้วแต่กรณี

2) หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนไว้

3) หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงรายการจดทะเบียนตลอด

ทั้งชื่อคณะกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ซึ่งออกมาแล้วไม่เกินหกเดือน

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 7 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาต 1 ปี

6. ค่าธรรมเนียม   500 บาท


126. การขอใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์สัตว์ป่า (สป 9)

ต้องขอใบอนุญาตให้เพาะพันธุ์สัตว์ป่า ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม  สป.8

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง) พร้อมแนบหลักฐานได้แก่

    1) โครงการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า

    2) หลักฐานการได้มาซึ่งสัตว์ป่าสงวนและสัตว์ป่าคุ้มครองเพื่อการเพาะพันธุ์

    3) สำเนาใบอนุญาตให้จัดตั้งและดำเนินกิจการสวนสัตว์สาธารณะ

    4) แผนผังสังเขปของสถานที่ที่จะดำเนินการเพาะพันธุ์สัตว์ป่า จำนวน 2ชุด

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นบุคคลธรรมดา

1) สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับใบอนุญาต

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวข้าราชการ บัตรประจำตัวพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือ ใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

ในกรณีผู้ขอรับใบอนุญาตเป็นนิติบุคคล

1) สำเนาทะเบียนบ้านของกรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท (กรณีบริษัท จำกัด)

หรือ ของหุ้นส่วนผู้จัดการ (กรณีห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล) แล้วแต่กรณี

2) หนังสือบริคณห์สนธิและข้อบังคับของบริษัทจำกัด หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่จดทะเบียนไว้

3) หนังสือรับรองของสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทแสดงรายการจดทะเบียนตลอดทั้งชื่อคณะกรรมการ กรรมการผู้มีอำนาจลงชื่อผูกพันบริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล


125. การขอหนังสือรับรอง CITES เพื่อส่งออกสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

ต้องขอหนังสือรับรอง CITES เพื่อส่งออกสัตว์น้ำหรือผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม 

2. เอกสารประกอบคำขอ(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

   กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

4) ใบรับรองชนิดพันธุ์สัตว์น้ำ จากสถาบันพิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำ

5) สำเนาใบสั่งสินค้า (Order) หรือสำเนาใบกำกับสินค้า (Invoice)

6) ตัวอย่างผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำหรือภาพถ่าย

   กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

และหลักฐานตามข้อ 2) –  6) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติด อากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2)  สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

และหลักฐานตามข้อ 2) –  6) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

5. อายุใบอนุญาต ใช้ได้ 1 ครั้ง  ภายใน  90วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

6. ค่าธรรมเนียม    100 บาท /ฉบับ


124. การขอหนังสือรับรองให้ส่งกุ้งกุลาดำออกนอกราชอาณาจักร

ต้องขอหนังสือรับรองให้ส่งกุ้งกุลาดำออกนอกราชอาณาจักร(กท2) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม กท.1

2. เอกสารประกอบคำขอ (สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

   กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

4) สำเนาใบสั่งสินค้า (Order) หรือสำเนาใบกำกับสินค้า (Invoice)

   กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

3) สำเนาใบทะเบียนการค้าหรือ ภ.พ.20

และหลักฐานตามข้อ 2) –  4) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติด อากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

และหลักฐานตามข้อ 2) –  4) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่สถานีเพาะเลี้ยงชายฝั่งทุกแห่ง

    - สำนักงานประมงจังหวัดสงขลา, สุราษฎร์ธานี, ภูเก็ต

    - สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสงขลา

   - ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งภูเก็ต, ศพช.สุราษฎร์ธานี

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาต  ใช้ได้ 1 ครั้ง  ภายใน 30 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

6. ไม่เสียค่าธรรมเนียม


123. วัตถุอันตรายมีกี่ชนิด

จัดประเภทวัตถุอันตรายเป็น 4 ชนิด

ชนิดที่ 1 ผู้นำเข้า/ผลิต/มีไว้ในครอบครอง/ส่งออก ต้องแจ้งข้อเท็จจริง

ชนิดที่ 2 ผู้น้ำเข้า/ผลิต/มีไว้ในครอบครอง/ส่งออก ต้องขอขึ้นทะเบียนและแจ้งดำเนินการ

ชนิดที่ 3  ผู้นำเข้า/ผลิต/มีไว้ในครอบครอง/ส่งออก ต้องขอขึ้นทะเบียนและขออนุญาต

ชนิดที่ 4 เป็นวัตถุอันตรายที่ห้ามนำเข้า/ผลิต/มีไว้ในครอบครอง


122. วัตถุอันตรายที่กรมประมงควบคุมมีรายการอะไรบ้าง

มี 12 ชนิด ดังนี้

ACETIC ACID<80%W/W (ชนิดที่ 3), BENZALKONIUM CHLORIDE (ชนิดที่ 3). CALCIUM HYPOCHLORITE (ชนิดที่ 1), CHLORINE (ชนิดที่ 3), FENTIN ACETATE Class (ชนิดที่ 3), FORMALDEHYDE (ชนิดที่ 2),HYDROCHLORIC ACID (ชนิดที่ 3),ROTENONE (ชนิดที่ 3),SODIUM HYDROXIDE (ชนิดที่ 1),SODIUM HYPOCHLORITE (ชนิดที่ 10),TRICHLORFON (ชนิดที่ 3), TRIFLORALIN (ชนิดที่ 3)


121. ขั้นตอนการนำเข้าสัตว์น้ำ (ในส่วนของด่านตรวจสัตว์น้ำ)

1. ดำเนินการขอใบอนุญาตนำเข้า

2. แจ้งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วันทำการ

3. ผู้นำเข้าผ่านพิธีการศุลกากร

4. เจ้าหน้าที่ด่านฯตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

5. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำตรวจปล่อยสินค้า

6. เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าต่อไป


120. ขั้นตอนการส่งออกสัตว์น้ำ (ในส่วนของด่านตรวจสัตว์น้ำ)

1. ดำเนินการขอใบอนุญาตส่งออก (เฉพาะกรณีสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตส่งออก)

2. แจ้งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วันทำการ

3. ผู้ส่งออกผ่านพิธีการศุลกากร

4. เจ้าหน้าที่ด่านฯ ตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

5. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำตรวจปล่อยสินค้า

6. เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าต่อไป


119. ติดต่อขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกได้ที่

ส่วนอนุญาตและจัดการประมง โทร. 0-2561-4689


118. สัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตในการส่งออก

1. กุ้งกุลาดำมีชีวิต (ห้ามส่งพ่อแม่และลูกพันธุ์)

2. สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

3. ปลาทะเลสวยงามทุกชนิด ตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร

4. สัตว์น้ำตามบัญชีอนุสัญญา CITES


117. สัตว์น้ำที่ห้ามส่งออกมีอะไรบ้าง

สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เช่น ปะการัง ปลาตะพัด ปลาเสือตอ เต่า จระเข้ ฯลฯ


116. สัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตในการนำเข้า

1. สัตว์น้ำมีชีวิต ตามพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร

2. สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เช่น ปลา

3. สัตว์น้ำตามบัญชีอนุสัญญา CITES


115. สัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้ามีอะไรบ้าง

1. ปลาปิรันย่า ห้ามนำเข้าและครอบครองโดยเด็ดขาด

2. สัตว์น้ำสงวนและคุ้มครอง เช่น ปะการัง ปลาเสือตอ ปลาตะพัด

3. สัตว์น้ำบัญชี CITES ต้องได้รับอนุญาตก่อนการนำเข้า ตรวจสอบรายชื่อสัตว์น้ำได้ที่ www.cites.org หรือสอบถามรายละเอียดในการขออนุญาตนำเข้าได้ที่หมายเลข 025614689


114. ติดต่อด้านตรวจสัตว์น้ำได้อย่างไร

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานกรุงเทพ

   ห้อง 309 อาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดอนเมือง กรุงเทพ 10210 โทรศัพท์ 0-2535-1628  โทรสาร 0-2504-2587

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานภูเก็ต

   อาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83140 โทรศัพท์+โทรสาร 0-7635-1010

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานหาดใหญ่

   ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90115 โทรศัพท์+โทรสาร 0-7425-0355

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานเชียงใหม่

   อาคารภายในประเทศ ชั้น 3 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์ 0-5328-2005

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย

   ถ.มิตรภาพ(เชื่อมสะพานไทย-ลาว) ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย 43000

โทรศัพท์+โทรสาร 0-4246-7307

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดตาก

   ถ.ตาก-แม่สอด (เชื่อมสะพานไทย-พม่า) ต.ท่าสายลวด อ.เมือง จ.ตาก 63110 โทรศัพท์+โทรสาร 0-5556-3391

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดสระแก้ว

   ตู้ ปณ 120 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โทรศัพท์ 0-3724-1729   โทรสาร 0-3722-2718

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดเชียงราย

   เลขที่ 146 หมู่ 6 บ้านจอมกิตติ ถ.เลี่ยงเมือง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57150 โทรศัพท์ 0-5377-7504, โทรสาร 0-5377-7505

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดชลบุรี

   อาคารการท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230 โทรศัพท์/โทรสาร 0-3840-9356

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดนราธิวาส

   ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง นราธิวาส  ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 96110

ด่านตรวจสัตว์น้ำสะเดา

   ด่านตรวจพืชสะเดา ถ.กาญจนวนิช ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา 90320 โทรศัพท์ 0-7430-1335  โทรสาร 0-7430-1329

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าเรือน้ำลึก จ.สงขลา

   อาคารด่านตรวจพืช ท่าเรือน้ำลึก จ.สงขลา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา 90280  โทรศัพท์ 0-7433-2776,  โทรสาร 0-7433-1407

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าเรือ กรุงเทพ

   ชั้น 2 อาคารด่านตรวจพืช ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย กรุงเทพ 10110 โทรศัพท์+โทรสาร 0-2671-8794

ด่านตรวจสัตว์น้ำลาดกระบัง กรุงเทพ

   33/4 หมู่ 1 ถ.เจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพ 10520 โทรศัพท์ 0-2326-9790


113. การครอบครองปลาทะเลสวยงามในพื้นที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินการอย่างไร?

พื้นที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2547 ได้กำหนดให้พื้นที่ในจังหวัดภูเก็ต กระบี่ และเมืองพัทยา เป็นพื้นที่ควบคุมสิ่งแวดล้อมและได้ห้ามครอบครองปลาทะเลสวยงามที่ได้มาจากการทำประมง เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตให้ครอบครองจากกรมประมง ดังนั้นผู้ที่ครอบครองปลาทะเลสวยงามมีชีวิตดังกล่าวต้องขออนุญาตครอบครองได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่


112. การขออนุญาตเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในที่สาธารณะประโยชน์

ติดต่อสำนักงานประมงจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่


111. การขออาชญาบัตรการทำประมงนอกน่านน้ำ

ตามระเบียบกรมประมง ว่าด้วยการยื่นคำขอรับอาชญาบัตรทำการประมงนอกน่านน้ำไทย พ.ศ.2532

คุณสมบัติของผู้ยื่น

1. ต้องมีสัญชาติไทยและมีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย

2. ต้องเป็นเจ้าของเรือประมง และเรือประมงดังกล่าวต้องจดทะเบียนในประเทศไทย

    - ผู้ยื่นคำขอต้องแนบหลักฐานดังนี้

1. อาชญาบัตรฉบับหลังสุดสำหรับเครื่องมือนั้น (ถ้ามี)

2. สำเนาทะเบียนบ้าน หรือสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน

3. สำเนาทะเบียนเรือไทย

4. หนังสือรับรองของสมาคมการประมงนอกน่านน้ำหรือสมาคมการประมงแห่งประเทศไทย

5. กรณีไม่ได้มาดำเนินการด้วยตนเองต้องมีหนังสือมอบอำนาจติดอากรแสตมป์

6. กรณีนิติบุคคลต้องแนบใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลและต้องมีวัตถุประสงค์ในการประกอบกิจการประมง

7. หนังสือสัญญาหรือข้อตกลงให้ทำการประมงร่วมกับประเทศอื่นๆ

8. กรณีเจ้าของเรือเข้าร่วมทำการประมงกับบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ซึ่งได้รับสัมปทานทำการประมงร่วมกับประเทศนั้นๆ  จะต้องมีหนังสือรับรองจากบุคคลหรือนิติบุคคลผู้ได้รับสัมปทานเป็นหนังสือด้วย

9. ถ้าผู้ยื่นคำขอประสงค์จะให้บุคคลใดในครอบครัวหรือลูกจ้างมีสิทธิใช้เครื่องมือนั้นด้วยก็ให้ระบุไว้ในคำ


110. การนำสัตว์น้ำบางชนิดที่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร

ต้องขอใบอนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดที่มีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม คำขออนุญาตนำเข้า

2. เอกสารประกอบคำขอ

(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

   กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

   กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

และหลักฐานตามข้อ 2) –  3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจและหลักฐานตามข้อ 2) –  3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่มีด่านตั้งอยู่

4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

5. อายุใบอนุญาต

    -ใช้ได้เพียง 1 ครั้ง  ภายใน  60 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

6.ไม่เสียค่าธรรมเนียม


109. การขอใบอนุญาตให้ประกอบอาชีพประมง การค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ หรืออุตสาหกรรมสัตว์น้ำ(อนุญาต 6)

ต้องขอใบอนุญาตและจดทะเบียนประกอบอาชีพในการประมง การค้าสินค้าสัตว์น้ำ หรืออุตสาหกรรมสัตว์น้ำ(คำขอ 6) ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม

2. เอกสารประกอบคำขอ (สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

    กรณีบุคคลธรรมดา

1) สำเนาบัตรประชาชน

2) สำเนาทะเบียนบ้าน

    กรณีนิติบุคคล

1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

3) สำเนาทะเบียนบ้าน

    กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติด อากรแสตมป์10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจ

3) สำเนาทะเบียนบ้าน

3. สถานที่ยื่นคำขอ

    - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมง

    สำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

    - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่ตั้งอยู่

6. ค่าธรรมเนียม 150 บาท/ฉบับ


108. การครอบครองเพื่อขาย ควรทำอย่างไร

มีขั้นตอนดังนี้

   - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว

   - สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

   - หลักฐานแสดงการรับครอบครอง

   - แผนที่สังเขปแสดงสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายและบริเวณข้างเคียง

     แผนผังภายในอาคารที่ใช้เป็นสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย (ในกรณีที่ทีประกาศ ตามมาตรา 20 (1) แห่งพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ให้สถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตรายต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด)

   - เอกสารแสดงความรู้ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบการเก็บรักษา

   - เอกสารแสดงระบบ/กรรมวิธีการป้องกันและอุปกรณ์ในการบรรเทาความรุนแรงของอุบัติภัยของสถานที่เก็บรักษาวัตถุอันตราย

   - เอกสารแสดงข้อมูลความปลอดภัยของวัตถุอันตราย เช่น Materials Safety Data

Sheet

   - อื่นๆ ระบุ


107. ต้องการนำเข้าแคลเซียมไฮโปคลอไรท์เพื่อใช้ในการประมง ควรทำอย่างไร

ขั้นตอน ชนิดที่ 1

   - นำสำเนา INVOICE และ B/L (นำมาให้หลังจากนำเข้าวัตถุอันตรายแล้วก็ได้)

   - สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ให้แนบเอกสารแสดงส่วนผสมของเคมีภัณฑ์/ผลิตภัณฑ์ครบ 100% หรือหนังสือตอบข้อหารือว่าเคมีภัณฑ์เป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1

ขั้นตอน ชนิดที่ 2

   - นำสำเนา INVOICE และ B/L (นำมาให้หลังจากนำเข้าวัตถุอันตรายแล้วก็ได้)

   - สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 ให้แนบสำเนาใบรับแจ้งการดำเนินการเกี่ยวกับวัตถุอันตรายชนิดที่ 2 (วอ.กปม.2) และหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้แนบสำเนามาด้วย

ขั้นตอน ชนิดที่ 3

   - นำสำเนา INVOICE และ B/L (นำมาให้หลังจากนำเข้าวัตถุอันตรายแล้วก็ได้)

   - สำหรับวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ให้แนบใบอนุญาตนำเข้าวัตถุ (วอ.4)หรือใบอนุญาตส่งออกวัตถุอันตราย (วอ.6) และหากมีการแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้แนบมาด้วย


106. ต้องการน้ำเข้า,ผลิต,ส่งออก ทำอย่างไรบ้าง

- มีหนังสือใบนำส่งจากบริษัทฯ ขออนุญาตการนำเข้า/ผลิต/ส่งออก

- สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาประจำตัวคนต่างด้าว

- สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

- สำเนาใบสำคัญการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตราย

- สำเนาผลการวิเคราะห์วัตถุอันตราย

- แผนผังสังเขปของสถานที่เก็บรักษาวัตถุอ้นตราย

- เอกสารแสดงความรู้ความชำนาญของผู้เชี่ยวชาญหรือบุคลากรเฉพาะรับผิดชอบสำหรับการเก็บรักษา

- เอกสารแสดงลักษณะภาชนะบรรจุที่จะใช้และการห่อหุ้มบรรจุวัตถุอันตราย

- เอกสารแสดงข้อมูลความปลอดภัยของวัตถุอันตราย เช่น Materials Safety Date Sheet


105. การขอขึ้นทะเบียนต้องส่งข้อมูลอะไรบ้าง

รายการข้อมูลเพื่อการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายมี

   - สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน/สำเนาประจำตัวคนต่างด้าว

   - สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

   - เอกสารหรือภาพถ่ายแสดงลักษณะภาชนะบรรจุวัตถุอันตราย

   - เอกสารหรือภาพถ่ายแสดงการบรรจุหีบห่อหรือผูกมัด

   - ใบแสดงผลวิเคราะห์สารที่ต้องการขึ้นทะเบียนจากหน่วยงานราชการ


104. สาร...ต้องขึ้นทะเบียนกับกรมประมงหรือไม่

ให้ตรวจสอบกับรายชื่อที่กรมประมงควบคุม ถ้าเป็นชนิดที่ 2 และ 3 ต้องขึ้นทะเบียน


103. ขั้นตอนการนำเข้าสัตว์น้ำ (ในส่วนของด่านตรวจสัตว์น้ำ)

1. ดำเนินการขอใบอนุญาตนำเข้า

2. แจ้งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วันทำการ

3. ผู้นำเข้าผ่านพิธีการศุลกากร

4. เจ้าหน้าที่ด่านฯตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

5. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำตรวจปล่อยสินค้า

6. เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าต่อไป


102. ขั้นตอนการส่งออกสัตว์น้ำ (ในส่วนของด่านตรวจสัตว์น้ำ)

1. ดำเนินการขอใบอนุญาตส่งออก (เฉพาะกรณีสัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตส่งออก)

2. แจ้งเจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำทราบล่วงหน้า อย่างน้อย 1 วันทำการ

3. ผู้ส่งออกผ่านพิธีการศุลกากร

4. เจ้าหน้าที่ด่านฯ ตรวจสอบสัตว์น้ำและเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้อง

5. เจ้าหน้าที่ด่านตรวจสัตว์น้ำตรวจปล่อยสินค้า

6. เจ้าหน้าที่ศุลกากรดำเนินการตรวจปล่อยสินค้าต่อไป


101. ติดต่อขอใบอนุญาตนำเข้าส่งออกได้ที่

ส่วนอนุญาตและจัดการประมง โทร. 0-2561-4689


100. สัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตในการส่งออก

1. กุ้งกุลาดำมีชีวิต (ห้ามส่งพ่อแม่และลูกพันธุ์)

2. สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

3. ปลาทะเลสวยงามทุกชนิด ตาม พ.ร.บ.การส่งออกไปนอกและการนำเข้ามาในราชอาณาจักร

4. สัตว์น้ำตามบัญชีอนุสัญญา CITES


99. สัตว์น้ำที่ห้ามส่งออกมีอะไรบ้าง

สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เช่น ปะการัง ปลาตะพัด ปลาเสือตอ เต่า จระเข้ ฯลฯ


98. สัตว์น้ำที่ต้องขออนุญาตในการนำเข้า

1. สัตว์น้ำมีชีวิต ตามพระราชกฤษฎีกาห้ามมิให้นำสัตว์น้ำบางชนิดเข้ามาในราชอาณาจักร

2. สัตว์น้ำและซากของสัตว์น้ำตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535 เช่น ปลา

3. สัตว์น้ำตามบัญชีอนุสัญญา CITES


97. สัตว์น้ำที่ห้ามนำเข้ามีอะไรบ้าง

1. ปลาปิรันย่า ห้ามนำเข้าและครอบครองโดยเด็ดขาด

2. สัตว์น้ำสงวนและคุ้มครอง เช่น ปะการัง ปลาเสือตอ ปลาตะพัด

3. สัตว์น้ำบัญชี CITES ต้องได้รับอนุญาตก่อนการนำเข้า ตรวจสอบรายชื่อสัตว์น้ำได้ที่ www.cites.org หรือสอบถามรายละเอียดในการขออนุญาตนำเข้าได้ที่หมายเลข 025614689


96. ติดต่อด้านตรวจสัตว์น้ำได้อย่างไร

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานกรุงเทพ

   ห้อง 309 อาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานกรุงเทพ ดอนเมือง กรุงเทพ 10210 โทรศัพท์ 0-2535-1628  โทรสาร 0-2504-2587

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานภูเก็ต

   อาคารคลังสินค้า ท่าอากาศยานภูเก็ต อ.ถลาง จ.ภูเก็ต 83140 โทรศัพท์+โทรสาร 0-7635-1010

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานหาดใหญ่

   ท่าอากาศยานหาดใหญ่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา 90115 โทรศัพท์+โทรสาร 0-7425-0355

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานเชียงใหม่

   อาคารภายในประเทศ ชั้น 3 อ.เมือง จ.เชียงใหม่ 50000 โทรศัพท์ 0-5328-2005

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดหนองคาย

   ถ.มิตรภาพ(เชื่อมสะพานไทย-ลาว) ต.หนองกอมเกาะ อ.เมือง จ.หนองคาย 43000 โทรศัพท์+โทรสาร 0-4246-7307

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดตาก

   ถ.ตาก-แม่สอด (เชื่อมสะพานไทย-พม่า) ต.ท่าสายลวด อ.เมือง จ.ตาก 63110 โทรศัพท์+โทรสาร 0-5556-3391

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดสระแก้ว

   ตู้ ปณ 120 อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โทรศัพท์ 0-3724-1729   โทรสาร 0-3722-2718

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดเชียงราย

   เลขที่ 146 หมู่ 6 บ้านจอมกิตติ ถ.เลี่ยงเมือง ต.เวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย 57150 โทรศัพท์ 0-5377-7504, โทรสาร 0-5377-7505

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดชลบุรี

   อาคารการท่าเรือแหลมฉบัง ต.ทุ่งสุขลา อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี 20230 โทรศัพท์/โทรสาร 0-3840-9356

ด่านตรวจสัตว์น้ำจังหวัดนราธิวาส

   ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง นราธิวาส  ต.ศาลาใหม่ อ.ตากใบ จ.นราธิวาส 96110

ด่านตรวจสัตว์น้ำสะเดา

   ด่านตรวจพืชสะเดา ถ.กาญจนวนิช ต.สำนักขาม อ.สะเดา จ.สงขลา 90320

โทรศัพท์ 0-7430-1335  โทรสาร 0-7430-1329

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าเรือน้ำลึก จ.สงขลา

   อาคารด่านตรวจพืช ท่าเรือน้ำลึก จ.สงขลา ต.หัวเขา อ.สิงหนคร จ.สงขลา 90280 โทรศัพท์ 0-7433-2776,  โทรสาร 0-7433-1407

ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าเรือ กรุงเทพ

   ชั้น 2 อาคารด่านตรวจพืช ท่าเรือกรุงเทพ เขตคลองเตย กรุงเทพ 10110 โทรศัพท์+โทรสาร 0-2671-8794

ด่านตรวจสัตว์น้ำลาดกระบัง กรุงเทพ

   33/4 หมู่ 1 ถ.เจ้าคุณทหาร แขวงคลองสามประเวศ เขตลาดกระบัง กรุงเทพ 10520  โทรศัพท์ 0-2326-9790


95. เหตุใดปลาทะเลสวยงามมีชีวิตไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้?

เนื่องจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 56) พ.ศ.2534 กำหนดให้ปลาทะเลสวยงามมีชีวิตเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันปลาทะเลสวยงามส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการจับจากธรรมชาติและอนุรักษ์ปลาทะเลสวยงาม จึงยังมิให้มีการส่งออกปลาทะเลสวยงามมีชีวิต


94. การนำปลาสวยงามมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักรต้องดำเนินการอย่างไร?

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงคือ ต้องขอใบอนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดทีมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

   1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม คำขออนุญาตนำเข้า

   2. เอกสารประกอบคำขอ

   (สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

กรณีบุคคลธรรมดา

   1) สำเนาบัตรประชาชน

   2) สำเนาทะเบียนบ้าน

   3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (อนุญาต 6)

กรณีนิติบุคคล

   1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

   2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

และหลักฐานตามข้อ 2)-3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

   1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

   2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจและหลักฐานตามข้อ 2)-3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   3. สถานที่ยื่นคำขอ

       - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมงสำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

       - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่มีด่านตั้งอยู่

   4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

   5. อายุใบอนุญาต

       - ใช้ได้เพียง 1 ครั้ง ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

   6.ไม่เสียค่าธรรมเนียม


93. ถ้าจะส่งสัตว์น้ำออกไปต่างประเทศ ต้องทำอย่างไรบ้าง

สอบถามได้ที่ สำนักบริหารจัดการด้านการประมง โทร.025614690


92. การขอหนังสือรับรองเรือประมงเพื่อไปทำการประมงนอกน่านน้ำ

1. บริษัท/ผู้ประกอบการยื่นเรื่องพร้อมเอกสารประกอบให้กรมประมงพิจารณาออกหนังสือรับรองเพื่อนำไปแสดงต่อทางการของประเทศที่ต้องการเข้าไปทำการประมง

2. กรมประมงตรวจสอบว่าเจ้าของเรือมีหนี้สินเกี่ยวกับค่าปรับ และค่าใช้จ่ายในการรับตัวลูกเรือกลับประเทศไทยหรือไม่

3. ออกหนังสือรับรองเรือประมงดังกล่าวโดยแจ้งไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบของประเทศนั้น ๆ เพื่อพิจารณาออกใบอนุญาตให้แก่เรือประมงต่อไป


91. การขอหนังสือรับรองการจดทะเบียนหรือประมงที่ต่อใหม่เพื่อไปทำการประมงนอกน่านน้ำ

1. บริษัท/เจ้าของเรือประมงที่ต่อใหม่ยื่นเรื่องขอให้กรมประมงออกหนังสือรับรอง

2. กรมประมงมอบหมายให้ประมงจังหวัดในพื้นที่ต่อเรือตรวจสอบข้อเท็จจริงของเรือที่ต่อดังกล่าว

3. กรมประมงมีหนังสือไปยังกรมการขนส่งทางน้ำและพาณิชยนาวีเพื่อแจ้งเรื่องดังกล่าวและขอให้จดทะเบียนเรือประมงที่ต่อใหม่


90. การขอจดทะเบียนเป็นบริษัทประมงนอกน่านน้ำการขอยกเว้นอากรสำหรับสัตว์น้ำนำเข้าราชอาณาจักร

1. บริษัท/ผู้ประกอบการ ยื่นเรื่องเพื่อขอจดทะเบียนเป็นบรัทประมงนอกน่านน้ำโดยใช้แบบฟอร์ม อ.1 พร้อมเอกสารประกอบ

2. กรมประมงจะจดทะเบียนบริษัท/ผู้ประกอบการเป็นบริษัทประมงนอกน่านน้ำเพื่อขอยกเว้นภาษีนำเข้าสัตว์น้ำที่จับในน่านน้ำต่างประทเศ โดยมีระยะเวลาขึ้นทะเบียน 1 ปี

3. บริษัท/ผู้ประกอบการ ยื่นเรื่องเพื่อขอยกเว้นอากรสำหรับสัตว์น้ำนำเข้าราชอาณาจักรโดยใช้แบบฟอร์ม อ.2 พร้อมเอกสารประกอบ

4. กรมประมงจะพิจารณาออกหนังสือรับรองสำหรับของได้รับการยกเว้นอากร (อ.3) สำหรับสัตว์น้ำที่นำเข้าจากเรือประมงที่จดทะเบียนในข้อ 15.3 เพื่อแจ้งไปยังกรมศุลกากร


89. สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนตัดสินใจใช้ยาหรือสารเคมี

1. คุณภาพน้ำในบ่อเสี้ยง

    ถ้าไม่ได้เปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นเวลานาน หรือมีการให้อาหารเกินความต้องการของสัตว์น้ำ ทำให้มีอาหารเหลือมาก อาจทำให้น้ำเน่าเสีย ควรแก้ไขโดยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ แล้วเติมปูนขาว และ เกลือลงในบ่อ รวมทั้งลดปริมาณอาหารที่ให้ลง

2. คุณภาพอาหารที่ใช้เลี้ยง

    กรณีที่เป็นอาหารผสมเอง อาจมีปัญหาการขาดวิตะมิน ดังนั้นควรใช้วัสดุที่สด มีคุณค่าทางอาหารพียงพอ และเหมาะสมกับชนิดของสัตว์น้ำ

    กรณีที่เลี้ยงด้วยอาหารเม็ด ควรใช้อาหารที่ผลิตใหม่ และเก็บไว้ในที่ไม่โดนแสดงแดดหรือเปียกชื้น

3. อุณหภูมิของน้ำ

    ในช่วงที่มีอากาศหนาวเย็นสัตว์น้ำส่วนใหญ่จะกินอาหารน้อยลงดังนั้นควรลดอาหารที่ให้เพื่อป้องกันการเน่าเสียของอาหารในบ่อ

4. ความหนาแน่นของปลาที่เลี้ยง

    การเลี้ยงปลาในอัตราในอัตราที่หนาแน่นเกินไป เมื่อเลี้ยงปลาไปได้ระยะหนึ่งปลาจะว่ายน้ำลอยหัวในช่วงเช้า ถ้าไม่รับแก้ไขปลาจะทยอยตาย สาเหตุเกิดจากปริมาณออกซิเจนในน้ำไม่เพียงพอ ควรแก้ไขโดยการกระจายปลาไปยังบ่ออื่น รวมทั้งเปลี่ยนถ่ายน้ำ ในกรณีฉุกเฉินให้ใช้เครื่องตีน้ำหรือดูดพ่นน้ำในอากาศเพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนในบ่อ

5. การได้รับสารพิษ

    กรณีที่เกิดการตายของปลาเป็นจำนวนมากโดยไม่มีอาการผิดปกติใด ๆ ก่อนการตายปลาอาจจะได้รับพิษจากยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืชหรือน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งปลาส่วนใหญ่จะมีการขับเมือกออกจากตัวมาก กระพุ้งแก้มเปิดกว้าง การตายของปลาในลักษณะนี้ไม่สามารถแก้ไขได้

6. การติดเขื้อไวรัส

    สัตว์น้ำที่พบว่าติดเชื้อไวรัส จะแสดงอาการป่วยตามชนิดของไวรัสที่เข้าไปในตัวของสัตว์น้ำ และมีอัตราการตายค่อนข้างสูง กรณีการตรวจพบไวรัสในสัตว์น้ำที่ป่วยไม่สามารถใช้ยาหรือสารเคมีรักษาได้ เกษตรกรควรปรับปรุงคุณภาพของน้ำในบ่อให้ดี ถ้าสัตว์น้ำแข็งแรงก็อาจจะหายจากโรคได้เอง แต่ถ้าเป็นไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดแบบรุนแรงนั้นไม่สามารถุรักษาได้และเกษตรกรควรระวังการแพร่ระบาดของโรค โดยการกำจัดสัตว์น้ำ ใส่ยาฆ่าเชื้อลงในบ่อ และห้ามเคลื่อนย้ายสัตว์น้ำไปยังบ่ออื่น รวมทั้งห้ามนำสัตว์น้ำที่รอดตามจากการติดเชื้อไวรัส มาใช้เป็นพ่อแม่พันธุ์ในการเพาะขยายพันธื


88. การตรวจสุขอนามัยฟาร์ม

วิธีการ

1. การจัดการฟาร์มที่ดี

    น้ำที่ใช้ในระบบการเลี้ยง และบรรจุปลาเพื่อการส่งออก ต้องเป็นน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว และต้องมีลักษณะใสสะอาด ไม่มีตะกอน ฟาร์มต้องมีพท้นที่ในการบำบัดน้ำทิ้ง สุ่มตัวอย่างน้ำจากระบบการเลี้ยง, ก่อนการเลี้ยง , น้ำทิ้ง ภาชนะบรรจุ ทุกอย่างตอ้งเป็นของใหม่ ห้ามนำมาใช้ซ้ำ

2. การดูแลสัตว์น้ำก่อนการส่งออก

    ต้องแยกปลาที่มาจาการเพาะเสี้ยง กับปลาที่รวบรวมจากธรรมชาติออกจากกันในแต่ละส่วน ต้องจัดเตรียมพื้นที่ ในการพักปลาที่เข้ามาใหม่ จากปลาที่มีอยู่เดิม บันทึกแหล่งที่มาจของสัตว์น้ำ ที่นำเข้ามาในฟาร์ม ที่สามารถตรวจสอบหรือติดตามได้ อาหารสัตว์น้ำ ที่มีขีวิตต้องผ่านการฆ่าเชื้อ ก่อนนำมาให้สัตว์น้ำบริโภคและต้องไม่เป็นของเหลือ ของเศษอาหารจากบ้านเรือน

สุ่มตัวอย่างปลาทุกชนิดมาตรวจอัราการสุ่มดังต่อไปนี้

1. สัตว์น้ำที่ส่งออกชนิดละเกินกว่า 500 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 5-10 ตัว (1%)

2. สัตว์น้ำที่ส่งออกชนิดละเกินกว่า 100 ตัว แต่ไม่เกิน 500 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 3-5 ตัว (3%)

3. สัตว์น้ำที่ส่งออกชนิดละเกินกว่า 100 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 2-5 ตัว (5%)


87. การขอรับในรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ

วิธีการ

1. ติดต่อสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำจืด เพื่อจัดเตรียม เอกสารประกอบการส่งตัวอย่างสัตว์น้ำ เพื่อขอรับการตรวจสุขภาพ

2. กรอกรายละเอียด ลงในคำร้อง ขอใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำ พร้อมสัตว์น้ำโดยสัตว์น้ำที่นำมาตรวจ จะต้องเป็นตัวแทน ของสัตว์น้ำ ที่จะส่งออก ตามจำนวนดังต่อไปนี้

    - สัตว์น้ำที่ส่งออกครั้งละมากว่า1,000ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 10 ตัว

    - สัตว์น้ำที่ส่งออกครั้งละมากกว่า 100 ตัว ถึง 1,000 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 5 ตัว

    - สัตว์น้ำที่ส่งออกครั้งละมากกว่า 50 ตัว ถึง 100 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 4 ตัว

    - สัตว์น้ำที่ส่งออกครั้งละมากกว่า 20 ตัว ถึง 50 ตัว ให้นำตัวอย่างมาตรวจ 2 ตัว

    - สัตว์น้ำที่ส่งออกตั้งแต่ 20 ตัวลงมา ให้นำตัวอย่างมาตรวจจำนวน 2 ตัว

    ให้แยกตัวอย่างสัตว์น้ำเป็นชนิด ตามใบสั่งซื้อ(Invoice) พร้อมทั้งต้องนำใบสั่งซื้อ หรือสำเนามาแสดง


86. การขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate) มีขั้นตอนและข้อกำหนดอย่างไรบ้าง

1. บริษัทที่ประสงค์ขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate)สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ สงขลา หรือกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ กลุ่มตรวจสอบและรับรองคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

2. เอกสารประกอบการขอใบรับรองฯ ประกอบด้วย

    - ใบคำร้องขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (แบบฟอร์ม กปม/กตส 3 แผ่นที่)

    - ใบแสดงรายละเอียดสินค้า (แบบฟอร์ม กปม/กตส 3 แผ่นที่ 2)

    - ใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate)ที่พิมพ์ข้อมูลสินค้าครบถ้วนถูกต้อง

    - ฉลากสินค้า

    - เอกสารแสดงผลวิเคราะห์(แล้วแต่ประเภทผลิตภัณฑ์ หรือประเทศทีมีข้อกำหนดพาะ)

3. ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการออำใบรับรองฯ ประมาณ 3 วันทำการ

4. กรณียื่นขอแก้ไขข้อมูลในใบรับรองฯ ให้ยื่อนคำร้อง (แบบฟอร์ม กปม/กตส4) และใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 วันทำการ


85. การขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate) มีขั้นตอนและข้อกำหนดอย่างไรบ้าง

1. บริษัทที่ประสงค์ขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate)สามารถยื่นคำขอได้ที่ศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ สงขลา หรือกองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ กลุ่มตรวจสอบและรับรองคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

2. เอกสารประกอบการขอใบรับรองฯ ประกอบด้วย

    - ใบคำร้องขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (แบบฟอร์ม กปม/กตส 3 แผ่นที่)

    - ใบแสดงรายละเอียดสินค้า (แบบฟอร์ม กปม/กตส 3 แผ่นที่ 2)

    - ใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ(Health Certificate)ที่พิมพ์ข้อมูลสินค้าครบถ้วนถูกต้อง

    - ฉลากสินค้า

    - เอกสารแสดงผลวิเคราะห์(แล้วแต่ประเภทผลิตภัณฑ์ หรือประเทศทีมีข้อกำหนดพาะ)

3. ระยะเวลาที่ใช้ในการดำเนินการออำใบรับรองฯ ประมาณ 3 วันทำการ

4. กรณียื่นขอแก้ไขข้อมูลในใบรับรองฯ ให้ยื่อนคำร้อง (แบบฟอร์ม กปม/กตส4) และใช้ระยะเวลาดำเนินการ 1 วันทำการ


84. ใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate) มีกี่แบบ

1. Health Certificate  ในกลุ่มประเทศ EU (สำหรับการส่งออกไปประเทศในกลุ่มEU15ประเทศ : อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ลักซ์เซม เบอร์กเบลเยียม เนเธอร์แลนด์ อิตาลี เอนมาร์ก สเปฯ โปรตุเกส ออสเตรีย กรีก ฟินแลนด์ สวีเดน และ"อร์แลนด์)

    ภาษาของใบรับรอง He ในกลุ่ม EU และการเลื่อกใช้

    - แบบฟอร์มภาษา English ใช้กับประเทศ  United Kingdom , Lrland ,Austria. Finland ,Sweden

    - แบบฟอร์มภาษา France ใช้กับประเทศ  France

    - แบบฟอร์มภาษา Germany ใช้กับประเทศ  Germany

    - แบบฟอร์มภาษา Italian ใช้กับประเทศ  ltaly

    - แบบฟอร์มภาษา Spanish ใช้กับประเทศ  Spain

    - แบบฟอร์มภาษา Dutch ใช้กับประเทศ  Belgium,Netherland/Holland ,Luxamberg

    - แบบฟอร์มภาษา Portuguese ใช้กับประเทศ  Portugat

    - แบบฟอร์มภาษา Greece ใช้กับประเทศ  Greeke

    - แบบฟอร์มภาษา Denish ใช้กับประเทศ  Denmark

2. Dof Health Certificate  เป็นใบรับรองสำหรับส่งออกประเทศต่าง ที่อยู่นอกกลุ่มสหภาพยุโรป

3. Health Certificate  เฉพาะประเทศ ได้แก่ โปแลนด์ โรมาเนีย สาธารณรัฐเชค ฮังการี อาร์เจนตินา รัสเซีย สโลเวเนีย จีน เอสโทเนีย ลิธัวเนีย สวิตเซอร์แลนด์ ไซปรัส และยูเครน


83. การตรวจวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ มีการตรวจอะไรบ้าง และใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์กี่วัน

1. การตรวจวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์และการประเมินผลการวิเคราะห์จะปฏิบัติตามข้อกำหนดประเทศผู้นำเข้าเป็นหลักโดยแบ่งเป็น การตรวจวิเคราะห์ด้านเคมี/จุลินทรีย์/กายภาพ

2. ระยะเวลาการตรวจวิเคราะห์

    - การตรวจวิเคราะห์ด้านเคมี ใช้ระยะเวลาประมาณ 10 วันทำการ

    - การตรวจวิเคราะห์ด้านจุลชีววิทยา

    - สำหรับผลิตภัณฑ์แช่แข็ง และผลิตภัณฑ์อาหารพื้นเมืองใช้ระยะเวลาประมาณ 10 วันทำการ

    - สำหรับผลิตภัณฑ์อาหารบรรจุกระป๋อง ใช้ระยะเวลาประมาณ 24 วันทำการ การตรวจวิเคาระห์ด้านกายภาพ


81. การขอตรวจโรงงานมีขั้นตอนอย่างไรและใช้ระยะเวลาประมาณเท่าไร

1. โรงงานยื่นคำขอให้ตรวจโรงงานโดย

    - โรงงานที่มีสถานที่ปรกอบการในเขตจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรสาคา นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี กาญจนบุรีและประจวบคีรีขันธ์ ติดต่อ ศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและฟลิตัณฑ์สัตว์น้ำ สมุทรสาคร (โทร 034-857252 ,034-413189-90 โทรสาร 034-857192)

    - โรงงานในเขตภาคใต้ในจังหวัดชุมพร ระนอง พังงา กระบี่ ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ให้ติดต่อศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพ สัตว์น้ำ สุราษฎร์ธานี (โทร. 077256943  285807 274232 โทรสาร 077 274231)

    - โรงงานในเขตจังหวัดพัทลุง สงขลา ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ติดต่อศูนย์วิจัยและตรวจสอบคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ สงขลา (โทร 074-312037 440054 โทรสาร 074-323798)

    - โรงงานที่มีสถานประกอบการนอกจากที่ได้กล่าวมาให้ติดต่อ กองตรวจสอบรังรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ

กลุ่มพัฒนาระบบคุณภาพแหล่งแปรรูปสัตว์น้ำ (โทร.02-5580150-5 ต่อ 13406-7 หรือโทรสาร 02-5580142)

2. หลักฐานที่ต้องใช้ยื่นประกอบคำข้อให้ตรวจรับรองโรงงาน

    - สำเนาหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคลจากกระทรวงพาณิชย์

    - สำเนาทะเบียนการค้า

    - สำเนาใบสำคัญแสดงการจดทะเบียนบริษัท

    - สำเนาใบอนุญาตการตั้งโรงงานและประกอบกิจการโรงงานจากกระทรวงอุตสาหกรรม

หรือสำเนาใบอนุญาตประกอบอาหารจากระทรวงสาธารณสุข(ถ้ามี)

    - สำเนาบัตรขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการ หรือสำเนาใบรับแจ้งคำขอขึ้นทะเบียนผู้ประกอบ

การ ของกรมประมง

    - หนังสือมอบอำนาจในการติดต่อและเซ็นรับเอกสารใบรับรอง

    - หลักฐานการเป็นสมาชิกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย สำหรับโรงงานผลิตอาหารสำเร็จรูป อาหารบรรจุกระป๋อง/Pouch อาหารแห้ง อาหารแห้ง อาหารหมักดอง อาหารพื้นเมือง หรือหลักฐานการเป็นสมาชิกสมาคมกุ้งไทย สำหรับโรงงานที่ผลิตผลิตภัณฑ์กุ้ง(หรือหลักฐานการเป็นสมาชิกสมาคม อาหารแช่เยือกแข็งไทย หรือ สมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป แล้วแต่ประเภทผลิตภัณฑ์) หรือหลักฐานการเป็นสมาชิกสมาคม โรงงาน น้ำปลา สำหรับดรงงานน้ำปลา หรือสมาคมอื่นใดที่มีวัตถุประสงค์ของสมาคมเกี่ยวข้องในการผลิตสัตว์น้ำเพื่อการส่งออก ซึ่งได้รับการรับรองจากกรมประมงแล้ว

    - แผนที่โรงงาน

3. เจ้าหน้าที่กรมประมงจะใช้ระยะเวลาตรวจรับรองโรงงานภายหลังที่ได้รับคำร้องประมาณ 10 วันทำการ


80. การตรวจรับรองผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำส่งออกของกรมประมง มีขั้นตอนดำเนินการอย่างไร

1. ตรวจสุขลักษณะโรงงานและระบบควยคุมคุณภาพ HACCP

2. สุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์โดยเจ้าหน้าที่ประมง

3. ตรวจวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ ทางห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพ

4. ขอใบรับรองสุขอนามัยสินค้าสัตว์น้ำ (Health Certificate)


79. การออกใบรับรองฟาร์มเพาะเลี้ยงกุ้งก้าม(GAP)

- ขั้นตอนการออกใบรับรองฟาร์ม

- พื้นที่การออกใบรับรองฟาร์ม รายจังหวัด

- จำนวนฟาร์มที่กรมประมงออกใบรับรองฟาร์ม

- เกษตรกรขายกุ้งก้ามกรามที่ได้รับใบรับรองได้ที่ไหน

- โรงงานแปรรูป ผู้ประกอบการ รับซื้อกุ้งก้ามกรามที่ออกใบรับรอง ได้ที่ฟาร์มใดบ้าง

- ปฏิทินการออกหน่วยเคลื่อนที่ ที่ไหน เมื่อไร และให้บริการอะไรบ้าง

- หน่วยงานที่รับผิดชอบในการออกใบรับรองในเขตพื้นที่จังหวัดต่าง ๆ

- เข้าร่วมโครงการ GAP แล้วเกษตรกรได้ประโยชน์อะไรอย่างไร


78. ชนิดเครื่องมือประมงทะเล เช่น อวนลาก อวนล้อมฯ

แหล่งข้อมูล

- เข้า  website  กรมประมง   www.fisheries.go.th เข้าหน่วยงาน สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล

- ติดต่อที่ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล


77. การขอ Re-export ปลาโทงแทงดาบ

การขอใบรับรองการ Re-export ปลาโทงทงดาบ ติดต่อยื่นขอใบรับรองได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลประมงทะเลลึก โทร.0-9406-130-45 ต่อ 4700


76. การขอนำเข้า/ส่งออกปลาทูน่า

   การขอใบรับรองนำปลาทูน่าติดต่อยื่นขอใบรับรองนำเข้าปลาทูน่าครีบเหลืองและผลิตภัณฑ์จากปลาทูน่าครีบเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักรได้ที่ งานธุรการ สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีประมงทะเล โทร.0-9406-130-45 ต่อ

   การขอใบรับรองการ Re-export ปลาทูน่าตาโต ปลาน่าblue fin ติดต่อยื่นขอใบรับรองได้ที่สถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีประมงทะเลลึก โทร.0-9406-130-45 ต่อ 4700


75. สถานที่ ระเบียบ และขั้นตอนในการ ออกใบรับรองการนำปลาทูน่าชนิดครีบเหลืองและผลิตภัณฑ์จากปลาทูน่าชนิดครีบเหลืองเข้ามาในราชอาณาจักร

สถานที่ขอใบรับรองได้ที่ สถาบันวิจัยลัพัฒนาเทคโนโลยีประมงทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล กรมประมง ตึกปลอดประสพ ชั้น 6 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

   ขั้นตอนในการขอใบรับรองฯและเอกสารประกอบการขอใบรับรองฯ

      - แบบ กปม./กปท.1

      - แบบ กปม./กปท.2

(Down load ได้ที่สำนักวิจัยและพัฒนาประมงทะเล)

      - ใบตราส่งสินค้า (BILL OF LADING)

      -  ใบกำกับสินค้า (INVOICE)

      -  DOLPHIN SAFE CERTIACTE)


74. การนำเข้าปลาสวยงามเพื่อทำพ่อแม่พันธุ์

หลักเกณฑ์การยื่นขอนำเข้ามาเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์


73. หากมีเรื่องดังต่อไปนี้ให้ติดต่อสอบถามโดยตรง สำนักฯ/สถาบัน/ศูนย์/สถานีฯ

- การบริการของหน่วยงาน สพช.

- การให้บริการตรวจวิเคราะห์ BOD ของน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

- การให้บริการตรวจวิเคราะห์ คุณสมบัติของน้ำเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

- การให้บริการตรวจวิเคราะห์ คุณสมบัติของดินเพื่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

- การออกใบรับรองสุขภาพสัตว์น้ำมีชีวิตเพื่อการส่งออก

- การบริการตรวจเชื้อไวรัส

- การบริการสุขภาพสัตว์น้ำทั่วไป

- การบริการตรวจเชื้อแบคทีเรีย

- การให้บริการตรวจวิเคราะห์หาสารเคมีตกค้างในวัตถุดิบสัตว์น้ำ

- การออกใบรับรองการจับกุ้งและตรวจสุขภาพกุ้ง

- การออกหนังสือรับรองยืนยันการนำเข้าสัตว์น้ำสำหรับทำพันธุ์

- การออกใบกำกับการเคลื่อนย้ายสินค้าสัตว์น้ำ


72. การตรวจสอบฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในเขตกรุงเทพฯ เพื่อเข้าสู่ระบบ GAP, CoC

ส่วนประมงกรุงเทพฯ มีหน้าที่ในการตรวจสอบฟาร์มและติดตามผลทุก 3 เดือน นับตั้งแต่ฟาร์มได้รับการรับรอง โดยให้คะแนนตามแบบตรวจสอบมาตรฐานขั้นปลอดภัยและสุ่มเก็บตัวอย่างสัตว์น้ำ เพื่อตรวจสอบสารตกค้างแล้วส่งผลให้ผู้ออกใบรับรองทราบ


71. หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจรับรองสินค้าที่ส่งออกตั้งแต่การตรวจสุขลักษณะโรงงานและระบบควบคุมคุณภาพ HACCP การสุ่มตัวอย่างผลิตภัณฑ์ การตรวจวิเคราะห์คุณภาพผลิตภัณฑ์ การออกเอกสารใบรับรองสุขอนามัย (Health Certificate)

ผู้มีความประสงค์ให้กรมประมงตรวจสอบรับรองสินค้าเพื่อการส่งออกในเขตกรุงเทพฯ ให้ยื่นคำขอและดำเนินการได้ที่ กองตรวจสอบรับรองมาตรฐานคุณภาพสัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ ทั้งนี้ส่วนประมงกรุงเทพฯ ไม่มีอำนาจและวัสดุอุปกรณ์ในการตรวจสอบ


70. ผู้มีอาชีพประกอบกิจการเลี้ยงกุ้งทะเลมาจดทะเบียนและขออนุญาตกับพนักงานเจ้าหน้าที่

การยื่นความประสงค์จะจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบกิจการดังกล่าว ให้ยื่นคำขอได้ที่ว่าการอำเภอเมื่องสมุทรปราการและอำเภอพระสมุทรเจดีย์ หรือที่ทำการอำเภอเมืองฉะเชิงเทรา เนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้ส่วนประมงกรุงเทพฯ


69. การช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ เช่น น้ำท่วม การระบาดสัตว์ ฯลฯ

ให้เกษตรกรผู้ประสบภัยแจ้งผลเสียหายให้ส่วนประมงกรุงเทพฯ ทราบเพื่อจะได้ทำการสำรวจตรวจสอบเพื่อรายงานให้กรมประมงทราบ และสนับสนุนต่อไป ทั้งนี้เกษตรกรที่จะได้รับการช่วยเหลือจะต้องเป็นผู้ที่ขึ้นทะเบียนไว้กับส่วนประมงกรุงเทพฯแล้วเท่านั้น


68. การทำการประมงด้วยเครื่องมืออวนปลากะตักมาจดทะเบียนและขออนุญาต

ให้ผู้มีความประสงค์จะทำการประมงด้วยเครื่องมือดังกล่าวที่มีภูมิลำเนาในเขตกรุงเทพฯ ยื่นคำขอและจดทะเบียนได้ที่อำเภอพระสมุทรเจดีย์และอำเภอเมืองสมุทรปราการ ทั้งนี้เนื่องจากไม่ได้มอบอำนาจให้ส่วนประมงกรุงเทพฯ


67. ระเบียบว่าด้วยการประกาศรับรองให้ออกหนังสือกำกับการจำหน่วยสัตว์น้ำ พ.ศ.254

ในเขตกรุงเทพฯให้ส่วนประมงกรุงเทพฯออกหนังสือรับรองตามระเบียบได้ แต่ต้องนำเสนออธิบดีกรมประมง โดยให้เสนอผ่านทางสำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง หรือในกรณีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจืดจะต้องเสนอผ่านทางสำนักวิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแล้วแต่กรณี แต่เกษตรกรหรือกลุ่มจะต้องเป็นผู้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับกรมประมงแล้ว


66. วิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการรับแจ้งการครอบครองสัตว์ป่าคุ้มครองตามพรบ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2546 (เกี่ยวกับสัตว์น้ำ)

ในเขตกรุงเทพฯ ให้ผู้มีสัตว์ป่าคุ้มครองยื่นแบบ สป.1 ณ ส่วนอนุญาตและ การจัดการด้านประมงทั้งนี้ยังไม่ได้มอบอำนาจให้ส่วนประมงกรุงเทพฯ


65. การขออนุญาตต่าง ๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร

การขออนุญาตเช่นการขออนุญาตใช้เครื่องมือการทำการประมง การขออนุญาตในการประกอบการค้าสินค้าสัตว์น้ำในเขตกรุงเทพมหานครให้ดำเนินการของอนุญาตที่ส่วนอนุญาตสำนักบริหารจัดการทรัพยากรประมง ทั้งนี้เนื่องจากยังไม่ได้แก้ระเบียบให้ส่วนประมงกรุงเทพฯมีอำนาจในการอนุญาตให้ประกอบกิจการดังกล่าว


64. การขึ้นทะเบียนเกษตรกร

 - กรณีการขึ้นทะเบียนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกรมประมงกำหนดให้ขึ้นได้ตั้งแต่เดือน ก.ค.-ธ.ค. 2546

 - กรณีรายใหม่สามารถขึ้นทะเบียนได้ตลอดเวลาในวันทำการ


63. การตลาดภายในและต่างประเทศ

สภาวการณ์ตลาดทั้งภายในและภายนอกประเทศ


62. เหตุใดปลาทะเลสวยงามมีชีวิตไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้?

เนื่องจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 56) พ.ศ.2534 กำหนดให้ปลาทะเลสวยงามมีชีวิตเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันปลาทะเลสวยงามส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการจับจากธรรมชาติและอนุรักษ์ปลาทะเลสวยงาม จึงยังมิให้มีการส่งออกปลาทะเลสวยงามมีชีวิต


61. ปลาสวยงามที่เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมีอะไรบ้าง?

ตามกฎกระทรวงกำหนดให้สัตว์ป่าบางชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง พ.ศ.2546

   1. ตะพัดหรือโรวาน่า Scleropages formosus

   2. ติดหินหรือค้างคาว Oreoglantis siamcnsis

   3. เสือตอหรือเสือหรือลาด Datnioides microlepis

   4. หมูอารีย์ Botia sidthimunkii

   5. จาดถ้ำ Poropuntius speleops

   6. ฉลามวาฬ Rhincodon typus

   7. พลวงถ้ำ Neolissochilus subterrancus

   8. ผีเสื้อถ้ำ Cryptotora thanmicola

   9. ค้อถ้ำ Nemacheilus troglocataractus

   10. ค้อตาบอด Schistura ocdipus

   11. ค้อจารุธานินธร์ Schistura spiesi

   12. ค้อถ้ำพระวังแดง Schistura spiesi

   13. ค้อถ้ำพระไทรงาม Schistura deansmarti

   14. ชะโอนถ้ำ Pterocryptis buccata


60. รายชื่อผู้ส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ

รายชื่อผู้ส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ


59. กรมประมงสามารถเพาะพันธุ์ปลาตะพัด/ปลาเสือตอ ได้หรือยัง ขอทราบข้อมูลได้ที่ไหน

ปลาตะพัด สอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดสุราษฎร์ธานี

โทร.077274580, 077286919

ปลาเสือตอ สอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครสวรรค์

โทร.056230183


58. ถ้าจะเลี้ยงปลาตะพัด หรือปลาเสือตอ ต้องขออนุญาตหรือไม่/ทีไหน

สอบถามได้ที่ สำนักบริหารจัดการด้านการประมง โทร.025614689


57. ขั้นตอนการส่งออกปลาสวยงามมีอย่างไรบ้าง

สอบถามได้ที่ สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ

โทร.025580172, 025580146


56. สนใจเพาะเลี้ยงปลาการ์ตูน ติดต่อที่ใด

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง


55. เลี้ยงปลาการ์ตูนไว้นานแล้ว อยากถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าปลาวางไข่และไข่มีลักษณะเป็นอย่าง

ถ้าปลาวางไข่ในตู้เราจะเห็นไข่ปลาการ์ตูนได้ง่ายมาก ปลาจะวางไข่ติดกับก้อนหิน หรือวัตถุแข็ง ๆ ในตู้ ไข่จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ จำนวน 100-1,000 ฟอง ไข่จะมีสีส้มหรือขาวหรือเทาดำขึ้นกับชนิดปลาหรือระยะของไข่ พ่อแม่ปลาก็จะคอยทำความสะอาดไข่อยู่เป็นระยะ ๆ


54. คุณภาพปลาการ์ตูนจากธรรมชาติกับปลาการ์ตูนจากโรงเพาะฟักเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ควรซื้อปลาจากแหล่งไหนดี

ซื้อปลาจากโรงเพาะฟักดีกว่าครับ เพราะปลาจะมีความแข็งแรงกว่าเคยชินกับการอยู่ในที่กักขังมากกว่า และที่สำคัญคือไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ


53. ปลาการ์ตูนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ปล่อยลงเลี้ยงรวมกับปลาที่มีอยู่เดิมในตู้ได้เลยหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องทำอย่างไร

ถ้าปลาที่มีอยู่เดิมเป็นปลาที่ไม่ดุร้าย หรือไม่มีอันตรายต่อปลาการ์ตูนก็ปล่อยได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ได้มาปั๊บแล้วปล่อยปุ๊บ ควรมีการปรับสภาพน้ำในถุงปลาการ์ตูนที่ซื้อมาให้ใกล้เคียงกับน้ำในตู้ โดยลอยถุงไว้ในตู้สัก 10-15 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิ จากนั้นเปิดถุงแล้วค่อย ๆ ตักน้ำจากในตู้ใส่ในถุงปลาการ์ตูนเพื่อปรับค่าพีเอช ความเค็ม และค่าทางเคมีอื่น ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ตักน้ำจากตู้ใส่ลงไปในถุงให้ได้ 100-200% ของน้ำในถุง (ล้นออกมาก็ไม่เป็นไร) แล้วจึงค่อยๆ ตะแคงถุงให้ปลาว่ายน้ำออกจากถุงด้วยตัวมันเอง และก่อนที่จะปล่อยปลาใหม่ลงไปควรให้ปลาในตู้ที่มีอยู่เดิมกินอาหารให้อิ่มเสียก่อน เพื่อลดอาการก้าวร้าวต่อปลาที่ปล่อยลงไปใหม่


52. อยากรู้วิธีการเลือกซื้อปลาการ์ตูนที่แข็งแรง

การดูว่าปลาการ์ตูนตัวไหนแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงต้องใช้ความชำนาญพอสมควร แต่สำหรับมือใหม่ก็ใช้หลักการดูเบื้องต้น โดยปลาที่แข็งแรงจะต้อง ว่ายน้ำปราดเปรียว การทรงตัวดี ไม่ใช่ว่ายแบบอาการของคนเมา ไม่มีแผลตามร่างกาย ครีบสมบูรณ์ไม่ขาดวิ่น ไม่กร่อน ไม่มีรอยตกเลือด หรือฟกช้ำ ตาใส แวววาวไม่ขุ่นมัว


51. เลี้ยงปลาการ์ตูนร่วมกับปลาทะเลชนิดอื่นได้หรือไม่

เลี้ยงได้ครับ แต่ต้องเป็นปลาที่ไม่มีนิสัยดุร้ายหรือชอบทำร้ายปลาตัวอื่น ปลาที่เลี้ยงรวมกับปลาการ์ตูนได้ เช่น ปลาสลิดหินชนิดต่าง ๆ ปลาขี้ตังเบ็ด ปลาโนรี เป็นต้น


50. ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรถ่ายน้ำบ่อยแค่ไหน

จะเปลี่ยนน้ำบ่อยแค่ไหนนั้น เราต้องดูที่คุณภาพน้ำเป็นหลัก แต่การเช็คคุณภาพน้ำบางอย่างมีค่าใช้จ่ายสูงมาก สู้เปลี่ยนน้ำไปเลยดีกว่า ดังนั้นถ้าในการเลี้ยงปกติ น้ำดี ปลาดี ก็ควรเปลี่ยนน้ำทุก 5-6 เดือน เพราะน้ำที่ใช้นาน ๆ อาจมีการขาดแร่ธาตุที่จำเป็นบางอย่าง บางคนอาจใช้วิธีเติมแร่ธาตุแทนการถ่ายน้ำ แต่ก็ต้องใช้ความรู้อีกนั่นแหล่ะว่าต้องเติมเท่าไหร่จึงจะพอดี ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยากทีเดียว


49. ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรมีขนาดเท่าไร ควรจัดตู้อย่างไร และปล่อยปลาได้สักกี่ตัว

   ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรมีขนาดความจุน้ำ 100 ลิตรขึ้นไป ยิ่งใหญ่ยิ่งดี เพราะจะทำให้คุณภาพน้ำในตู้เปลี่ยนแปลงไม่มากในแต่ละวัน โดยเฉพาะอุณหภูมิ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ และสถานที่ตั้งว่าต้องใช้ตู้ขนาดเท่าไร จัดตู้ให้มีระบบกรองในตู้ หรือกรองข้างตู้ หรือกรองนอกตู้ก็ได้ ตามแต่ความสะดวก

   จำนวนปลาการ์ตูนที่ปล่อย ถ้าเป็นปลาขนาด 1-2 นิ้ว ก็ปล่อยในอัตรา ปลา 1 ตัว ต่อน้ำ 10 ลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบกรอง ความสามารถของผู้เลี้ยงในการควบคุมน้ำและโรค ถ้าเป็นมือใหม่ก็ควรเลี้ยงให้บางกว่านี้ ส่วนผู้ชำนาญแล้วก็อาจปล่อยได้หนาแน่นขึ้น


48. เลี้ยงปลาการ์ตูนในน้ำจืดได้ไหมครับ ผมเห็นปลาหลายชนิดอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด

ปลาการ์ตูนเลี้ยงในน้ำจืดไม่ได้ ปลาที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เราเรียกว่าปลาสองน้ำ ปลากลุ่มี้สามารถปรับเปลี่ยนระบบของร่างกายให้ทนทานต่อความเค็มในช่วงกว้าง อย่างเช่น ปลากะพงขาว ปลาไหลทะเล(ตูหนา) ปลาตะกรับจุด และปลาเฉี่ยว เป็นต้น แต่ปลาการ์ตูนไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ครับ


47. ต้องการเลี้ยงปลาการ์ตูน แต่ไม่มีน้ำทะเลจะทำอย่างไร ใช้เกลือละลายน้ำแทนได้หรือไม่ (เกลือแกง)

   เกลือละลายน้ำ (น้ำเกลือ) ใช้เลี้ยงปลาการ์ตูนแทนน้ำทะเลไม่ได้ แม้ว่าจะมีความเค็มเท่ากับน้ำทะเลแล้วก็ตาม เพราะในน้ำทะเลนอกจากจะมีเกลือละลายอยู่แล้วยังประกอบไปด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นอีกจำนวนมากซึ่งไม่มีอยู่ในเกลือแกง

   ถ้าไม่มีน้ำทะเล เราสามารถเลี้ยงปลาทะเลได้ โดยใช้เกลือวิทยาศาสตร์มาละลายกับน้ำจืดที่สะอาดให้ได้ความเค็มตามต้องการ หรือเรียกว่า น้ำทะเลเทียม ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ผลิตเกลือวิทยาศาสตร์ออกมาจำหน่าย วางขายตามร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงปลาทั่วไป


46. เลี้ยงปลาการ์ตูนโดยไม่มีดอกไม้ทะเลได้หรือไม่

ได้แน่นอนครับ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นปลาการ์ตูนต้องอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย จึงอยู่โดยไม่มีดอกไม้ทะเลไม่ได้ แต่ในตู้ปลาไม่มีอันตรายเหล่านั้น ปลาจึงอยู่ได้อย่างปลอดภัยและสืบพันธุ์ได้ตามปกติ


45. รู้ได้อย่างไรว่าปลาการ์ตูนตัวไหนเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย

ปลาการ์ตูนส้มขาว  การ์ตูนอินเดีย และการ์ตูนอินเดียแดง ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนปลาการ์ตูนลายปล้อง การ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และการ์ตูนแดงดำ บางคู่ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัดเจน บางคู่ใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อย และบางคู่ขนาดเท่า ๆ กันก็มี ที่แปลกสุดเห็นจะเป็นปลาการ์ตูนอานม้าที่ปลาตัวเมียมักเล็กกว่าตัวผู้


44. เหตุใดปลาทะเลสวยงามมีชีวิตไม่สามารถส่งออกไปต่างประเทศได้?

เนื่องจากประกาศกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการส่งออกสินค้าไปนอกราชอาณาจักร (ฉบับที่ 56) พ.ศ.2534 กำหนดให้ปลาทะเลสวยงามมีชีวิตเป็นสินค้าที่ต้องขออนุญาตส่งออกไปนอกราชอาณาจักรจากกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งปัจจุบันปลาทะเลสวยงามส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเพาะและขยายพันธุ์ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันการจับจากธรรมชาติและอนุรักษ์ปลาทะเลสวยงาม จึงยังมิให้มีการส่งออกปลาทะเลสวยงามมีชีวิต


43. การนำปลาสวยงามมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักรต้องดำเนินการอย่างไร?

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับกรมประมงคือ ต้องขอใบอนุญาตนำสัตว์น้ำบางชนิดทีมีชีวิตเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้

   1. ยื่นคำขอตามแบบฟอร์ม คำขออนุญาตนำเข้า

   2. เอกสารประกอบคำขอ

(สำเนาทุกฉบับต้องลงชื่อ พร้อมรับรองสำเนาถูกต้อง)

กรณีบุคคลธรรมดา

   1) สำเนาบัตรประชาชน

   2) สำเนาทะเบียนบ้าน

   3) สำเนาใบอนุญาตค้าสินค้าสัตว์น้ำ ผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ (อนุญาต 6)

กรณีนิติบุคคล

   1) สำเนาหนังสือจดทะเบียนนิติบุคคล

   2) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม

และหลักฐานตามข้อ 2)-3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

กรณีไม่มายื่นด้วยตนเอง

   1) หนังสือมอบอำนาจพร้อมติดอากรแสตมป์ 10 บาท/ฉบับ หรือ 30 บาท/ปี

   2) สำเนาบัตรประชาชน ผู้มอบและผู้รับมอบอำนาจและหลักฐานตามข้อ 2)-3) เหมือนกรณีบุคคลธรรมดา

   3. สถานที่ยื่นคำขอ

       - ในกรุงเทพฯ ยื่นคำขอที่ ส่วนอนุญาตและจัดการประมงสำนักบริหารจัดการด้านการประมง กรมประมง

       - ในต่างจังหวัด ยื่นคำขอที่ สำนักงานประมงจังหวัด ที่มีด่านตั้งอยู่

   4. ระยะเวลาการออกใบอนุญาต 5 วันทำการ

   5. อายุใบอนุญาต

       - ใช้ได้เพียง 1 ครั้ง ภายใน 60 วันนับตั้งแต่วันออกใบอนุญาต

   6.ไม่เสียค่าธรรมเนียม


42. อยากได้ข้อมูลเรื่องการเลี้ยงปลาการ์ตูน

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ โทร.075695149-51


41. การพัฒนาระบบสืบพันธุ์ปลาสวยงาม/การผลิตอาหารพ่อแม่พันธุ์ปลา

   1. แนะนำเรื่องการเสริมสารอาหารที่จำเป็น เช่น วิตามินอี วิตามินซี ในอาหาร โดยเฉพาะวิตามินอีมีผลช่วยเร่งให้ระบบสืบพันธุ์พัฒนาเร็วขึ้น ทำให้ไข่สุกและหลุดจากฝักได้ง่าย ในขณะที่วิตามินซีช่วยในการป้องกันการเกิดออกซิไดส์และทำให้การใช้วิตามินอีมีประสิทธิภาพมากขึ้น

   2. พิจารณาถึงชนิดของอาหารที่ใช้กับชนิดของปลา ต้องคำนึงถึงกรดไขมันจำเป็นว่าเพียงพอหรือไม่ ซึ่งการตอบคำถามดังกล่าวจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นกับชนิดของสัตว์น้ำที่ถามมา

   3. การเติมสารสีบางชนิด ขึ้นอยู่กับชนิดของปลาหรือสัตว์น้ำ

   4. แนะนำให้จัดทำระบบหมุนเวียนน้ำ หรือระบบการเปลี่ยนถ่ายน้ำอัติโนมัติซึ่งจะช่วยในการกระตุ้นให้ระบบสืบพันธุ์พัฒนาเร็วขึ้น


40. การเพาะเลี้ยงปลาสวยงามต่าง ๆ เช่น ปลาหางนกยูง ปลาหมอสี ปลากัด ปลาปอมปาดัวส์ ปลาทอง

ประวัติความเป็นมา

- การเพาะเลี้ยง

- การอนุบาลปลาสวยงาม

- การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์


39. อยากทราบเว็บไซท์ของกรมประมง และกรมประมงมีเว็บเพจเกี่ยวกับปลาการ์ตูนบ้างหรือไม่

ข้อมูลต่าง ๆ ของกรมประมงเข้าไปดูได้ที่ www.fisheries.go.th สำหรับเว็บเพจที่เกี่ยวกับปลาการ์ตูนเข้าไปที่ www.fisheries.go.th/cf-krabi หรือที่ www.nicaonline.com ก็มีข้อมูลด้านการประมงรวมทั้งเรื่องปลาการ์ตูนด้วย


38. ผมซื้อลูกปลาการ์ตูนตัวเล็ก ๆ มาเลี้ยง อยากทราบว่าอีกนานแค่ไหนมันจึงจะเริ่มสืบพันธุ์ได้

ปลาการ์ตูนเติบโตจนถึงระยะสืบพันธุ์ใช้เวลาประมาณ 1.5-2 ปี


37. ผมเลี้ยงปลาการ์ตูนมานานแล้วครับ กินอาหารดีมาตลอด วันหนึ่งก็หยุดกินไปเฉย ๆ วันต่อมาตายเกือบทั้งตู้เลย อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไร

ถ้าเป็นปลาที่เลี้ยงอยู่ในตู้ที่มีการให้อ๊อกซิเจนเพียงพอตลอดเวลา การตายของปลาน่าจะเกิดจากโรค และโรคที่ทำให้ปลาการ์ตูนตายมากในลักษณะอย่างนี้น่าจะเป็นโรคโอโอดิเนียม


36. ปลาการ์ตูนที่เลี้ยงในตู้ปลามีโอกาสเป็นโรคหรือไม่ ถ้ามีเป็นโรคอะไร จะป้องกันและแก้ไขอย่างไร

ปลาการ์ตูนมีโอกาสเป็นโรคเหมือนสัตว์อื่น ๆ ครับ โรคที่ก่อปัญหามากที่สุดได้แก่ โรคที่เกิดจากเชื้อโอโอดิเนียม การรักษาทำได้ยาก แต่ป้องกันได้ด้วยการไม่เลี้ยงปลาหนาแน่นเกินไป เพื่อให้ปลามีสุขภาพดี และไม่เครียด รักษาคุณภาพน้ำให้ดี อย่าให้อาหารมากจนเหลือตกค้างในตู้ และสังเกตุอาการปลาอยู่เสมอ ถ้าตัวไหนเป็นโรคก็ควรแยกเลี้ยงต่างหาก จะได้ไม่แพร่เชื้อสู่ปลาตัวอื่น


35. ปลาการ์ตูนของผมวางไข่และฟักในตู้ อยากเลี้ยงลูกของมัน ผมต้องทำอย่างไร และให้มันกินอะไร

ให้ง่ายที่สุด คงต้องปล่อยให้มันฟักในตู้ ตอนเช้า ๆ เมื่อเห็นว่าปลาฟักเป็นตัวแล้วจึงใช้สวิงรวบรวมลูกปลาไปอนุบาลในภาชนะอื่น ๆ ส่วนอาหารที่ใช้อนุบาลลูกปลาในปัจจุบันคือ โรติเฟอร์ ส่วนการเพาะเลี้ยงโรติเฟอร์เพื่อเป็นอาหารลูกปลา คงต้องไปศึกษาจากตำรา หรือ ตามศูนย์ฯ หรือสถานีฯ ของกรมประมงที่ทำงานด้านเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง


34. เลี้ยงปลาการ์ตูนไว้นานแล้ว อยากถามว่าจะรู้ได้อย่างไรว่าปลาวางไข่และไข่มีลักษณะเป็นอย่าง

ถ้าปลาวางไข่ในตู้เราจะเห็นไข่ปลาการ์ตูนได้ง่ายมาก ปลาจะวางไข่ติดกับก้อนหิน หรือวัตถุแข็ง ๆ ในตู้ ไข่จะมีลักษณะเป็นเม็ดเล็ก ๆ จำนวน 100-1,000 ฟอง ไข่จะมีสีส้มหรือขาวหรือเทาดำขึ้นกับชนิดปลาหรือระยะของไข่ พ่อแม่ปลาก็จะคอยทำความสะอาดไข่อยู่เป็นระยะ ๆ


33. คุณภาพปลาการ์ตูนจากธรรมชาติกับปลาการ์ตูนจากโรงเพาะฟักเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ควรซื้อปลาจากแหล่งไหนดี

ซื้อปลาจากโรงเพาะฟักดีกว่าครับ เพราะปลาจะมีความแข็งแรงกว่าเคยชินกับการอยู่ในที่กักขังมากกว่า และที่สำคัญคือไม่เป็นการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ


32. มีการเพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนแล้วหรือยัง

มีแล้วครับของกรมประมงมีการเพาะพันธุ์ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ และศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งพังงา นอกจากนั้นก็มีที่สถาบันวิทยาศาสตร์ทางทะเล มหาวิทยาลัยบูรพา ส่วนฟาร์มเอกชนตอนนี้มีอยู่อย่างน้อย 2 รายที่เพาะพันธุ์ปลาการ์ตูนได้


31. ปลาการ์ตูนที่เพิ่งซื้อมาใหม่ ปล่อยลงเลี้ยงรวมกับปลาที่มีอยู่เดิมในตู้ได้เลยหรือไม่ ถ้าไม่ ต้องทำอย่างไร

ถ้าปลาที่มีอยู่เดิมเป็นปลาที่ไม่ดุร้าย หรือไม่มีอันตรายต่อปลาการ์ตูนก็ปล่อยได้ครับ แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ได้มาปั๊บแล้วปล่อยปุ๊บ ควรมีการปรับสภาพน้ำในถุงปลาการ์ตูนที่ซื้อมาให้ใกล้เคียงกับน้ำในตู้ โดยลอยถุงไว้ในตู้สัก 10-15 นาที เพื่อปรับอุณหภูมิ จากนั้นเปิดถุงแล้วค่อย ๆ ตักน้ำจากในตู้ใส่ในถุงปลาการ์ตูนเพื่อปรับค่าพีเอช ความเค็ม และค่าทางเคมีอื่น ๆ จากนั้นจึงค่อย ๆ ตักน้ำจากตู้ใส่ลงไปในถุงให้ได้ 100-200% ของน้ำในถุง (ล้นออกมาก็ไม่เป็นไร) แล้วจึงค่อยๆ ตะแคงถุงให้ปลาว่ายน้ำออกจากถุงด้วยตัวมันเอง และก่อนที่จะปล่อยปลาใหม่ลงไปควรให้ปลาในตู้ที่มีอยู่เดิมกินอาหารให้อิ่มเสียก่อน เพื่อลดอาการก้าวร้าวต่อปลาที่ปล่อยลงไปใหม่


30. อยากรู้วิธีการเลือกซื้อปลาการ์ตูนที่แข็งแรง

การดูว่าปลาการ์ตูนตัวไหนแข็งแรงหรือไม่แข็งแรงต้องใช้ความชำนาญพอสมควร แต่สำหรับมือใหม่ก็ใช้หลักการดูเบื้องต้น โดยปลาที่แข็งแรงจะต้อง ว่ายน้ำปราดเปรียว การทรงตัวดี ไม่ใช่ว่ายแบบอาการของคนเมา ไม่มีแผลตามร่างกาย ครีบสมบูรณ์ไม่ขาดวิ่น ไม่กร่อน ไม่มีรอยตกเลือด หรือฟกช้ำ ตาใส แวววาวไม่ขุ่นมัว


29. ซื้อปลาการ์ตูนได้ที่ไหน

แหล่งซื้อขายปลาการ์ตูนแหล่งใหญ่ของไทยน่าจะอยู่ที่ตลาดจตุจักร ซึ่งมีทั้งปลานำเข้าและปลาภายในประเทศ แต่ส่วนใหญ่เป็นปลาที่จับจากธรรมชาติ ส่วนปลาจากการเพาะพันธุ์หาซื้อได้จากหน่วยงานของกรมประมงที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งกระบี่ โทร. 075-695-150 ยังไงก็โทรศัพท์ไปสอบถามก่อนว่าช่วงไหนมีปลาจำหน่ายบ้างและเป็นชนิดไหน ส่วนฟาร์มเอกชนคาดว่าจะเปิดตัวในเร็ว ๆ นี้ อดใจรอกันหน่อยก็ดี จะได้เลี้ยงปลาการ์ตูนกันได้อย่างสบายใจ ไม่ต้องไปรบกวนธรรมชาตินะครับ


28. เลี้ยงปลาการ์ตูนร่วมกับปลาทะเลชนิดอื่นได้หรือไม่

เลี้ยงได้ครับ แต่ต้องเป็นปลาที่ไม่มีนิสัยดุร้ายหรือชอบทำร้ายปลาตัวอื่น ปลาที่เลี้ยงรวมกับปลาการ์ตูนได้ เช่น ปลาสลิดหินชนิดต่าง ๆ ปลาขี้ตังเบ็ด ปลาโนรี เป็นต้น


27. ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรถ่ายน้ำบ่อยแค่ไหน

จะเปลี่ยนน้ำบ่อยแค่ไหนนั้น เราต้องดูที่คุณภาพน้ำเป็นหลัก แต่การเช็คคุณภาพน้ำบางอย่างมีค่าใช้จ่ายสูงมาก สู้เปลี่ยนน้ำไปเลยดีกว่า ดังนั้นถ้าในการเลี้ยงปกติ น้ำดี ปลาดี ก็ควรเปลี่ยนน้ำทุก 5-6 เดือน เพราะน้ำที่ใช้นาน ๆ อาจมีการขาดแร่ธาตุที่จำเป็นบางอย่าง บางคนอาจใช้วิธีเติมแร่ธาตุแทนการถ่ายน้ำ แต่ก็ต้องใช้ความรู้อีกนั่นแหล่ะว่าต้องเติมเท่าไหร่จึงจะพอดี ซึ่งเป็นเรื่องค่อนข้างยากทีเดียว


26. ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรมีขนาดเท่าไร ควรจัดตู้อย่างไร และปล่อยปลาได้สักกี่ตัว

   ตู้เลี้ยงปลาการ์ตูนควรมีขนาดความจุน้ำ 100 ลิตรขึ้นไป ยิ่งใหญ่ยิ่งดี เพราะจะทำให้คุณภาพน้ำในตู้เปลี่ยนแปลงไม่มากในแต่ละวัน โดยเฉพาะอุณหภูมิ แต่ก็ขึ้นอยู่กับงบประมาณ และสถานที่ตั้งว่าต้องใช้ตู้ขนาดเท่าไร จัดตู้ให้มีระบบกรองในตู้ หรือกรองข้างตู้ หรือกรองนอกตู้ก็ได้ ตามแต่ความสะดวก

   จำนวนปลาการ์ตูนที่ปล่อย ถ้าเป็นปลาขนาด 1-2 นิ้ว ก็ปล่อยในอัตรา ปลา 1 ตัว ต่อน้ำ 10 ลิตร ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบกรอง ความสามารถของผู้เลี้ยงในการควบคุมน้ำและโรค ถ้าเป็นมือใหม่ก็ควรเลี้ยงให้บางกว่านี้ ส่วนผู้ชำนาญแล้วก็อาจปล่อยได้หนาแน่นขึ้น


25. เลี้ยงปลาการ์ตูนในน้ำจืดได้ไหมครับ ผมเห็นปลาหลายชนิดอยู่ได้ทั้งในน้ำเค็มและน้ำจืด

ปลาการ์ตูนเลี้ยงในน้ำจืดไม่ได้ ปลาที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในน้ำจืดและน้ำเค็ม เราเรียกว่าปลาสองน้ำ ปลากลุ่มี้สามารถปรับเปลี่ยนระบบของร่างกายให้ทนทานต่อความเค็มในช่วงกว้าง อย่างเช่น ปลากะพงขาว ปลาไหลทะเล(ตูหนา) ปลาตะกรับจุด และปลาเฉี่ยว เป็นต้น แต่ปลาการ์ตูนไม่ได้อยู่ในกลุ่มนี้ครับ


24. ปลาการ์ตูนกินอะไรเป็นอาหาร

ในธรรมชาติปลาการ์ตูนกินสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ เป็นอาหาร เช่น ลูกกุ้ง ลูกปลา ไรน้ำ หรือแพลงค์ตอนสัตว์อื่น ๆ สำหรับปลาการ์ตูนที่เลี้ยงในที่กักขังพบว่ากินอาหารได้หลากหลายชนิด เช่น เนื้อกุ้ง เนื้อปลา เนื้อหอย เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ไรแดง ไรทะเล (อาร์ทีเมีย) หรือแม้กระทั่งอาหารสำเร็จรูป


23. ต้องการเลี้ยงปลาการ์ตูน แต่ไม่มีน้ำทะเลจะทำอย่างไร ใช้เกลือละลายน้ำแทนได้หรือไม่ (เกลือแกง)

   เกลือละลายน้ำ (น้ำเกลือ) ใช้เลี้ยงปลาการ์ตูนแทนน้ำทะเลไม่ได้ แม้ว่าจะมีความเค็มเท่ากับน้ำทะเลแล้วก็ตาม เพราะในน้ำทะเลนอกจากจะมีเกลือละลายอยู่แล้วยังประกอบไปด้วยแร่ธาตุอื่น ๆ ที่จำเป็นอีกจำนวนมากซึ่งไม่มีอยู่ในเกลือแกง

   ถ้าไม่มีน้ำทะเล เราสามารถเลี้ยงปลาทะเลได้ โดยใช้เกลือวิทยาศาสตร์มาละลายกับน้ำจืดที่สะอาดให้ได้ความเค็มตามต้องการ หรือเรียกว่า น้ำทะเลเทียม ปัจจุบันมีหลายบริษัทที่ผลิตเกลือวิทยาศาสตร์ออกมาจำหน่าย วางขายตามร้านขายอุปกรณ์เลี้ยงปลาทั่วไป


22. เลี้ยงปลาการ์ตูนโดยไม่มีดอกไม้ทะเลได้หรือไม่

ได้แน่นอนครับ เนื่องจากในธรรมชาตินั้นปลาการ์ตูนต้องอาศัยดอกไม้ทะเลเป็นที่หลบภัย จึงอยู่โดยไม่มีดอกไม้ทะเลไม่ได้ แต่ในตู้ปลาไม่มีอันตรายเหล่านั้น ปลาจึงอยู่ได้อย่างปลอดภัยและสืบพันธุ์ได้ตามปกติ


21. รู้ได้อย่างไรว่าปลาการ์ตูนตัวไหนเป็นเพศผู้หรือเพศเมีย

ปลาการ์ตูนส้มขาว  การ์ตูนอินเดีย และการ์ตูนอินเดียแดง ตัวเมียจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัด ส่วนปลาการ์ตูนลายปล้อง การ์ตูนลายปล้องหางเหลือง และการ์ตูนแดงดำ บางคู่ตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้อย่างเห็นได้ชัดเจน บางคู่ใหญ่กว่าเพียงเล็กน้อย และบางคู่ขนาดเท่า ๆ กันก็มี ที่แปลกสุดเห็นจะเป็นปลาการ์ตูนอานม้าที่ปลาตัวเมียมักเล็กกว่าตัวผู้


20. ปลาการ์ตูนทั่วโลกมีกี่ชนิด ประเทศไทยมีกี่ชนิด

ปัจจุบันปลาการ์ตูนทั่วโลกที่สำรวจพบ และได้รับการจำแนกแล้วมี 28 ชนิด เป็นสกุล (genus) Amphiprion จำนวน 27 ชนิด และสกุล Premnas อีก 1 ชนิด

ปัจจุบันปลาการ์ตูนที่ยังพบได้ในน่านน้ำไทยมี 7 ชนิด ได้แก่

   1. ปลาการ์ตูนส้มขาว clown anemonefish, Amphiprion ocellaris (Cuvier,1830)

   2. ปลาการ์ตูนลายปล้อง clark's anemonefish, A. clarkii (Bennett, 1830)

   3. ปลาการ์ตูนลายปล้องหางเหลือง sebae anemonefish, A. sebae (Bleeker, 1853)

   4. ปลาการ์ตูนอานม้า saddleback anemonefish, A. polymnus (Linnaeus, 1758)

   5. ปลาการ์ตูนอินเดีย  yellow skunk anemonefish, A. akallopisos (Bleeker, 1853)

   6. ปลาการ์ตูนอินเดียแดง  Pink skunk anemonefish, Aperideraion (Bleeker, 1855)

   7. ปลาการ์ตูนแดงดำ  red saddleback anemonefish, A. ephippium (Bloch,1790)


19. ถ้าเพาะเลี้ยงปลาสวยงามได้แล้วจะนำไปขายที่ไหน

ตลาดในประเทศ ได้แก่ ตลาดซันเดย์ จตุจักรพลาซ่า ศรีสมรัตน์ เซเว่นเดย์ สนามหลวง2 จตุจักร2 และตลาดปลาสวยงามที่จังหวัดราชบุรี เป็นต้น

ตลาดต่างประเทศ ควรขอคำแนะนำจากกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ หรือ ติดต่อมาที่สถาบันวิจัยสัตว์น้ำสวยงามและพรรณไม้น้ำ


18. สถานการณ์ตลาดปลาสวยงามเป็นอย่างไร

ตลาดภายในประเทศ มีการแข่งขันกันโดยตัดราคากันเอง ทำให้ราคาขายได้ราคาต่ำ

ตลาดต่างประเทศ อเมริกาเป็นประเทศนำเข้าปลาสวยงามมากที่สุดในโลก และมีมูลค่าการนำเข้าจากประเทศไทยมากที่สุด รองลงมาคือ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น คู่แข่งที่สำคัญของไทย ได้แก่ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนิเซีย และเวียดนามมีการส่งออกมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศเวียดนามจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญ


17. ตลาดปลาสวยงามอยู่ที่ไหนบ้าง

ตลาดขายปลีก-ส่ง ปลาสวยงามที่ใหญ่ที่สุดคือ ตลาดวันเดย์ และมีตลาดอื่น ๆ ได้แก่ จตุจักรพลาซ่า ศรีสมรัตน์ เซเว่นเดย์ สนามหลวง 2 จตุจักร 2 และตลาดปลาสวยงามที่จ.ราชบุรี เป็นต้น


16. ปลาสวยงามชนิดใดที่นิยมเลี้ยง

ปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงที่เป็นปลาไทย ได้แก่ ปลากัด ปลากาแดง ทรงเครื่อง หางไหม้ กาเผือก น้ำผึ้ง เทวดา ส่วนปลาต่างประเทศ ได้แก่ ปลาทอง ปลาปอมปาดัวร์ ปลาหมอสี ปลาเทวดา ปลาหางนกยูง ฯลฯ


15. มีการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามที่ไหนบ้าง

แหล่งเพาะพันธุ์ปลาสวยงามที่สำคัญ ได้แก่ อ.บ้านโป่งและโพธาราม ในจ.ราชบุรี เนื่องจากเป็นพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำและเป็นเขตชลประทาน


14. ปลาสวยงามชนิดอื่น ๆ จากต่างประเทศสามารถที่จะนำเข้ามาเพาะเลี้ยงได้หรือไม่

ปลาสวยงามที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) สามารถที่จะนำเข้ามาเพาะเลี้ยงได้ แต่การนำเข้ามา จะต้องผ่านคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ เช่นเดียวกับปลาสวยงามที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO)


13. ปลาสวยงามที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) สามารถที่จะนำเข้ามาเพาะเลี้ยงได้หรือไม่

ปลาสวยงามที่ผ่านการดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) สามารถที่จะนำเข้ามาเพาะเลี้ยงได้ แต่การนำเข้ามา จะต้องผ่านคณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพ


12. ปลาสวยงามสามารถที่จะคัดสีแปลก ๆ จากปกติได้หรือไม่

ปลาสวยงามสามารถคัดสีแปลก ๆ จากปกติได้โดยใช้หลักทางพันธุศาสตร์


11. ทำไมปลาสวยงามนิยมเลี้ยงเพศผู้

ปลาสวยงามนิยมเลี้ยงเพศผู้ เพราะปลาเพศผู้มีสีสวยงาม เพื่อดึงดูดปลาเพศเมียให้มาผสมพันธุ์


10. ปลาสวยงามเผือกเกิดจากอะไร

ปลาสวยงามเผือกเกิดจากพันธุกรรมยีนด้อย


9. การเลี้ยงสาหร่ายทะเล

1. ชนิดและประเภทของสาหร่าย

    1.1 สาหร่ายแดง

    1.2 สาหร่ายหนาม(Acanthophora)

    1.3 สาหร่ายสีเขียว

    1.4 สาหร่ายพวกองุ่น(Caulerpa lentilifera)

2. ขั้นตอนการเตรียมบ่อดินสำหรับเลี้ยงสาหร่าย

    2.1 เป็นแหล่งที่อยู่ใกล้น้ำทะเล ห่างจากแหล่งกำเนิดน้ำเสีย (กรณีที่ต้องการใช้ประโยชน์เพื่อการบริโภค) คุณภาพน้ำค่อนข้างคงที่ สามารถรักษาระดับความเค็มให้เหมาะสมได้ ควรมีความเค็มสูงสุดไม่เกิน 35 ส่วนในพัน

    2.2 ดินอาจเป็นดินเหนียวปนทราย

    2.3 บ่ออาจจะเป็นบ่อกุ้งหรือบ่อปลาเก่า ที่มีทางน้ำเข้า-ออก เพื่อการถ่ายเทและหมุนเวียนน้ำ ควรมีการปลูกป่าโกงกางรอบบ่อเพื่อเพิ่มแร่ธาตุในน้ำที่ได้จากการเน่าสลายของใบไม้และรากเป็นที่ยึดเกาะของสาหร่าย

    2.4 น้ำค่อนข้างใส หากน้ำขุ่นมากแต่ต้องการเลี้ยงสาหร่ายเพื่อการบำบัดน้ำชนิดที่เหมาะสมที่สุดคือสาหร่ายพวกองุ่น เนื่องจากมีความทนทาน ปรับตัวง่ายและดูดซับตะกอนได้ดี เมื่อน้ำใสแล้ว


8. การปลูกเลี้ยงพรรณไม้น้ำในแปลงดิน การชำน้ำ และการปลูกโรงเรือนแบบไร้ดิน(Hydroponics)

การปลูกเลี้ยง ชนิดต้นพันธุ์ ระบบการฟาร์ม การให้ปุ๋ย โรคและศัตรูพืช

ต้นทุนการผลิต ชนิดที่มีศักยภาพในการส่งออก


7. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ

เทคนิคการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ, ต้นทุนการผลิต


6. รายชื่อผู้ส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ

รายชื่อผู้ส่งออกปลาสวยงามและพรรณไม้น้ำ


5. ถ้าสนใจที่จะศึกษาดูงาน และต้องการข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำจะสามารถหาได้จากที่ไหน

สามารถศึกษาข้อมูลจากสถานที่ราชการที่เปิดให้คำแนะนำ ได้แก่ กรมประมง กรมวิชาการเกษตร ซึ่งจะต้องติดต่อกับหน่วยงานดังกล่าวด้วยตนเอง


4. สามารถซื้อต้นพันธุ์พรรณไม้น้ำได้จากที่ไหน

ต้นพรรณไม้น้ำหาซื้อได้จาก ตลาดจตุจักร หรือฟาร์มขยายพรรณไม้น้ำทั่วไป ซึ่งจาะสามารถซื้อต้นพันธุ์ และติดต่อขยายพันธุ์ที่ทำการเพาะเลี้ยงได้


3. ส่วนไหนของพรรณไม้น้ำที่นำมาทำการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

ส่วนของพรรณไม้น้ำที่นำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ สามารถใช้ได้ทุกส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อเจริญได้แก่ ยอด ตาข้าง ลำต้น ใบ หรือจากเซลล์เฉพาะอย่าง เช่น เอ็นโดสเปอร์ม ไข่อับเกสรตัวผู้/ละอองเกสรตัวเมีย เป็นต้น


2. พรรณไม้น้ำชนิดใดที่นิยมนำมาเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ

พรรณไม้น้ำชนิดใดก็ได้ที่เป็นที่ต้องการของตลาด และในธรรมชาติเจริญเติบโตขยายพันธุ์ได้ช้า ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ราคาสูง เช่น พรรณไม้น้ำกลุ่มอนูเบียส กลุ่มใบพาย เป็นต้น


1. การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำทำเพื่ออะไร

การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพรรณไม้น้ำ คือ การนำชิ้นส่วนใด ๆ ของพรรณไม้น้ำมาเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่มีการควบคุม ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายพันธุ์พรรณไม้น้ำที่เจริญเติบโตช้าในธรรมชาติ และเป็นการเพิ่มปริมาณการผลิตให้ได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว มีคุณภาพตรงตามความต้องการของตลาด


Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมประมง