ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
ข่าวเกษตรกรรม
สารบัญความรู้ทางการเกษตร
FAQ
   
 

 
Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมชลประทาน

68. พระราชบัญญัติคันและคูน้ำพ.ศ. ๒๕๐๕

   "พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕* *(ประกาศในพระราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๙ ตอนที่ ๒๙ วันที่ ๒๗ มีนาคม ๒๕๐๕)ในพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชสังวาลย์ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕เป็นปีที่ ๑๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

   โดยที่เป็นการสมควรมีกฏหมายว่าด้วยคันและคูน้ำ พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

   มาตรา๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕"

   มาตรา๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เป็นต้นไป และจะให้ใช้บังคับในท้องที่ใด มีบริเวณเพียงใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา        พระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามวรรคก่อน ให้มีแผนที่แสดงเขตบริเวณท้องที่แนบท้าย และให้ประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการของกำนันในท้องที่นั้นด้วย 

   โดยที่เป็นการสมควรมีกฏหมายว่าด้วยคันและคูน้ำ พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้  

   มาตรา๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕"

   มาตรา๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เป็นต้นไป และจะให้ใช้บังคับในท้องที่ใด มีบริเวณเพียงใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา พระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามวรรคก่อน ให้มีแผนที่แสดงเขตบริเวณท้องที่แนบท้าย และให้ประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการของกำนันในท้องที่นั้นด้วย 

   โดยที่เป็นการสมควรมีกฏหมายว่าด้วยคันและคูน้ำ พระมหากษัตริย์โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาร่างรัฐธรรมนูญในฐานะรัฐสภา จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้ 

   มาตรา๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติคันและคูน้ำ พ.ศ. ๒๕๐๕" 

    มาตรา๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา  เป็นต้นไป และจะให้ใช้บังคับในท้องที่ใด มีบริเวณเพียงใดให้ตราเป็นพระราชกฤษฎีกา        พระราชกฤษฎีกาที่ตราขึ้นตามวรรคก่อน ให้มีแผนที่แสดงเขตบริเวณท้องที่แนบท้าย และให้ประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการของกำนันในท้องที่นั้นด้วย 

   มาตรา๓ ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติคันาและคูนา พุทธศักราช ๒๔๘๔  บรรดาบทกฏหมาย กฏ และข้อบังคับอื่นในส่วนที่มีบทบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้  หรือซึ่งขัดหรือแย้งกับบทหรือพระราชบัญญัตินี้ ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้แทน

   มาตรา๔ ในพระราชบัญญัตินี้  "คัน" หมายความว่า คันที่ทำด้วยดินหรือวัสดุถาวรบนพื้นที่ดินตามลักษณะที่กำหนดใน  พระราชบัญญัตินี้ เพื่อกักหรือกั้นน้ำไว้ใช้ในการเพาะปลูก

   "คูน้ำ" หมายความว่า ร่องน้ำตามลักษณะที่อธิบดีกำหนดเพื่อชักน้ำเข้าสู่ที่ดินและ ระบายน้ำออกจากที่ดิน

   "เจ้าของที่ดิน" หมายความว่า ผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน หรือผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินซึ่งไม่เป็นกรรมสิทธิของผู้อื่น

   "ผู้ครอบครองที่ดิน" หมายความว่า ผู้เช่า ผู้อยู่ หรือผู้ทำการเพาะปลูกในที่ดินของผู้อื่น

   "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า ผู้ซึ่งอธิบดีแต่งตั้งให้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ 

   "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมชลประทาน

   "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ 

   มาตรา๕ คันต้องมีลักษระมั่นคงและสามารถกักน้ำไว้เหนือระดับพื้นดินได้ไม่ตำกว่ายี่สิบเซนติเมตรและไม่สูงกว่าสามสิบเซนติเมตร

   มาตรา๖ เมื่อได้ประกาศพระราชกฤษฏีกาตามมาตรา๒ แล้ว ให้เจ้าของที่ดินจัด ทำคันรอบที่ดินภายในเขตแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาที่ตนมีกรรมสิทธิ์หรือมีสิทธิ์ครอบครองให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาสองปีนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับในท้องที่นั้น ในกรณีที่การทำคันรอบที่ดินตามวรรคก่อนไม่เป็นการเพียงพอ เจ้าของที่ดินจะต้องจัดทำคันซอยเพิ่มขึ้นเพื่อให้กักน้ำไว้ได้ตามมาตรา๕  ในกรณีที่เจ้าของที่ดินหลายรายขอทำคันรอบที่ดินร่วมกันโดยไม่เป็นไปตามแนวเขตรอบที่ที่ดินแต่ละแปลง เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่เห็นสมควรจะสั่งอนุญาตเป็นหนังสือให้เจ้าของที่ดินจัดทำตามนั้นก็ได้

   มาตรา๗  เมื่อได้ประกาศพระราชกฏีกาตามมาตรา ๒ และพระราชบัญญัตินี้ได้ใช้บังคับในท้องที่ใดครบหนึ่งปีแล้ว ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าเจ้าของที่ดินจะจัดทำคันใดไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาสองปี หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีแล้วการจัดทำคันใดยังไม่แล้วเสร็จ อธิบดีมีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการจัดทำคันนั้นเสียเอง ในการนี้เจ้าของที่ดินตองชดใช้ค่าใช้จ่ายในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำคันนั้น

   มาตรา๘ เมื่อได้ประกาศพระราชกฤษฏีกาตามมาตรา๒แล้วให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจทำการสำรวจที่ดินภายในเขตแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา เพื่อประโยชน์ในการวางผังและกำหนดลักษณะคูน้ำ เมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ทำการสำรวจที่ดินแล้วทั้งหมดหรือบางส่วน ให้อธิบดีกำหนดผังและลักษณะคูน้ำ  สำหรับที่ดินที่ได้สำรวจแล้วนั้นและประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการของกำนันในท้องที่นั้น ผังและลักษณะคูน้ำซึ่งได้ประกาศตามวรรคสอง อธิบดีจะประกาศแก้ไขก็ได้ตามความจำเป็นและสมควร

   มาตรา๙ เมื่อได้มีประกาศผังและลักษณะคูน้ำตามมาตรา ๘ วรรคสองแล้ว ให้เจ้าของที่ดินจัดทำคูน้ำตามผังและลักษณะที่ประกาศนั้นให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับตั้งแต่วันที่ประกาศ 

   มาตรา๑๐ เมื่อได้มีประกาศแก้ไขผังหรือลักษระคูน้ำตามมาตรา ๘ วรรคท้าย เจ้าของที่ดินซึ่งยังไม่ได้ลงมือจัดทำคูน้ำให้เป็นไปตามผังและลักษณะที่ได้ประกาศแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับตั้งแต่วันที่ได้มีประกาศแก้ไข ในกรณีที่เจ้าของที่ดินจัดทำคูน้ำไปแล้วบางส่วนก่อนวันที่ได้มีประกาศแก้ไขเจ้าของที่ดินต้องจัดทำคูน้ำส่วนที่เหลือให้เป็นไปตามผังและลักษณะที่ได้ประกาศแก้ไขให้แล้วเสร็จภายในสองปีนับแต่วันที่ได้มีประกาศแก้ไข ในกรณีที่เจ้าของที่ดินจัดทำคูน้ำไปแล้วทั้งหมดหรือบางส่วนก่อนวันที่ได้มีประกาศแก้ไข ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจัดทำคูน้ำที่เจ้าของที่ดินได้จัดทำไปแล้วนั้นเสียเองเพื่อให้เป็นไปตามผังและลักษณะที่ได้ประกาศแก้ไข

   มาตรา๑๑ เมื่อได้ประกาศผังและลักษณะคูน้ำตามมาตรา ๘ วรรคสองหรือวรรคสาม ครบหนึ่งปีแล้ว ถ้าอธิบดีพิจารณาเห็นว่าเจ้าของที่ดินจัดทำคูน้ำใดจะไม่แล้วเสร็จตามกำหนดระยะ  เวลาสองปี หรือเมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาสองปีแล้วเจ้าของที่ดินยังจัดทำคูน้ำใดไม่แล้วเสร็จ อธิบดีมีอำนาจสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำคูน้ำนั้นเสียเอง ในการนี้เจ้าของที่ดินต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำคูน้ำนั้น

   มาตรา๑๒ เพื่อประโยชน์ในการแบ่งปันน้ำโดยทั่วถึงกัน อธิบดีมีอำนาจกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำประตูกักน้ำหรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการบังคับน้ำในคูน้ำโดยให้เจ้าของที่ดินรับประโยชน์จากการนั้นออกหรือร่วมกันออก  ค่าใช้จ่ายในการจัดทำตามส่วนเนื้อที่ดินของตน  ในการจัดทำประตูกักน้ำหรือสิ่งอื่นในการบังคับน้ำตามวรรคก่อน เจ้าของที่ดินจะจัดทำหรือร่วมกันจัดทำตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด โดยออกค่าใช้จ่ายเองก็ได้

   มาตรา๑๓ เพื่อให้การจัดการคูน้ำสำเร็จตามจุดประสงค์ในการใช้น้ำของโครงการชลประทานเร็วยิ่งขึ้น อธิบดีโดยอนุมัติรัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำคูน้ำตามผังและลักษณะที่ได้ประกาศไว้เสียเอง เมื่ออธิบดีกำหนดให้พนักงานเจ้าหน้าที่จัดทำคูน้ำในท้องที่ใด ให้อธิบดีประกาศไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและที่ทำการของกำนันในท้องที่นั้น

   มาตรา๑๔ เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินต้องบำรุงรักษาคัน คูน้ำ และประตูกักน้ำ หรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการบังคับน้ำในที่ดินที่ตนเป็นเจ้าของหรือผู้ครอบครองให้อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดี โดยเฉพาะคูน้ำต้องขุดลอกอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง         ถ้าเจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินละเลยไม่ปฏิบัติตามวรรคก่อน ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจจัดทำเสียเอง ในการนี้เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินต้องชดใช้ค่าใช้จ่ายในการที่พนักงานเจ้าหน้าที่ได้จัดทำนึ้น

   มาตรา ๑๕  ห้ามมิให้เจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินเจาะคัน ปิดกั้นคูน้ำ เปิดหรือปิดประตูกักน้ำหรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการบังคับน้ำ เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ 

   มาตรา๑๖ ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้คัน คูน้ำ ประตูกักน้ำหรือสิ่งอื่นที่ใช้ในการบังคับน้ำเกิดขัดข้องหรือไม่สะดวกในการบังคับน้ำ

   มาตรา๑๗ ในการดำเนินการตามมาตรา๗ มาตรา๘ มาตรา๑๐ มาตรา๑๑ มาตรา๑๓ หรือมาตรา๑๔ พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปในที่ดินที่เกี่ยวข้องในเวลาอันสมควร เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินต้องให้ความสะดวกแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการดำเนินการตามวรรคก่อน

   มาตรา๑๘ ให้อธิบดีมีอำนาจแต่ตั้งนายตรวจหนึ่งคน สำหรับบริเวณที่ดินไม่เกินหนึ่งพันไร่ นายตรวจต้องเป็นเจ้าของที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินในบริเวณนั้น 

   มาตรา๒๐ นายตรวจเป็นผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ มีอำนาจและหน้าที่ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ตามที่พนักงานเจ้าหน้าที่มอบหมายเป็นหนังสือ เจ้าของที่ดินและผู้ครอบครองที่ดินต้องให้ความสะดวกแก่นายตรวจในการปฏิบัติหน้าที่ตามวรรคก่อน

   มาตรา๒๑ นายตรวจพ้นจากหน้าที่เมื่อครบกำหนดสองปีนับตั้งแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง เว้นแต่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้เพิกถอนการแต่งตั้งเสียก่อนกำหนดดั้งกล่าว     ผู้พ้นหน้าที่นายตรวจอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้

   มาตรา๒๒ นายตรวจอาจได้รับค่าป่วยการตามอัตราที่กำหนดในกฏหมายกระทรวง    

   มาตรา๒๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา๖ มาตรา๙ หรือมาตรา๑๐ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท

   มาตรา๒๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา๑๔ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท

   มาตรา๒๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา๑๕ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท 

   มาตรา๒๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา๑๖ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ

   มาตรา๒๗ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา๑๗ วรรคสอง หรือมาตรา๒๐ วรรคสองต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งร้อยบาทมาตรา๒๘ ให้รัฐมนตรีว่าการเกษตรรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออกกฏกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ กฏกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ จอมพล ส. ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรี

   หมายเหตุ:- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติคันนาและคูนา พุทธศักราช ๒๔๘๔ ไม่มีผลตามเจตนาที่ตรากฏหมายนั้นขึ้นไว้เพราะในปัจจุบันนี้การเกษตรกรรมบางท้องที่ไม่ได้ทำนาอย่างเดียว แต่มีทั้งการทำไร่และการทำนาในทุ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันฉะนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องตราพระราชบัญญัติคันและคูน้ำ ขึ้นใหม่แทนพระราชบัญญัติคันนาและคูนาที่ยกเลิก


67. พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕

   พระราชบัญญัติการชลประทานหลวง พุทธศักราช ๒๔๘๕(ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่มที่ ๕๙ ตอนที่ ๖๒ วันที่ ๒๒ กันยายน พ.ศ. ๒๔๘๕) ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎรลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐ และวันที่ ๑๖ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๘๙)อาทิตย์ ทิพอาภาปรีดี  พนมยงค์ตราไว้ ณ วันที่ ๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๘๕เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน โดยมีสภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรควบคุมและส่งเสริมการชลประทานหลวง ให้ดำเนินไปได้ด้วยดี  จึงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้ โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้  ข้อความเบื้องต้น

   มาตรา๑ พระราชบัญญตินี้ให้เรียกว่า"พระราชบัญัติการชลประทานหลวง พุทธศํกราช ๒๔๘๕" 

   มาตรา ๒ ให้ใช้พระราชบัญญตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

   มาตรา ๓ ห้ามมิให้นำบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญติรักษาคลอง ร.ศ. ๑๒๑ มาใช้ สำหรับ ทางน้ำชลประทานตามความในพระราชบัญญัตินี้        ให้ยกเลิกบรรดากฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่นๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือแย้งกับบทพระราชบัญัตินี้ 

   มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้  "การชลประทาน" หมายความว่า กิจการที่กรมชลประทานจัดทำขึ้นเพื่อให้ได้มา ซึ่งน้ำหรือเพื่อกัก เก็บ รักษา ควบคุม ส่ง ระบายน้ำหรือแบ่งน้ำเพื่อเกษตรกรรม การพลังงาน การสาธารณูปโภค หรือการอุตสาหกรรม และความหมายรวมถึงการป้องกันความเสียหายอัน เกิดจากน้ำกับรวมถึงการคมนาคมทางน้ำซึ่งอยู่ในเขตชลประทานด้วย(๒)  ๒ (ความเดิมถูกเพิ่มเติมโดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.ชลประทานฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยให้ใช้ความที่ปรากฎแทน) 

   "ทางน้ำชลประทาน" หมายความว่า ทางน้ำที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามความในมาตรา  ๕ ว่าเป็นทางน้ำชลประทาน 

   "เขตชลประทาน" หมายความว่า เขตที่ดินที่ทำการเพาะปลูกซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการชลประทาน 

   "เขตงาน" หมายความว่า เขตที่ดินที่ใช้ในการสร้างและบำรุงรักษา การชลประทานตามที่เจ้าพนักงานได้แสดงแนวเขตไว้ 

   "ประตูน้ำ"หมายความว่าสิ่งที่สร้างขึ้นในทางน้ำเพื่อให้เรือแพผ่านในทางน้ำที่มีระดับต่างกันได้ 

   "ทำนบ" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นในทางน้ำเพื่อกั้นไม่ให้น้ำไหลผ่านหรือข้ามไป  

   "ฝาย" หมายความว่า สิ่งที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อทดน้ำในทางน้ำซึ่งจะส่งเข้าสู่ขตชลประทาน  โดยให้น้ำที่เหลือจากความต้องการท้นขึ้นแล้วไหลข้ามไปได้

   "เขื่อนระบาย" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อทดหรือกักน้ำ อันเป็นที่มาแห่งน้ำซึ่งจะส่งเข้าสู่เขตชลประทาน โดยมีช่องปิดเปิดได้ 

   "ประตูระบาย" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นในทางน้ำ เพื่อ ทด กัก กั้น หรือ ระบายน้ำ ณ ที่อื่น อันมิใช่ที่มาแห่งน้ำซึ่งจะส่งเข้าสู่เขตชลประทานโดยมีช่องปิดเปิดได้

   "ท่อเชื่อม" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อให้น้ำไหลลอดหรือข้ามสิ่งกีดขวาง

   "สะพานทางน้ำ" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อให้น้ำไหลข้ามทางน้ำหรือที่ต่ำ

   "ปูม" หมายความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นเพื่อบังคับน้ำให้ไหลผ่านจากทางน้ำในระดับหนึ่งตกไปสู่ทางน้ำอีกระดับหนึ่ง 

   "คันคลอง" หมายความว่า มูลดินที่ถมขึ้นเป็นคันยาวไปตามแนวคลอง

   "ชานคลอง" หมายความว่า พื้นที่ระหว่างขอบตลิ่งกับเชิงคันคลอง 

   "พนัง" หมยความว่า สิ่งที่สร้างขึ้นเป็นคันยาวไปตามพื้นดิน เพื่อป้องกันอุทกภัย

   "เจ้าพนักงาน" หมายความว่า เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ซึ่งมีหน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการชลประทาน  และหมายความรวมถึงบุคลซึ่งอธิบดีได้แต่งตั้งตามความในพระราชบุญญัตินี้ด้วย 

   "นายช่างชลประทาน" หมายความว่า เจ้าพนักงานผู้เป็นหัวหน้าควบคุมการก่อสร้างหรือการบำรุงรักษาการชลประทาน

   "อธิบดี" หมายความว่า อธิบดีกรมชลประทาน 

   "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญตินี้  บททั่วไป

   มาตรา ๕ เพื่อประโยชน์แห่งพระราชบัญญัตินี้ ทางน้ำชลประทานแบ่งออกเป็น ๔ ประเภท คือ             

      ประเภท ๑ ทางน้ำที่ใช้ในการส่ง ระบาย กัก หรือกั้นน้ำเพื่อการชลประทาน             

      ประเภท ๒ ทางน้ำที่ใช้ในการคมนาคม แต่มีการชลประทานร่วมอยู่ด้วยเฉพาะภายในเขตที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทาน

      ประเภท ๓ ทางน้ำที่สงวนไว้ใช้ในการชลประทาน

      ประเภท ๔ ทางน้ำอันเป็นอุปกรณ์แก่การชลประทาน        ให้รัฐมนตรีประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าทางน้ำใดเป็นทางน้ำชลประทานและเป็นประเภทใด 

   มาตรา ๖ นายช่างชลประทานมีอำนาจใช้พื้นที่ดินที่ปราศจากสิ่งปลูกสร้างซึ่งอยู่ในเขตการชลประทานได้เป็นครั้งคราวตามระยะเวลาที่จำเป็นแก่การชลประทาน โดยแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน แต่ถ้ามีการเสียหายเกิดขึ้นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

   มาตรา ๗ ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันอันตรายอันอาจเกิดแก่การชลประทาน นายช่างชลระทานที่มีอำนาจที่จะใช้ที่ดินหรือสิ่งของของบุคคลใดๆ ในที่ใกล้เคียงหรือใน

   มาตรา ๘ รัฐมนตรีมีอำนาจเรียกเก็บค่าชลประทานจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทานหรือจากผู้ใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน ไม่ว่าผู้ใช้น้ำจะอยู่ในหรือนอกเขตชลประทานโดยออกเป็นกฎกระทรวงกำหนด 

      (๑) ทางน้ำชลประทานแต่ละสายหรือแต่ละเขตที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยแสดงแผนแนวเขต 

      (๒) เขตและท้องที่ซึ่งเป็นเขตชลประทานที่จะเรียกเก็บค่าชลประทานโดยแสดงแผนแนวเขต

      (๓) อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทานหรือจากผู้ใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน 

      (๔) อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้น้ำเพื่อกิจการโรงงานการประปา หรือกิจการอื่นๆในหรือนอกเขตชลประทาน

      (๕) หลักเกณฑ์ ระเบียบและวิธีในการจัดเก็บหรือชำระค่าชลประทานหรือตลอดจนการยกเว้น ลดหย่อนหรือวิธีการผ่อนชำระค่าชลประทาน อัตราค่าชลประทานที่จะเรียกเก็บจากเจ้าของหรืผู้ครอบครองที่ดินในเขตชลประทาน หรือจากผู้ใช้น้ำเพื่อเกษตรกรรมนอกเขตชลประทาน ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินไร่ละห้าบาทต่อปี อัตราค่าชลประทานสำหรับการใช้น้ำเพื่อกิจการโรงงาน การประปา หรือกิจการอื่นๆ ให้เรียกเก็บได้ไม่เกินลูกบาศก์เมตรละห้าสิบสตางค์ (ม.๘ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๔ พ.ร.บ.ชลประทานฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยให้ใช้ความที่ปรากฎแทน)

   "มาตรา ๘ ทวิ ให้ตั้งทุนหมุนเวียนขึ้นในกรมชลประทานเรียกว่าทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน ค่าชลประทานที่เก็บได้ตามมาตรา ๘ ให้นำส่งเข้าบัญชีทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทาน โดยไม่ต้องนำส่งคลังเป็นเงินรายได้แผ่นดิน ภายในกำหนดเก้าสิบวันนับตั้งแต่วันสิ้นปีงบประมาณทุกปี ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศรายงานการรับจ่ายเงินของทุนหมุนเวียนเพื่อการชลประทานในราชกิจจานุเบกษา รายงานการรับจ่ายเงินตามวรรคสี่ เมื่อคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้ตรวจสอบแล้ว ให้ทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอรัฐสภาทราบ (ม.๘ ทวิ เพิ่มเติมโดย ม.๕ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘)

   มาตรา ๙ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากการชลประทานถ้าไม่สามารถจะทำได้โดยวิธีอื่น ให้เจ้าของที่ดินที่อยู่ห่างทางน้ำหรือแหล่งน้ำใดมีสิทธิทำทางน้ำผ่านที่ดินของผู้อื่นได้ในเมื่อนายช่างชลประทาน ข้าหลวงประจำจังหวัดหรือนายอำเภอได้อณุญาตและกำหนดให้โดยกว้างรวมทั้งที่ดินด้วยไม่เกินสิบเมตร แต่ต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินทีทางน้ำนั้นผ่าน  ในการที่จะให้อณุญาตและกำหนดทางน้ำนั้นให้คำนึงถึงประโยชน์ของเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินที่ทางน้ำผ่านและให้กำหนดให้ทำตรงที่ที่จะเสียหายแก่เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินนั้นน้อยที่สุดหมวด ๒  การก่อสร้าง

   มาตรา ๑๐ เจ้าพนักงานมีอำนาจที่จะเข้าไปในที่ดินของบุคคลใด ๆ เพื่อทำงานสำรวจตรวจสอบอันเกี่ยวกับ การชลประทานได้ ในเมื่อได้รับแจ้งเป็นหนังสือให้ทราบล่วงหน้าตามสมควรแต่ถ้ามีการเสียหายเกิดขึ้นต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน

   มาตรา ๑๑ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน ถ้ามิได้ตกลงในเรื่องการโอนไว้เป็นอย่างอื่น ให้ดำเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาตามวรรคหนึ่ง โดยมิได้มีการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้ได้รับการยกเว้นทางธรรมเนียมและค่าอากรแสตมป์(๒)  ๒(ม.๑๑ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๔ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐ โดยให้ใช้ความที่ปรากฎ)

   มาตรา ๑๒ (ยกเลิกโดย ม.๕ พ.ร.บ. การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐)

   มาตรา ๑๒ ทวิ (ยกเลิกโดย ม.๕ พ.ร.บ. การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๓๐)  หมวด ๓ การบำรุงรักษา

   มาตรา ๑๓ อธิบดีมีอำนาจแต่งตั้งบุคคลซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของกรมชลประทาน ให้เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เก็บค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน หรือดูแลรักษาทางน้ำชลประทาน คันคลอง ชานคลอง ทำนบ พนัง หมุดระดับหลักฐาน หรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการชลประทานตามที่อธิบดีกำหนด การแต่งตั้งดังกล่าวให้ปิดประกาศไว้ ณ ที่ทำการชลประทาน ในเขตนั้นด้วย(๓)  ๓ (ม.๑๓ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๕ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยให้ใช้ความที่ปรากฎแทน) 

   มาตรา ๑๓ ทวิ เมื่อเห็นสมควรให้การชลประทานหลวงในท้องที่ใดหรือในเขตโครงการชลประทานหลวงใด ให้เป็นการชลประทานส่วนราษฎรก็ให้กระทำโดยให้ออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตการชลประทานหลวงที่จะโอนไปนั้น เมื่อได้มีพระราชกฤษฎีกาประกาศการโอนดังกล่าวแล้ว ให้ถือว่าการชลประทานหลวงที่โอนไปนั้นเป็นการชลประทานส่วนราษฎรตามกฎหมายว่าด้วยการชลประทานราษฎร์ นับตั้งแต่วันที่ประกศใช้พระราชกฤษฎีกา  เป็นต้นไป

   มาตรา ๑๓ ตรี ให้เจ้าพนักงานซึ่งมีหน้าที่เก็บค่าบำรุงทางน้ำชลประทาน หรือดูและรักษาทางน้ำชลประทาน คันคลอง ชานคลอง ทำนบ พนัง หมุดระดับหลักฐานหรือสิ่งก่อสร้างที่ใช้ในการชลประทาน มีอำนาจดังต่อไปนี้

      (๑) สั่งผู้ควบคุมเรือ แพ ที่ผ่านหรือจะผ่านทางน้ำชลประทานให้หยุดหรือจอดเรือ แพ ในเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้

      (๒) ตรวจค่าบำรุงทางน้ำชลประทานหรือหนังสือหรือใบอณุญาติเดินเรือในทางน้ำชลประทาน

      (๓) จับบุคคลขณะกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้(๑)  ๑((๑-๓)ม.๑๓ ตรี จัตวา เบญจ เพิ่มเติมขึ้นโดย ม.๖, ม.๗และม.๘ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ที่ ๓พ.ศ.๒๕๐๗ ตามลำดับ) 

   มาตรา ๑๓จัตวา ในการปฏิบัติตามมาตรา ๑๓ ตรี ให้เจ้าพนักงานแสดงบัตรประจำตัว เมื่อบุคคลซึ่ง เกี่ยวข้องขอร้อง  บัตรประจำตัวเจ้าพนักงาน ให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฏกระทรวง(๒)  ๒((๑-๓)ม.๑๓ ตรี จัตวา เบญจ เพิ่มเติมขึ้นโดย ม.๖, ม.๗และม.๘ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ที่ ๓พ.ศ.๒๕๐๗ ตามลำดับ)

   มาตรา ๑๓ เบญจ  ห้ามมิให้เรือยนต์หรือเรือกลไฟเดินในทางน้ำชลประทานประเภท ๑ เว้นแต่จะได้รับหนังสืออนุญาตจากเจ้าพนักงานเป็นครั้งคราวตามความจำเป็น และห้ามมิให้เรือยนต์หรือเรือกลไฟรับจ้างขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าหรือรับจ้างลากจูงในทางน้ำชลประทานประเภท ๒ เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงาน  ใบอนุญาตเรือยนต์หรือเรือกลไฟรับจ้างขนส่งคนโดยสาร หรือเรือสินค้าหรือรับจ้างลากจูงในทางน้ำชลประทานประเภท ๒ ให้ใข้ได้ถึงวันที่ ๓๑ ธันวาคม แห่งปีที่ออกใบอนุญาต(๓)  ๓((๑-๓)ม.๑๓ ตรี จัตวา เบญจ เพิ่มเติมขึ้นโดย ม.๖, ม.๗และม.๘ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ที่ ๓พ.ศ.๒๕๐๗ ตามลำดับ)       

   มาตรา ๑๔  รัฐมนตรีมีอำนาจออกกฏกระทรวงเพื่อดำเนินการดังต่อไปนี้

      (๑) กำหนดเงื่อนไขการใช้เรือ แพ ในทางน้ำชลประทานประเภท (๑) และประเภท (๒)

      (๒) วางระเบียบการขอและการอนุญาตเดินเรือยนต์หรือเรือกลไฟในทางน้ำชลประทานประเภท; ๑; และการขอและการออกใบอนุญาตเดินเรือยนต์หรือเรือกลไฟรับจ้างขนส่งคนโดยสารหรือสินค้าหรือรับจ้างลากจูงในทางน้ำชลประทานประเภท ๒  

      (๓) กำหนดค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้ใช้เรือ แพ ผ่านประตูน้ำ ประตูระบายหรือผ่าน บริเวณทำนบ หรือประตูระบายโดยทางสาลี่ไม่เกินอัตราในบัญชี ก. ท้ายพระราชบัญญัตินี้ และยกเว้นค่าบำรุงทางน้ำชลประทานแก่เรือบางประเภท

      (๔) กำหนดค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่จะเรียกเก็บจากผู้รับใบอนุญาตเดินเรือยนต์หรือเรือกลไฟรับจ้างขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าหรือรับจ้างลากจูงในทางน้ำชลประทานประเภท ๒ เป็นรายปี ไม่เกินอัตราในบัญชี ข.  ท้ายพระราชบัญญัตินี้

      (๕) กำหนดค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราในบึญชี ค. ท้ายพระราชบัญญัตินี้

      (๖) กำหนดเครื่องมือและวิธีที่จะใช้ในการจับสัตว์น้ำตลอดจนกำหนดเขตห้ามจับสัตว์น้ำในทางน้ำชลประทานเพื่อป้องกันการเสียหายแก่การชลประทาน(๔)  ๔( ม.14 เดิมถูกยกเลิกโดยม. ๙ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๐๗ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)        

   มาตรา ๑๕ เพื่อประโยชน์แก่การชลประทาน อธิบดีมีอำนาจดังต่อไปนี้       

      (๑) ปิด กั้นหรือเปิดทางน้ำชลประทาน

      (๒) ขุดลอก ซ่อมหรือดัดแปลงแก้ไขทางน้ำชลประทาน หรือจัดให้มีสิ่งก่อสร้างขึ้นในทางน้ำชลประทาน

      (๓) ห้าม จำกัดหรือกำหนดเงื่อนไขในการนำเรือ แพ ผ่านทางน้ำชลประทานตาม (๑) หรือ (๒) การใช้อำนาจตามมาตรานี้ ให้ปิดประกาศไว้ ณ ที่ชุมชนในท้องถิ่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน เว้นแต่กรณี ฉุกเฉิน อธิบดีมีอำนาจดำเนินการไปก่อนได้(๕)  ๕( ม.๑๕-ม.๑๖ เดิมถูกยกเลิกโดยม.๑๐, ม.๑๑ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๐๗ ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)

   มาตรา๑๖ อธิบดีมีอำนาจห้าม จำกัดหรือกำหนดเงื่อนไขในการใช้เรือ แพ การใช้น้ำ การระบายน้ำหรือการ อื่นในทางน้ำชลประทานประเภท ๔ โดยปิดประกาศไว้ ณ ที่ชุมชนในท้องถิ่นล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน(๖)  ๖( ม.๑๕-ม.๑๖ เดิมถูกยกเลิกโดยม.๑๐, ม.๑๑ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓ ) พ.ศ. ๒๕๐๗ ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)) 

   มาตรา ๑๗  กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเทศมนตรีในท้องที่ซึ่งอยู่ในเขตชลประทานที่มีหน้าที่ดูแลรักษาคันคลอง และทางน้ำชลประทานอันอยู่ในเขตท้องที่หรือเขตเทศบาลนั้น        

   มาตรา ๑๘  อธิบดีมีอำนาจยกเว้นการเก็บค่าชลประทานแก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเทศมนตรี ตามที่บัญญัติไว้ในมาตราก่อน หรือผู้ที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเทศมนตรีจะได้ระบุนามให้เป็นผู้ได้รับการยกเว้นแทนทั้งหมด หรือแต่บางส่วนในอัตรา ดังต่อไปนี้       

      ก. กำนัน และเทศมนตรีคนละห้าสิบไร่ 

      ข. ผู้ใหญ่บ้าน คนละยี่สิบห้าไร่ 

   มาตรา ๑๙ ในการขุดซ่อมทางน้ำชลประทาน ถ้าไม่มีที่เททิ้งมูลดิน ก็ให้มีอำนาจเททิ้งมูลดินในที่ดินที่ใกล้ทดแทน เคียงได้ตามความจำเป็น แต่ทั้งนี้ถ้าทำให้เสียหายแก่พืชผลหรือพืชผลหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งมีอยู่ในขณะนั้นแล้ว ต้องใช้ค่าสินไหม

   มาตรา ๒๐ เมื่อเจ้าพนักงานได้ส่งน้ำ ระบายน้ำ หรือสูบน้ำเข้าไปในที่ดินแห่งใดเพื่อประโยชน์ในการเพาะปลูก ห้ามมิให้ผู้ใดปิดกั้นน้ำไว้ด้วยวิธีใดๆจนเป็นเหตุไม่ให้น้ำไหลไปสู่ที่ดินใกล้เคียงหรือปลายทาง  ถ้าเห็นสมควร เจ้าพนักงานหรือนายอำเภอหรือผู้ทำการแทนนายอำเภอมีอำนาจที่จะสั่งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผุ้ครอบครองที่ดิน หรือผู้ทำการเพาะปลูกให้เป็ดสิ่งที่ปิดกั้นน้ำไว้ตามที่จะกำหนดให้หรือจัดการเปิดเสียเองก็ได้ ในการนี้เจ้าพนักงานหรือนายอำเภอที่มีอำนาจเข้าไปในที่ดินแห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อตรวจและจัดการดังกล่าวแล้ว

   มาตรา ๒๑ เมื่อเจ้าพนักงานได้ส่งน้ำหรือสูบน้ำเข้าไปในที่ดินแห่งใดเพื่อการเพาะปลูก เจ้า  พนักงานหรือนายอำเภอหรือผู้ทำการแทนนายอำเภอมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ถือครองที่ดิน หรือผู้ทำการเพาะปลูกบนพื้นที่ดินภายในบริเวณที่จะได้รับน้ำนั้น กระทำอย่างหนึ่งอย่างใดภายในระยะเวลาที่จะได้กำหนดให้ เพื่อกักน้ำนั้นไว้ไม่ให้ไหลไปเสียเปล่าจนเป็นเหตุให้ที่ดินข้างเคียงไม่ได้รับน้ำตามที่ควร 

   มาตรา ๒๒  เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินรายใดไม่ปฏิบัติตามความที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๐ วรรค ๑ หรือ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งตามความในมาตรา ๒๐ วรรค ๒ หรือมาตรา ๒๑ นอกจากจะถูกลงโทษตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้แล้ว เจ้าพนักงานมีอำนาจที่จะจัดหาแรงงานเข้าทำแทน และคิดค่าจ้างแรงงานตามอัตราในท้องถิ่นจากเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นได้แล้วแต่กรณี  

   มาตรา ๒๓  ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้าง แก้ไข หรือต่อเติมสิ่งก่อสร้าง หรือปลูกปักสิ่งใด หรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลอง หรือเขตพนัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน นอกจากผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้วเมื่โจทก์ร้องขอก็ให้ศาลสั่งให้รื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำนั้นด้วย ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภยันตรายอันเกิดขึ้นแก่การชลประทานนายช่างชลประทานมีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สิ่งรุกล้ำพ้นไปจากทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลองหรือเขตพนังได้(๑)

   มาตรา ๒๓  ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้าง แก้ไข หรือต่อเติมสิ่งก่อสร้าง หรือปลูกปักสิ่งใด หรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลอง หรือเขตพนัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน นอกจากผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้วเมื่โจทก์ร้องขอก็ให้ศาลสั่งให้รื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำนั้นด้วย ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภยันตรายอันเกิดขึ้นแก่การชลประทานนายช่างชลประทานมีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สิ่งรุกล้ำพ้นไปจากทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลองหรือเขตพนังได้(๑) 

   มาตรา ๒๓  ห้ามมิให้ผู้ใดปลูกสร้าง แก้ไข หรือต่อเติมสิ่งก่อสร้าง หรือปลูกปักสิ่งใด หรือทำการเพาะปลูกรุกล้ำทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลอง หรือเขตพนัง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน นอกจากผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้วเมื่โจทก์ร้องขอก็ให้ศาลสั่งให้รื้อถอนสิ่งที่รุกล้ำนั้นด้วย ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภยันตรายอันเกิดขึ้นแก่การชลประทานนายช่างชลประทานมีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สิ่งรุกล้ำพ้นไปจากทางน้ำชลประทาน ชานคลอง เขตคันคลองหรือเขตพนังได้(๑) ๑( ม.๒๓, ม.๒๕ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๒, ม.๑๓ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่) ปรากฏแทน

   มาตรา ๒๔ ถ้ามีต้นไม้ในที่ดินผู้ใดรุกล้ำทางน้ำชลประทานหรือทำให้เสียหายแก่ทางน้ำชลประทาน ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินนั้นตัดหรือนำต้นไม้นั้นไปให้พ้นเสียได้

   มาตรา ๒๕ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอันเป็นการกีดขวางทางน้ำชลประทาน; เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากนายช่างชลประทาน ในกรณีที่มีการฝ่าฝืน นอกจากผู้ฝ่าฝืนจะต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้วเมื่อโจทก์ร้องขอก็ให้ศาลสั่งให้รื้อถอนสิ่งกีดขวางนั้นด้วย  ในกรณีฉุกเฉินเพื่อป้องกันภยันตรายอันเกิดขึ้นแก่การชลประทานนายช่างชลประทานมีอำนาจดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้สิ่งรุกล้ำพ้นไปจากทางน้ำชลประทานได้(๒)  ๒( ม.๒๓, ม.๒๕ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๒, ม.๑๓ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗ ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่)

   มาตรา ๒๖ ห้ามมิให้ผู้ใดขุดคลองหรือทางน้ำมาเชื่อมกับทางน้ำชลประทาน หรือมาเชื่อมกับทางน้ำอื่น ที่เชื่อมกับทางน้ำชลประทาน หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้ทางน้ำชลประทานรั่วไหล อันก่อให้เกิดการเสียหายแก่การชลประทาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากอธิบดี หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมาย ผู้ฝ่าฝืนนอกจากจะได้รับโทษตามพระราชบัญญัตินี้แล้ว ศาลจะสั่งปิดถมคลองหรือทางน้ำนั้นมิให้น้ำรั่วไหลต่อไปก็ได้ เพื่อป้องกันภยันตรายอันอาจเกิดแก่การชลประทาน อธิบดีมีอำนาจสั่งให้ผู้กระทำการดังกล่าวในวรรคแรกปิดถมทางน้ำนั้น หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อมิให้น้ำรั่งไหลได้ต่อไป หากไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง ให้อธิบดีมีอำนาจสั่งให้เจ้าพนักงานจัดการได้ทันที และถ้าจำเป็นต้องใช้ที่ดินเพื่อการนี้ ก็ให้มีอำนาจใช้ที่ดินริมคลองหรือริมทางน้ำนั้นได้เท่าที่จำเป็นค่าใช้จ่ายในการนี้รวมทั้งค่าเสียหายที่จะต้องชดใช้ให้แก่เจ้าของที่ดิน ให้คิดเอาจากผู้ฝ่าฝืนทั้งสิ้น คลองหรือทางน้ำใดที่ทำให้น้ำในทางน้ำชลประทานรั่วไหลอันก่อให้เกิดการเสียหายแก่การชลประทานมาก่อนการใช้พระราชบัญญัตินี้ เมื่ออธิบดีเห็นสมควรก็ให้มีอำนาจดำเนินการตามวรรค ๒ ได้โดยอนุโลม(๓)  ๓( ม.26 เดิมถูกยกเลิกโดย ม.8 พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ โยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)

   มาตรา ๒๗  ห้ามมิให้ผู้ใดนำหรืปล่อยสัตว์พาหนะลงไปในทางน้ำชลประทานประเภท ๑ และประเภท ๒ หรือเหยียบย่ำคันคลอง ชานคลอง หรือบริเวณสิ่งก่อสร้างอันเกี่ยวกับการชลประทาน เว้นแต่ในที่ที่ได้กำหนดอนุญาตไว้หรือได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากเจ้าพนักงาน 

   มาตรา ๒๘ ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งมูลฝอย ซากสัตว์ ซากพืช เถ้าถ่าน หรือสิ่งปฏิกูลลงในทางน้ำชลประทานหรือ ทำให้น้ำเป็นอันตรายแก่การเพาะปลูกหรือการบริโภค ห้ามมิให้ผู้ใดปล่อยน้ำซึ่งทำให้เกิดเป็นพิษแก่น้ำตามธรรมชาติ หรือสารเคมีเป็นพิษลงในทางน้ำชลประทานจนอาจทำให้น้ำชลประทานเป็นอันตรายแก่เกษตรกรรม การบริโภคหรือสุขภาพอนามัย(๔)  ๔( ม.๒๘ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๖ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่๔) พ.ศ.๒๕๑๘ โดยให้ใช้ข้อความที่ปรากฏแทน)

   มาตรา ๒๙ ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้ประตูน้ำ ฝาย เขื่อนระบาย ประตูระบาย ท่อน้ำ ท่อเชื่อม สะพานทางน้ำ ปูมเสาหรือสายโทรศัพท์ที่ใช้ในการชลประทานเสียหายจนเกิดอันตรายหรือขัดข้องแก่การใช้สิ่งที่กล่าวนั้น 

   มาตรา ๓๐ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันจะทำให้เสียหายแก่คันคลอง ชานคลอง ทำนบหรือหมุดระดับหลักฐานที่ใช้ในการชลประทาน

   มาตรา ๓๑ ห้ามมิให้ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันเป็นการกีดขวางแก่แนวทางที่ได้สำรวจไว้ หรือเขตงานหรือทำให้แนวทางที่ได้สำรวจไว้หรือหมุดหมายแสดงเขตงานคลาดเคลื่อนหรือสูญหาย

   มาตรา ๓๒ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ปิดหรือเปิดประตูน้ำ เขื่อนระบายน้ำ ประตูระบาย ท่อน้ำ ท่อเชื่อม สะพานทางน้ำ ปูม หรือลากเข็นสาลี่ในบรเวณทำนบหรือประตูระบาย(๑)  ๑(ม.๓๒ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๔ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)

   มาตรา ๓๓ ห้ามมิให้ผู้ใดนอกจากนายช่างชลประทานหรือผู้ที่ได้รับอนุมัติจากอธิบดีทำการแก้ไขเปลี่ยนแปลง  หรือรื้อถอนบรรดาสิ่งก่อสร้างอันเกี่ยวกับการชลประทาน

   มาตรา ๓๔ ห้ามมิให้ผู้ใดขุด ลอก ทางน้ำชลประทาน อันจะทำให้เสียหายแก่การชลประทานหรือปิดกั้นทาง น้ำชลประทาน เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากอธิบดี 

   มาตรา ๓๕ เจ้าพนักงานมีอำนาจสั่งห้ามมิให้ผู่ใดชักหรือใช้ทางน้ำในทางชลประทานในเมื่อเห็นว่าจะเป็น เหตุที่ก่อให้เกิดการเสียหายแก่ผู้อื่น  หมวด ๔   บทกำหนดโทษ

   มาตรา ๓๖ ผู้ใดไม่ชำระค่าชลประทานตามที่กำหนดในกฏกระทรวงออกตามควาามในมาตรา ๘ (๓) หรือ (๔) ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสิบเท่าของค่าชลประทานที่ค้างชำระ        เมื่อผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้นำค่าชลประทานที่ค้างชำระและเงินเพิ่มอีกหนึ่งเท่าของค่าชลประทาน ดังกล่าวมาชำระแก่เจ้าพนักงานภายในเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดให้แล้วให้ยกเว้นโทษในคดีนั้นเสีย(๒)  ๒(ม.๓๖ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๓๖ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน) 

   มาตรา ๓๖ ทวิ  ผู้ใดไม่ชำระค่าบำรุงทางน้ำชลแระทานตามที่กำหนดในกฏกระทรวงออกตามความในมาตรา๑๔(๓) ต้องระวางโทษปรับเป็นจำนวนสองเท่าของอัตราค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่พึงชำระ เมื่อผู้กระทำความผิดตามวรรคหนึ่งได้นำค่าบำรุงทางน้ำชลประทานที่พึงชำระและเพิ่มอีกร้อยละห้าสิบของค่าบำรุงทางน้ำชลประทานดังกล่าวมาชำระแก่เจ้าหน้าพนักงานภายในระยะเวลาที่เจ้าพนักงานกำหนดแล้ว ให้ยกเว้น โทษในคดีนั้นเสีย(๓)  ๓(ม.๓๖ ทวิ ตรี เพิ่มเติมโดย ม.๑๖ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗)

   มาตรา ๓๖ ตรี  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๑๓ เบณจ มาตรา ๒๐ วรรค หนึ่ง หรือฝ่าฝืนกฏกระทรวงออกตามความในมาตรา๑๔ (๑) หรือ (๖) หรือฝ่าฝืนข้อห้ามข้อจำกัดหรือเงื่อนไขตามมาตรา ๑๕ (๓) หรือมาตรา ๑๖ หรือฝ่าฝืนคำสั่งตามมาตรา ๑๓ ตรี (๑) มาตรา ๒๐ วรรคสอง หรืมาตรา ๒๔ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับ ไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(๔)  ๔(ม.๓๖ ทวิ ตรี เพิ่มเติมโดย ม.๑๖ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๐๗) 

   มาตรา ๓๗  ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๓ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๕ วรรคหนึ่ง มาตรา ๒๘ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐ หรือมาตรา ๓๑ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ    ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๒๘ มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ(๕)  ๕(ม.๓๗ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๗ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๔) พ.ศ. ๒๕๑๘ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)

   มาตรา ๓๘ ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งซึ่งออกตามความในมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๓๕ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่ เกินสองพันบ้านหรือจำคุกไม่เกินสามเดือนหรือทั้งปรับทั้งจำ(๖)  ๖(ม.๓๘ ,ม.๓๙ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๑, ม.๑๒ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่ ปรากฏแทน) 

   มาตรา ๓๙ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา; ๒๗; มีความผิดต้องระวางโทษปรับเรียงตามตัวสัตว์ตัวล่ะห้าบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินตัวล่ะห้าสิบบาท  ถ้าเป็นกรณีที่ทีผู้นำจับผู้กระทำผิด; ให้พนักงานอัยการร้องต่อศาล ในกรณีเช่นนี้ให้ศาลมีอำนาจสั่งจ่ายสินบนแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งของจำนวนเงินค่าปรับที่ชำระต่อศาล; แต่ถ้าคดีถึงที่สุดโดยคำสั่งของพนักงานผู้มีหน้าที่สอบสวนและเปรียบเทียบคดีอาญา ให้พนักงานเปรียบเทียบดังกล่าวจ่ายเงินสินบนจากเงินค่าปรับที่ได้ชำระแก่ผู้นำจับกึ่งหนึ่งและในกรณีที่มีผู้นำจับหลายคน ให้แบ่งเงินสินบนนั้นให้ได้รับคนละเท่าๆกัน(๗)  ๗(ม.๓๘ ,ม.๓๙ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๑, ม.๑๒ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ ตามลำดับ โดยให้ใช้ความที่ ปรากฏแทน)

   มาตรา ๔๑ ผู้ฝ่าฝืนมาตรา ๓๒ มาตรา ๓๓ หรือมาตรา ๓๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินสองปี หรือทั้งปรับทั้งจำ(๘)  ๘(ม.๔๑ เดิมถูกยกเลิกโดย ม.๑๔ พ.ร.บ.การชลประทานฯ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๔๙๗ โดยให้ใช้ความที่ปรากฏแทน)  หมวด ๕  การรักษาพระราชบัญญัติ 

   มาตรา ๔๒ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออก  กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้        กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้  ผู้รับสนองพระบรมราชโองการจอมพล ป. พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี(ราชกิจจาฯ เล่ม ๕๙ ตอนที่ ๖๒ ลงวันที่ ๒๒ กันยายน ๒๔๘๕ )


66. พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พุทธศักราช ๒๔๘๒

   พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์ พุทธศักราช ๒๔๘๒(ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๕๖ ตอนที่ ๕๓ วันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๔๘๒)ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล(คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)อาทิตย์ ทิพอาภาพล.อ.เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธินตราไว้ ณ วันที่ ๑๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒เป็นปีที่ ๖ ในรัชกาลปัจจุบัน   โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า  สมควรจัดการควบคุมการชลประทานราษฎร์   เพื่อ  คุ้มครองและรักษาประโยชน์ของราษฎร จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดังต่อไปนี้

   มาตรา ๑  พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า"พระราชบัญญัติการชลประทานราษฎร์พุทธศักราช  ๒๔๘๒"

   มาตรา ๒  ให้ใช้พระราชบัญญัตินี้ตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป 

   มาตรา ๓  ให้ยกเลิกพระราชบัญญัติควบคุมการเหมืองฝายและพนัง พุทธศักราช ๒๔๗๗พระราชบัญญัติควบคุมการเหมืองฝายและพนังแก้ไขเพิ่มเติมพุทธศักราช ๒๔๗๘ และพระราชบัญญัติ  ควบคุมการเหมืองฝายและพนัง (ฉบับที่ ๓)  พุทธศักราช ๒๔๘๐ กับบรรดากฏหมาย  กฏ และ  ข้อบังคับอื่นๆ  ซึ่งบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้ หรือมีข้อความขัดหรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้

   มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้  "การชลประทาน" หมายความว่า   กิจการที่บุคคลได้จัดทำขึ้น เพื่อส่งน้ำจากทางน้ำหรือ แหล่งน้ำใดๆ เป็นต้นว่า แม่น้ำ ลำธาร ห้วย หนอง คลองบึง บาง ไปใช้ในการเพาะปลูก และให้  หมายถึงกิจการที่ได้จัดทำขึ้นเพื่อป้องกันการเสียหายแก่การเพาะปลูกอันเกี่ยวกับน้ำ  "การชลประทานส่วนบุคคล"  หมายความว่า  การชลประทานที่บุคคลคนเดียวหรือหลายคนได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเพาะปลูกของบุคคลนั้นๆ โดยเฉพาะ "การชลประทานส่วนราษฎร"  หมายความว่าการชลประทานที่ราษฎรได้ร่วมกันจัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่การเพาะปลูกของราษฎรในท้องที่ "การชลประทานส่วนการค้า" หมายความว่า การชลประทานที่บุคคลคนเดียวได้จัดทำขึ้นเพื่อค่าตอบแทนจากผู้ที่ต้องการใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูกจากการชลประทานนั้น  "เขตการชลประทาน"  หมายความว่า  เขตที่ดินซึ่งได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้น "เครื่องอุปกรร์การชลประทาน"   หมายความว่า สิ่งของใดๆ ที่ใช้ประกอบสำหรับการทำการ ชลประทาน  "เจ้าพนักงาน"  หมายความว่า  คณะกรรมการจังหวัดข้าหลวงประจำจังหวัดคณะกรรมการอำเภอ  นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าหรือผู้ช่วยหัวหน้าการชลประทาน และเจ้าพนักงาน ผู้ควบคุมการชลประทาน

   มาตรา ๕  เพื่อประโยชน์แก่การแบ่งปันน้ำในยามขาดแคลน หรือเพื่อความปลอดภัยหรือ ผาสุกของประชาชน   ให้คณะกรรมการจังหวัดมีอำนาจสั่งปิดหรืองดใช้ส่วนใดส่วนหนึ่งของการชลประทานทุกประเภทไว้ได้ชั่วคราว หรือสั่งเปลี่ยนแปลงแก้ไขเพื่อชักน้ำไปใช้ในการนั้นได้ ในกรณีที่เกี่ยวกับการแบ่งปันน้ำในยามขาดแคลน ให้ผู้ได้รับประโยชน์เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการนั้น

   มาตรา ๖ ห้ามมิให้ผู้ใดใช้น้ำจากการชลประทานส่วนบุคคลหรือการชลประทานส่วนราษฎรเกินความจำเป็น หรือเอาน้ำไปทิ้งเสียโดยเปล่าประโยชน์ในเมื่อเจ้าพนักงานได้สั่งห้าม  หมวดที่ ๑การชลประทานส่วนบุคคล

   มาตรา ๗  ผู้ใดจะทำการชลประทานส่วนบุคคล  จะต้องขอและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่เสียก่อนเว้นแต่จะได้จัดทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกินสองร้อยไร่  หรือเป็นการกระทำชั่วครั้งคราวซึ่งมิได้มีการก่อสร้างไว้เป็นประจำ แต่ทั้งนี้ต้องไม่กีดขวางทางน้ำสาธารณะ หรือทำให้เสียหายแก่บุคคลอื่น การขออนุญาตนั้น ให้ยื่นคำขอต่อคณะกรรมการอำเภอเจ้าของท้องที่และให้คณะกรรมการอำเภอปิดประกาศโฆษณาไว้ ณ ที่ว่าการอำเภอและในตำบลติดต่อกับตำบลที่จะทำการฃลประทานนั้นเป็นเวลาสิบห้าวัน ผู้ใดเห็นว่าตนจะได้รับความเสียหายจากการชลประทานนี้ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อคณะกรรมการอำเภอภายในระยะเวลาดั่งกล่าวแล้วเฉพาะในกรณีฉุกเฉินให้พิจารณาอนุญาตไปก่อนได้การอนุญาตตามความในวรรคตัน

     (๑) ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกินห้าร้อยไร่ และอยู่ในท้องที่อำเภอเดียวกัน ให้คณะกรมการอำเภอนั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาต แล้วรายงานให้จังหวัดทราบ และให้จังหวัดรายงานไปยังกระทรวงเกษตราธิการ

     (๒) ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่ไม่เกินหนึ่งพันไร่  และอยู่ในท้องที่จังหวัดเดียวกัน  ให้คณะกรมการจังหวัดนั้นเป็นผู้พิจารณาอนุญาตแล้วรายงานไปยังกระทรวงเกษตราธิการ

     (๓) ถ้าทำขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เนื้อที่เกินกว่าหนึ่งพันไร่ หรือเนื้อที่คาบเกี่ยวจังหวัดเดียวกัน ให้กระทรวงเกษตราธิการเป็นผู้พิจารณาอนุญาตเจ้าของการชลประทานส่วนบุคคลที่ทำอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้จะต้องขออนุญาตภายในกำหนดเวลาสิบสองเดือนนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้

   มาตรา  ๘  ผู้ขออนุญาตทำการชลประทานตามความในมาตรา ๗ จะต้องปฏิบัติดั่งต่อไปนี้

     (๑)  เสนอแผนที่สังเขปซึ่งแสดงรายการ ต่อไปนี้

            (ก)  จำนวนเนื้อที่เพาะปลูกที่มีอยู่ในเวลาที่ขออนุญาต

            (ข)  จำนวนเนื้อที่ซึ่งจะได้รับประโยชน์เพิ่มขึ้นเนื่องจากการชลประทานนั้น

            (ค)  แนวทางน้ำ แหล่งน้ำ หมู่บ้าน และสถานที่ถาวรต่างๆ เท่าที่มีอยู่ในเขตนั้น

            (ง)  แนวทางและจุดที่ตั้งของการชลประทานที่ขอทำขึ้น

     (๒)  เสนอรายละเอียด คือ

            (ก)  สภาพของลำน้ำที่จะใช้ทำการชลประทานนั้น ในฤดูแล้งมีน้ำเหลืออยู่เพียงใด ในฤดูน้ำมีน้ำตามปกติเท่าใด และระดับน้ำสูงที่สุดเท่าใดโดยคิดจรากระดับท้องน้ำขึ้นมาล

            (ข)  ความกว้าง ลึก ของลำน้ำเดิม และขนาดส่วนสัดของการชลประทานที่ขอทำขึ้น

            (ค)  จำนวนเจ้าของนาภายในเขตที่จะได้รับน้ำจากการชลประทานนั้นรวมทั้งที่มีอยู่เดิมและที่จะมีขึ้นใหม่

     (๓)  ให้ชี้แจงว่า  การชลประทานรายอื่นได้มีอยู่ก่อนแล้วในลำน้ำนั้นหรือไม่ ถ้ามีให้แจ้งเขตและระยะที่ตั้งถัดไปทางเหนือน้ำ ๑ ราย ทางใต้น้ำ ๑ ราย 

   มาตรา  ๙  ในกรณีที่คณะกรมการจังหวัดเห็นว่า  การชลประทานส่วนบุคคลรายใดมีปริมาณน้ำเกินความจำเป็นแล้ว  ก็ให้มีอำนาจสั่งเฉลี่ยน้ำให้แก่ที่ดินที่ใกล้เคียงได้เป็นครั้งคราว แต่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จะต้องช่วยเหลือเจ้าของหรือผู้ควบคุมตามสมควร การชลประทานส่วนบุคคลรายใดที่ได้ทำมาแล้วไม่น้อยกว่าสิบปี   ถ้าคณะกรมการจังหวัดเห็นเป็นการจำเป็นที่จะขยายเขตการชลประทานให้กว้างขวางออกไปเพื่อประโยชน์ของราษฎรหมู่มาก ก็ให้มีอำนาจสั่งเปลี่ยนประเภทการชลประทานส่วนบุคคลรายนั้นเป็นชลประทานส่วนราษฎรได้ โดยให้ผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากชลประทานนั้นร่วมกันออกเงินค่าทำขวัญตามส่วนมากและน้อย ถ้าหากไม่ตกลงกันในเรื่องเงินค่าทำขวัญ  คณะกรมการจังหวัดและผู้ที่จะได้รับประโยชน์มีสิทธิที่จะขอให้ตั้งอนุญาโตตุลาการได้ ถ้าจะต้องตั้งอนุญาโตตุลาการตามความในวรรคก่อน ให้นำบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งว่าด้วยอนุญาโตตุลาการมาใช้บังคับโดยอนุโลม

   มาตรา  ๑๐  เจ้าของการชลประทานส่วนบุคคลจะต้องปฏิบัติการมิให้เกิดความเสียหายแก่ประโยชนะของบุคคลอื่น และจะต้องปล่อยน้ำให้ที่ดินที่อยู่ใกล้เคียงซึ่งเคยได้รับน้ำจากการชลประทานนั้นมาแต่ก่อนได้ใช้สอยตามสมควรถ้าเจ้าของหรือผู้ควบคุมกระทำหรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดอันอาจจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่นหรือ สิ่งสาธารณประโยชน์ ให้คณะกรมการอำเภอมีอำนาจสั่งให้เจ้าของหรือผู้ควบคุมกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่เห็นสมควร  ถ้าพ้นกำหนอเวลาเจ้าของหรือผู้ควบคุมไม่ปฏิบัติตาม ให้คณะกรรมการอำเภอมีอำนาจเข้าดำนินการเพื่อป้องกันความเสียหายได้ทันที (มาตรา ๑๐ ทวิและมาตรา ๑๐ ตรี ต่อไปนี้เพิ่มเติมขึ้น โดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ.การชลประทานราษฎร์(ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๒๓)

   มาตรา ๑๐  ทวิ  ในการจัดทำการชลประทานส่วนบุคคลตามหมวดนี้ไม่ว่าจะต้องขออนุญาตตามมาตรา  ๗  หรือไม่ก็ตาม  ถ้ามีความจำเป็นต้องใช้ที่ดินของบุคคลอื่นหรือที่ดินอันเป็นสาธารณสมบัติขจองแผ่นดิน  ผู้จัดทำการชลประทานส่วนบุคคลดังกล่าวอาจทำทางน้ำผ่านที่ดินนั้นได้ เมื่อขอแลบะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้วแต่ ต้องใช้ค่าทดแทนให้แก่เจ้าของที่ดินดังกล่าว  การขออนุญาตตามวรรคหนึ่งให้ผู้ขออนุญาตยื่นคำขอต่อนายอำเภอเจ้าของท้องที่และจะต้องปฏิบัติตามมาตรา  ๘ (๑) ด้วย และให้นายอำเภอแจ้งให้เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินที่จะทำทางน้ำผ่านทราบ โดยจดหมายลงทะเบียนไปยังภูมิลำเนาของเจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินพร้อมทั้งปิดประกาศ ณ สำนักงานที่ดินจังหวัด ที่ว่าการเขต ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการกำนันในท้องที่ และที่ดินที่จะทำทางน้ำผ่านล่วงหน้าไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน ผู้ใดเห็นว่าตนจะได้รับความเสียหายจากการทำทางน้ำผ่านที่ดิน  ให้ยื่นคำร้องคัดค้านต่อนายอำเภอภายในระยะเวลาดังกล่าวแล้ว เฉพาะในกรณีฉุกเฉินให้พิจารณาอนุญาตไปก่อนได้ ในกรณีที่พนักงานเจ้าหน้าที่อนุญาตตามคำขอ  ให้ปิดประกาศและแจ้งการอนุญาตพร้อมทั้งรายละเอียดให้เจ้าของและผู้ครอบครองที่ดินทราบโดยวิธีการดังระบุไว้ในวรรคสองล่วงหน้าไม่น้อยกว่าเจ็ดวัน ให้นำมาตรา  ๗  วรรคสามมาใช้บังคับแก่การอนุญาตตามวรรคหนึ่งโดยอนุโลม  ทั้งนี้  ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมความหลักชลประทาน และจะต้องให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินน้อยที่สุดจำนวนเงินค่าทดแทนนั้นไม่อาจตกลงกันได้  ผู้ขออนุญาตอาจร้องขอต่อคณะกรรมการซึ่งประกอบด้วยผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานกรรมการ  ประธานสภาจังหวัดเป็นรองประธานกรรมการ  เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดเกษตรจังหวัดผู้แทนกรมชลประทานและนายอำเภอหรือปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอท้องที่เป็นกรรมการเป็นผู้กำหนดโดยให้คำนึงถึงสภาพของที่ดินตลอดจนประโยชน์ที่ผู้ขออนุญาตจะได้รับและความเสียหายที่จะเกิดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินอื่นด้วย  เมื่อคณะกรรมการได้กำหนดจำนวนเงินค่าทดแทนตามวรรคห้าแล้ว  เจ้าของที่ดินไม่ยอมรับเวินค่าทดแทนและพนักงานเจ้าหน้าที่ได้ปิดประกาศตามวรรคสามโดยอนุโลม  และได้วางเงินค่าทดแทนดังกล่าวต่อศาลแล้ว ผู้ขออนุญาตมีสิทธิเข้าดำเนินการได้ การที่เจ้าของที่ดินไม่ยินยอมตกลงในจำนวนเงินค่าทดแทนที่ดินตามที่คณะกรรมการกำหนดในวรรคห้า  รับหรือไม่รับเงินค่าทดแทนที่ได้วางไว้ต่อศาลไม่ตัดสิทธิเจ้าของที่ดินจะฟ้องร้องเรียกเงินส่วนที่ตนเห็นว่าควรจะได้รับภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวัน  นับแต่วันที่ได้วางเงินต่อศาล  ในกรณีศาลพิพากษาให้ชำระเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้น  ให้เจ้าของที่ดินได้รับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีในเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นนับจากวันที่วางเงินค่าทดแทนต่อศาล การที่เจ้าของที่ดินฟ้องคดียังศาลตามวรรคเจ็ด  ไม่เป็นเหตุให้การครอบครองการให้ทื่ดินของผู้ขออนุญาตสะดุดหยุดลง มาตรา  ๑๐  ตรี  ทางน้ำตามมาตร ๑๐ ทวิ ต้องใช้เพื่อประโยชน์ของที่ดินที่ได้รับน้ำจากทางน้ำนั้น ถ้าต่อมา ที่ดินที่ได้รับน้ำนั้นหมดความจำเป็นที่จะใช้น้ำจากทางน้ำนั้นเพื่อประกอบการเพาะปลูกอีกต่อไป  เมื่อเจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่มีทางน้ำผ่านร้องขอและได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว  ให้สิทธิของเจ้าของหรือผู้ครอบ ครองที่ดินได้รับน้ำจากทางน้ำนั้นเป็นอันสิ้นสุดลง  ในระหว่างที่ทางน้ำจะต้องใช้เพื่อประโยชน์ของที่ดินที่ได้รับน้ำ เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินที่ได้รับน้ำมีสิทธิทำการทุกอย่างอันจำเป็นเพื่อรักษาและใช้ทางน้ำนั้นโดยให้เกิดความเสียหายแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดิน  ที่มีทางน้ำผ่านน้อยที่สุดตามพฤติการณ์  หมวด ๒

   มาตรา ๑๓ ให้นายอำเภอมีอำนาจตั้งบุคคลที่สมควรตามความเห็นชอบของราษฎรส่วนมากที่ได้รับ ประโยชน์ในเขตการชลประทาน เป็นหัวหน้าการชลประทานรายนั้น หรือเป็นผู้ช่วยตามจำนวนที่เห็นสมควร และให้มีอำนาจถอดถอนบุคคลที่ได้รับแต่งตั้งดั่งว่านั้นในเมื่อราษฎรส่วนมากเห็นสมควร

   มาตรา ๑๔ การเกณฑ์แรงงานหรือเครื่องอุปกรณ์การชลประทานส่วนราษฎรในเวลาปกติ ให้นายอำเภอเป็นผู้สั่งเกณฑ์ ในเวลาฉุกเฉิน ให้กรมการอำเภอกำนันผู้ใหญ่บ้านหรือหัวหน้าการชลประทานเป็นผู้สั่งเกณฑ์ จากผู้ที่ได้รับประโยชน์ในเขตการชลประทานนั้น

   มาตรา ๑๕ การเกณฑ์เครื่องอุปกรณ์การชลประทานส่วนราษฎรให้เจ้าพนักงานคำนวณให้พอเพียงต่อการทำแล้วกำหนดเกณฑ์เอาตามเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูกโดยเฉลี่ยไร่หนึ่งมีส่วนเท่าๆ กัน เศษของไร่หรือผู้ที่มีเนื้อที่ไม่ถึงหนึ่งไร่ให้นับเป็นหนึ่ง

   มาตรา ๑๖ การเกณฑ์แรงงานและแบ่งงานทำการชลประทานส่วนราษฎรให้จัดแบ่งมากน้อยตามส่วนของจำนวนเนื้อที่ที่มีไว้เพื่อทำการเพาะปลูกของผู้มีกรรมสิทธิ์ที่ดิน หรือผู้ครอบครองที่ดินนั้น

ที่ดินใดที่แบ่งแยกกันทำไม่ได้ ให้เกณฑ์แรงงานและแบ่งงานโดยคำนวณดั่งต่อไปนี้ ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินหรือผู้ครอบครองที่ดินคนใดมีเนื้อที่ไม่เกินสิบไร่ให้ไปทำงานคนหนึ่ง ถ้ามากกว่าสิบไร่ ให้คำนวณทวีขึ้นไปโดยอัตราสิบไร่ต่อหนึ่งคน เศษของสิบไร่ ถ้าถึงครึ่ง ให้นับเป็นหนึ่ง

   มาตรา ๑๗ ในการแบ่งปันการงานและเครื่องอุปกรณ์การชลประทานส่วนราษฎรให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้านหัวหน้าการชลประทานหรือผู้ช่วยในเขตการชลประทานนั้นเป็นผู้แบ่ง และควบคุมงานจนกว่าจะแล้วเสร็จ

   มาตรา ๑๘ การบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมแก้ไขการชลประทานส่วนราษฎร ให้ราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้น มีหน้าที่ทำงานตามคำสั่งเกณฑ์ของเจ้าพนักงาน ในการนี้ถ้ามีกรณีโต้แย้งเกิดขึ้น ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งดำเนินการตามที่เฆ็นสมควร เพื่อให้เสร็จก่อนฤดูทำการเพาะปลูก

   มาตรา ๑๙ ถ้าเขตก่อสร้างของการชลประทานส่วนราษฎรตรงที่ใดไม่มีที่ขุดดินหรือทิ้งมูลดินพอ ก็ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งให้ขุดหรือทิ้งมูลดินในที่ดินที่ใกล้หรือข้างเคียงซึ่งติดต่อกับเขตก่อสร้างของการชลประทานนั้น ห่างข้างละไม่เกิน ๕ เมตร

   มาตรา ๒o เพื่อประโยชน์ในการขุดทำ ซ่อมหรือแก้ไขการชลประทานส่วนราษฎร ให้นายอำเภอมีอำนาจสั่งตัด ฟัน ชัก ลาก ไม้กระยาเลยหวงห้ามชนิดที่ ๓ ในป่าได้ตามที่เห็นสมควร

   มาตรา ๒๑ การแบ่งปันน้ำในเขตการชลประทานส่วนราษฎรให้เป็นหน้าที่ของกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หัวหน้าการชลประทานหรือผู้ช่วยเป็นผู้แบ่งปันตามส่วนของจำนวนเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูก เว้นแต่ในกรณีที่ตกลงกันไม่ได้จึงให้นายอำเภอหรือผู้แทน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้าการชลประทานในส่วนที่เกี่ยวข้องนั้น ไม่น้อยกว่าสามนายเป็นผู้พิจารณาสั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมาก น้ำไม่พอในเวลาที่แจกจ่ายให้เป็นประโยชน์แก่การเพาะปลูกได้ทั่วถึงนั้น ให้นายอำเภอหรือผู้แทนประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และหัวหน้าการชลประทานในเขตการชลประทานนั้นพิจารณาสั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมากตามความในวรรคที่ ๒ ถ้าเป็นกรณีในระหว่างอำเภอต่ออำเภอ ให้นำมาตรา ๒๒ (ข) และ (ค)มาใช้บังคับ โดยอนุโลม

   มาตรา ๒๒ ในการเปลี่ยนแปลง แก้ไข เพิ่มเติม รวมกัน หรือเพิกถอนการชลประทานส่วนราษฎรภายในเนื้อที่ซึ่งได้รับอนุญาตไว้แล้ว ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้

     ก) กรณีที่เกิดขึ้นในอำเภอเดียวกัน ให้นายอำเภอสั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมากของราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากการชลประทานนั้นการออกเสียงคะแนนให้ถือเกณฑ์ดั่งนี้ผู้ถือกรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เกินสิบไร่ให้ออกเสียงได้เสียงหนึ่งถ้าเกินสิบไร่ให้คำนวณทวีขึ้นโดยอัตราสิบไร่ต่อหนึ่งเสียง เศษของสิบไร่ ถ้าถึงครึ่งให้นับเป็นหนึ่ง

     ข) กรณีเกิดขึ้นระหว่างอำเภอต่ออำเภอในจังหวัดเดียวกัน ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดตั้งคณะกรรมการขึ้นพิจารณามีจำนวนอย่างน้อบห้าคน และให้ข้าหลวงประจำจังหวัดสั่งชี้ขาดตามเสียง

     ค) กรณีที่เกิดขึ้นระหว่างจังหวัดต่อจังหวัด ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนั้นๆ ตั้งกรรมการขึ้น

จังหวัดละสามคนและให้อธิบดีกรมชลประทานตั้งกรรมการอีกคนหนึ่งรวมเป็นคณะกรรมการพิจารณา ให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนั้นๆ  สั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมาก

   มาตรา ๒๓ ถ้าจะต้องมีการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ของบุคคลเพื่อการชลประทานส่วนราษฎร ให้นำ กฏหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์มาใช้บังคับ

   มาตรา ๒๔ ผู้ใดไม่สามารถไปทำงานตามคำสั่งเกณฑ์ของเจ้าพนักงานถ้าสามารถจัดผู้อื่นไปทำแทน ผู้นั้นต้องจัดให้ผู้อื่นที่สมควรไปทำแทนจังหวัดละสามคนและให้อธิบดีกรมชลประทานตั้งกรรมการอีกคนหนึ่งรวมเป็นคณะกรรมการพิจารณาให้ข้าหลวงประจำจังหวัดนั้นๆ  สั่งชี้ขาดตามเสียงข้างมาก 

   มาตรา ๒๕ เมื่อคณะกรรมการอำเภอพิจารณาเห็นสมควรว่า ผู้ใดไม่สามารถปฏิบัติตามคำสั่งเกณฑ์ของ เจ้าพนักงาน และไม่สามารถจัดหาคนอื่นทำแทน ทั้งไม่มีทรัพย์จะเสียค่าทดแทน จะงดเว้นการเกณฑ์ตามพระราช บัญญัตินี้เฉพาะคราวที่จำเป็นแก่ผู้นั้นเสียก็ได้ 

   มาตรา ๒๖ กิจการในหน้าที่ซึ่งเจ้าพนักงานได้แบ่งปันให้ผู้ใดกระทำ ถ้าผู้นั้นละเลยไม่กระทำตามคำสั่งด้วย ประการใดๆ ก็ดี นอกจากที่จะต้องถูกลงโทษตามาตรา ๓๘ (ก) แล้ว ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจจัดบุคคลอื่นเข้ากระทำแทนโดยกำหนดค่าจ้างตามสมควรและให้ผู้ละเลยเป็นผู้รับผิดชอบออกค่าจ้างนั้น 

   มาตรา ๒๗ กิจการใดซึ่งเกี่ยวกับการชลประทานส่วนราษฎรเมื่อเจ้าพนักงานได้สั่งชี้ขาดไปตามความในมาตรา ๒๑,๒๒ แล้ว ให้ถือว่าเป็นที่สุด

   มาตรา ๒๘ บุคคลผู้มีหน้าที่ควบคุมทำการชลประทานส่วนราษฎรในเขตตำบลใด ให้ได้รับบกเว้นการเกณฑ์แรงและเครื่องอุปกรณ์การชลประทานในเขตตำบลนั้นดังนี้

     (ก) กำนันและหัวหน้าการชลประทาน คนละสามสิบไร่ 

     (ข) ผู้ใหญ่บ้านและผู้ช่วยหัวหน้าการชลประทาน คนละสิบห้าไร่ ถ้าในเขตนั้นมีเนื้อที่เพาะปลูกไม่ถึงห้าร้อยไร่ ให้บุคคลดังกล่าวแล้วได้รับการยกเว้นเพียงกึ่งอัตรา แต่ถ้าราษฎรผู้ได้รับประโยชน์เห็นควรให้ได้รับการยกเว้นมากกว่าที่กล่าวไว้ในมาตรานี้ ก็ให้นายอำเภอ ยกเว้นตามเสียงข้างมากของราษฎร 

   มาตรา ๒๙ ผู้ใดได้รับสิทธิตามมาตรา ๒๘ แต่ไม่มีเนื้อที่ดินทำการเพาะปลูกของตนเองหรือมีไม่พอตามสิทธิที่ได้รับ ให้ผู้นั้นมีสิทธิคุ้มครองเนื้อที่ดินทำการเพาะปลูกของผู้อื่นเสมือนที่ดินของตนเองได้อีกไม่เกินสามารถ แต่เมื่อรวมเข้าด้วยกันแล้วเนื้อที่ดินต้องไม่เกินกำหนดอัตราดั่งบัญญัติไว้ในมาตรา ๒๘ หมวด ๓  การชลประทานส่วนการค้า

   มาตรา ๓o ผู้ใดจะทำการชลประทานส่วนการค้า ให้ยื่นคำขอสัมปทานต่อกระทรวงเกตราธิการ และเมื่อได้รับสัมปทานแล้ว จึงจะทำได้ เว้นแต่จะเป็นการกระทำชั่วครั้งคราวซึ่งมิได้มีการก่อสร้างไว้เป็นประจำและไม่มีกีดขวาง ทางน้ำสาธารณะหรือทำให้เสียหายแก่บุคคลอื่น

   มาตรา ๓๑ ผู้ขอสัมปทานทำการชลประทานส่วนการค้าต้องปฏิบัติตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๘ กับแสดงรายการต่อไปนี้อีกด้วย คือ

     (ก) อัตราค่าตอบแทนที่จะเรียกเก็บจากผู้ที่ทำการเพาะปลูกซึ่งต้องอาศัยใช้น้ำจากการชลประทานนั้น

     (ข) จำนวนเนื้อที่ที่ทำการเพาะปลูกอยู่แล้ว ซึ่งผู้ที่ทำการเพาะปลูกยินยอมจะให้ค่าตอบแทน

     (ค) จำนวนเนื้อที่รกร้างว่างเปล่าที่การชลประทานนี้จะทำให้บุกเบิกเป็นที่เพาะปลูกได้

     (ง) ระยะเวลาแห่งสัมปทานที่ขอ

   มาตรา ๓๒ ผู้รับสัมปทานมีสิทธิเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ที่ได้รับน้ำจากการชลประทานใหม่นั้นโดยเฉพาะ แต่ห้ามไม่ให้ใช้สิทธิเรียกเก็บค่าตอบแทนจากผู้ที่ตามธรรมดาเคยได้รับน้ำพอเพียงแก่การใช้มาก่อนแล้ว เว้นแต่จะได้มีสัญญาตกลงกันใหม่เป็นพิเศษ

   มาตรา ๓๓ ผู้รับสัมปทานจะต้องปฏิบัติการมิให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลอื่น

   มาตรา ๓๔ ผู้รับสัมปทานต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัมปทาน

   มาตรา ๓๕ ผู้รับสัมปทานต้องทำรายงานแสดงผลของกิจการที่ได้ทำไปยื่นต่อเจ้าพนักงานควบคุมการชลประทานปีละครั้ง เว้นแต่เจ้าพนักงานผู้ควบคุมการชลประทานจะสั่งโดยหนังสือเป็นอย่างอื่น

   มาตรา ๓๖ ผู้รับสัมปทานจะต้องยอมให้เจ้าพนักงานผู้ควบคุมการชลประทานเข้าตรวจตราการทำงานที่ทำอยู่นั้นในเวลาสมควรและต้องชี้แจงตอบข้อความตามที่เจ้าพนักงานผู้ควบคุมการชลประทานต้องการทราบเกี่ยวกับการนั้น

   มาตรา ๓๗ ผู้ใดทำการชลประทานส่วนการค้าอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ให้ยื่นคำขอสัมปทานต่อกระทรวงเกษตรธิการ และปฏิบัติตามความในมาตรา ๓๑ ภายในกำหนดสิบสองเดือนนับแต่วันใช้พระราชบัญญัตินี้  หมวด ๔  บทกำหนดโทษ

   มาตรา ๓๘ เดิม ให้ถูกยกเลิกโดยมาตรา ๓ แห่ง พ.ร.บ. การชลประทานราษฎร (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๒๖  โดยให้ใช้ความแทน ดังต่อไปนี้มาตรา ๓๘ ผู้ใดกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้

     (ก) ขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานตามมาตรา ๕ มาตรา ๖ มาตรา ๙ มาตรา ๑๑ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๘และมาตรา ๒๑

     (ข) ไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๗ วรรคแรก และวรรคสุดท้าย และมาตรา ๑๐ มาตรา ๒๔ มาตรา ๓๕ และมาตรา ๓๖  

     (ค) ไม่ยอมให้ขุดหรือทิ้งมูลดินในที่ดินของตนตามมาตรา๑๙ 

     (ง) ทำลาย แก้ไข หรือเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ทำไว้ เพื่อแบ่งปันน้ำที่เจ้าพนักงานได้แบ่งปันเด็ดขาดแล้วตามมาตรา ๒๑ 

     (จ) ขยายเขตการชลประทานโดยไม่ได้รับอนุญาตตามาตรา ๗ ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งทั้งจำทั้งปรับ" [มาตรา ๓๘ ทวิ และมาตรา ๓๘ ตรี ต่อไปนี้ เพิ่มเติมขึ้นโดยมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ. การชลประทานราษฎร (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.๒๕๒๓]

   มาตรา ๓๘ ทวิ เมื่อมีการชำระเงินค่าทดแทนหรือเมื่อมีการวางเงินค่าตอบแทนต่อศาลแล้ว เจ้าของหรือ ผู้ ครอบครองที่ดินผู้ใดขัดขวางหรือไม่อำนวยความสะดวกในการทำทางน้ำ ตามมาตรา ๑o ทวิ หรือการรักษาและใช้ ทางน้ำนั้นตามมาตรา ๑o ทวิ หรือการรักษาและใช้ทางน้ำนั้นตามมาตรา ๑o ตรี มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ 

   มาตรา ๓๘ ตรี ผู้ใดปิดกั้นทางน้ำตามาตรา ๑o ทวิ หรือกระทำการโดยประการอื่นใดให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินผู้ได้รับน้ำจากทางน้ำนั้นได้รับประโยชน์ลดลงหรือไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันสมควร มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

   มาตรา ๓๙ ผู้ใดกระทำการชลประทานส่วนการค้าโดยมิได้รับสัมปทานผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

   มาตรา ๔o ผู้ใดไม่ขอรับสัมปทานภายในกำหนดเวลาดังกล่าวไว้ในมาตรา ๓๗ ผู้นั้นมรความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าร้อยบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

   มาตรา ๔๑ ผู้ได้รับสัมปทานทำการชลประทานส่วนการค้า ไม่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามความในมาตรา ๓๔ มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งเดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

   มาตรา ๔๒ ผู้ใดกระทำความผิดต่อพระราชบัญญัตินี้ นอกจากจะได้รับโทษตามที่ได้บัญญัติไว้ในมาตราอื่นแล้วศาลมีอำนาจสั่งบังคับให้รื้อถอน ทำลาย หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงสิ่งที่ได้กระทำไปนั้นได้อีกโสดหนึ่ง  หมวด ๕  การรักษาพระราชบัญญัติ

   มาตรา ๔๓ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตราธิการมีหน้าที่รักษาการให้เป็นไปตามที่ได้รับพระราชบัญญัตินี้ กับ ให้มีอำนาจออกกฏกระทรวงและแต่งตั้งเจ้าพนักงานผู้ควบคุมการชลประทาน เพื่อดำเนินการให้เป็นไปตามพระราช บัญญัตินี้ กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจาอุเบกขาแล้วให้ใช้บังคับได้  ผู้สนองพระบรมราชโองการป.พิบูลสงครามนายกรัฐมนตรี

 

 


65. เขื่อนคลองด่าน

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทเขื่อนคอนกรีตบดอัด (RCC) สร้างกั้นคลองท่าด่าน ที่อ.เมืองนครนายก สูง 93 ม. สันเขื่อนยาว 2,720 ม. เป็นเขื่อน RCC ที่ยาวที่สุดในโลก เก็บกักน้ำได้ 24 ล้าน ลบ.ม. ปัจจุบันกำลังดำเนินการสร้างตัวเขื่อนและอาคารประกอบ จะแล้วเสร็จ พ.ศ. 2547 สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 185,000 ไร่


64. อ่างเก็บน้ำแม่สรวย

เขื่อนคอนกรีตบดอัด (RCC) และเขื่อนดินที่สร้างกั้นลำน้ำแม่สรวย ที่ อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นเขื่อนแรกของประเทศไทยที่สร้างด้วย RCC สูง 59 ม. สันเขื่อนยาว 400 ม. เก็บกักน้ำได้ 73 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2545  สามารถส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 7,000 ไร่ และส่งน้ำให้แก่โครงการแม่ลาวได้อีก 166,000 ไร่ ในฤดูฝนและฤดูแล้งอีก 64,000 ไร่


63. ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริประตูระบายน้ำสร้างกั้นแม่น้ำปากพนังที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช มีช่องระบายน้ำกว้าง 20 ม. 10 ช่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 1,430 ลบ.ม/วินาที เสร็จ พ.ศ. 25442 ปัจจุบันกำลังดำเนินการก่อสร้างคลองระบายน้ำสายต่าง ๆ พร้อมอาคารประกอบและระบบส่งน้ำจะแล้วเสร็จ พ.ศ. 2547 ซึ่งจะสามารถแยกพื้นที่น้ำจืด-น้ำเค็มได้อย่างชัดเจน  ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 521,500 ไร่ ได้รับพระราชทานนามจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า " ประตูระบายน้ำอุทกวิภาชประสิทธิ์ "  หมายความว่าประตูน้ำที่ให้ประสบความสำเร็จในการแยกน้ำ เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2542


62. เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทเขื่อนดินสร้างกั้นแม่น้ำป่าสักที่ อ.พัฒนานิคม จ.ลพบุรี และ อ.วังท่าม่วง จ, สระบุรี สูง 31.50 ม. สันเขื่อนยาว 4,860 ม. เก็บกักน้ำได้สูงสุด 960 ล้านลบ.ม. เพื่อส่งน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 2,315,000 ไร่ รวมทั้งการบรรเทาอุทกภัย พระบามสมเด็จพระราชดำเนินทรงเปิดเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2542


61. เขื่อนทดน้ำบางปะกง

เขื่อนทดน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กที่สร้างกั้นแม่น้ำบางปะกงที่ อ.เมืองฉะเชิงเทรา จ. ฉะเชิงเทรา มีช่องระบายน้ำกว้าง 30 ม. 5 ช่อง เสร็จ พ.ศ.2542 พร้อมติดตั้งสถานีสูบน้ำและเครื่องสูบน้ำไฟฟ้า เพื่อส่งน้ำช่วยพื้นที่ในเขตโครงการประมาณ 92,000  ไร่


60. โครงการปรับปรุงปากแม่น้ำโก-ลก

โครงการความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทย รัฐบาลมาเลเชีย เป็นงานก่อสร้างคันกั้นเคลื่อนและคันป้องกันตลิ่งและการก่อสร้างรอป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง เสร็จ พ.ศ. 2542 เพื่อกำหนดแนวพรมแดนระหว่างไทย-มาเลยเซียให้ชัดเจนและลดการกัดเซาะชายฝั่ง พร้อมสามารถบรรเทาอุทกภัยในเขตพื้นที่ได้อีกด้วย


59. เขื่อนแม่กวงอุดมธารา

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทเขื่อนดินสร้างกั้นลำน้ำแม่กวงที่ อ.ดอยสะเก็ด จ. เชียงใหม่ สูง 73 ม. สันเขื่อนยาว 610 ม. เก็บกักน้ำได้ 163 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2536 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะผปลูกในเขตโครงการประมาณ 175,000 ไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิทรงเปิดเขื่อนเมื่อ วันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2540


58. ประตูระบายน้ำบางนราตอนบน

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประเภทประตูระบายน้ำสร้างกั้นแม่น้ำบางนราที่ อ.เมืองนราธิวาส จ.นราธิวาส มีช่องระบายน้ำกว้าง 20 เมตร 6 ช่อง ระบายน้ำได้สูงสุด 1,910 ลบ.ม./วินาที เสร็จ พ.ศ. 2533 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 62,380 ไร่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดประตูระบายน้ำเมื่อ วันที่ 28 กันยายน 2533


57. เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำระประเภทเขื่อนดินแกนดินเหนียวสร้างกั้นลำน้ำแม่งัดที่ อ. แม่แตง จ. เชียงใหไม่ สูง 59 ม. สันเขื่อนยาว 1,950 ม. เก็บกักน้ำได้ 265 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2528 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 188,000 ไร่ และยังสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 9,000 กิโลวัตต์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสร็จพระราชดำเนินทรนงเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2529


56. โครงการดอกกราย-มาบตาพุด

โครงการวางท่อส่งน้ำขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.35 ม. ยาวประมาณ 26 กม จากอ่างเก็บน้ำดอกทราย อ. ปลวกแดง จ. ระยอง ไปใช้ในบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง เสร็จ พ.ศ. 2527 เพื่อนำน้ำไปใช้ประโยชน์ในนิคมอุตสาหกรรม


55. โครงการมูโนะ

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริประเภทคลองระบายน้ำ ตั้งอยู่ที่ อ. ตากใบ จ.นราธิวาส เพื่อประโยชน์ด้านป้องกันอุทกภัย  ระบายน้ำและการชลประทาน เสร็จ พ.ศ. 2527 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 100,000ไร่


54. เขื่อนนเรศวร

เขื่อนทดน้ำที่สร้างกั้นแม่น้ำน่านที่ อ.พรหม จ.พิษณุโลก มีช่องระบายร้ำกว้าง 12.50 ม. เสร็จ พ.ศ. 2523 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 753,350 ไร่


53. เขื่อนปัตตานี

เขื่อนทดน้ำคอนกรีตแห่งแรกที่มีอ่างเก็บน้ำเหนือเขื่อนสร้างกั้นแม่น้ำปัตตานีที่ อ. เมืองยะลา จ. ยะลา มีช่องระบายน้ำกว้าง 6 ม. 6 ช่อง เสร็จ พ.ศ. 2523 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 275,800 ไร่


52. เขื่อนกระเสียว

เขื่อนดินลูกรังปนดินเหนียวแห่งแรกของประเทศไทยสร้างกั้นลำห้วยกระเสียวที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี สูง 32.50 ม. สันเขื่อนยาว 4,250 ม. เก็บกักน้ำได้ 240 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2523 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 130,000 ไร่


51. เขื่อนปราณบุรี

เขื่อนดินที่สร้างกั้นแม่น้ำปราณบุรี ที่ อ. ปราณบุรี จ. ประจวบคีรีขันธ์สูง 42 ม. สันเขื่อนยาว 1,500 ม. เก็บกักน้ำได้ 45 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2521 ช่วยเหลืองพื้นที่เพาะปลูกได้ประมาณ 220,000 ไร่ ปัจจุบันส่งน้ำดิบมาช่วยเหลือการประปาในเขต อ.หัวหิน จ. ประจวบคีรีขันธ์


50. อ่างเก็บน้ำบางพระ

เขื่อนดินที่สร้างกั้นห้วยใหญ่ ที่ อ. ศรีราชา จ.ชลบุรี สูง14 ม. สันเขื่อนยาว 1,400 ม. เก็บกักน้ำได้ 22 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2502  ต่อมาได้ขยายให้เก็บน้ำได้มากขึ้น  โดยตัวเขื่อนสูง 24 ม. สัรนเขื่อนยาว 1,720 ม. เก็บกักน้ำ 110 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ.2518 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกประมาณ 8,500 ไร่ และเพื่อประโยชน์สำหรับอุปโภคบริโภคและอุตวาหกรรม


49. เขื่อนน้ำอูน

เขื่อนดินที่สร้างกั้นลำน้ำอูนที่ จ.สกลนคร สูง 29.50 ม. สันเขื่อนยาว 3,300 ม. เก็บกักน้ำได้ 520 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2517 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 185,800 ไร่


48. ฝายแม่ยม

ฝายที่ยาวที่สุดในประเทศไทยสร้างกั้นลำน้ำยมที่ อ.สอง จ.แพร่ สูง 7.50 ม. เสร็จ พ.ศ. 2516 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกได้ 224,000 ไร่ ปัจจุบันได้ติดตั้งฝายยางบนสันฝายเดิม สูง 1 ม. เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งน้ำให้ดียิ่งขึ้น


47. เขื่อนสิริกิติ์

เขื่อนดินถมบดอัดแน่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย  สร้างกั้นแม่น้ำน่านที่ อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์สูง 113.6 ม. สันเขื่อนยาว 810 ม. เสร็จ พ.ศ. 2515 เก็บกักน้ำได้ 9,510 ล้าน ลบ.ม. ผลิตกระแสไฟฟ้าได้375,000 กิโลวัตต์ น้ำที่ผ่านการผลิตกระแสไฟฟ้าแล้วจะปล่อยลงมาใช้เพื่อการชลประทานในเขตโครงการได้ 7.5 ล้านไร่ สร้างโดยกรมชลประทานปัจจุบันได้โอนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว


46. เขื่อนเม่กลอง

เขื่อนทดน้ำสร้างกั้นน้ำแม่ม้ำแม่กลอง ที่ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี มีช่องระบายน้ำ 12.50 ม. 8 ช่อง เสร็จ พ.ศ. 2513 เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 2,622,000 ไร่ ชื่อเดิม " เขื่อนวชิราลงกรณ์" ปัจจุบันได้รับพรชานทานนามใหม่จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า " เขื่อนแม่กลอง " เมื่อวันที่ 13 กรกฏาคม 2544


45. เขื่อนลำตะคอง

เขื่อนดินที่สร้างกั้นลำตะคองที่ อ. สีคิ้ว จ.นครราชสีมา สูง 40.30 ม. สันเขื่อนยาว 521 ม. เก็บกักัน้ำได้ 324 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2512 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 127,540 ไร่


44. เขื่อนลำปาว

เขื่อนดินที่ยาวที่สุดในประเทศไทยสร้างกั้นลำปาวและห้วยยางที่ อ.สหัสขันธ์เมือง-ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์ สูง 33 ม. สันเขื่อนยาว 7,800 ม เก็บกักน้ำได้ 1,430 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2511 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ314.300 ไร่


43. เขื่อนแก่งกระจาน

เขื่อนดินที่สร้างกั้นแม่น้ำเพชรบุรี ที่อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี สูง 58 ม. สันเขื่อนยาว 760 ม. เก็บกักน้ำได้ 710 ล้าน ลบ.ม. เสร็จ พ.ศ. 2509 ช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตครงการได้ประมาณ 336,000 ไร่และสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้19,000 กิโลวัตต์


42. เขื่อนภูมิพล

เขื่อนเก็บกักน้ำคอนกรีตรูปโค้งขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่อ . สามเงา จ. ตาก สูง 154 ม. สันเขื่อนยาว 486 ม. เสร็จ พ.ศ. 2507 เก็บกักน้ำได้ 13,462 ล้าน ลบ.ม. ผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 2,000 ล้านกิโลวัตต์/ชม.ต่อปี น้ำที่ผ่านกระแสไฟฟ้าแล้วจะปล่อยลงมาใช้เพื่อการชลประทาน ในเขตโครงการเจ้าพระยาใหญ่ประมาณ 7.5 ล้าน ไร่ ก่อสร้างโดยกรมชลประทานปัจจุบันได้โอนให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยแล้ว


41. ฝายสินธุกิจปรีชา

ฝายแฟห่งแรกที่สร้างขึ้นในภาคเหนือเป็นฝายหินก่อสร้างกั้นแม่น้ำปิงที่ อ. แม่แตง จ. เชียงใหม่ สูง 3.10 เมตร สันฝายยาว 89.30 เมตร เสร็จ พ.ศ. 2479 เพื่อช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกในเขตโครงการประมาณ 70,000 ไร่


40. เขื่อนพระราม 6

เขื่อนทดน้ำแห่งแรกในประเทศไทย  สร้างกั้นเม่น้ำป่าสัก ที่อำเภอท่าเรือ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ช่องระบบน้ำกว้าง 12.50 เมตร 6 ช่องก่อสร้างเสร็จ พ.ศ. 2476 เพื่อจัดหาน้ำช่วยเหลือพื้นที่เพาะปลูกบริเวณทุ่งรังสิตและบริเวณใกล้เคียง ประมาณ 680,000 ไร่


39. คลองรังสิต

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีการขุดคลองรังสิต โดยบริษัทขุดคลองแลคูนาสยามื เมื่อ พ.ศ. 2433 วัตถุประสงค์เพื่อกสิกรรม การอุปโภค บริโภค และคมนาคมสำหรับราษฏร ในบริเวณทุ่งรังสิต


38. โครางการเขื่อนแควน้อยอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ตั้งอยู่ที่บ้านเขาหินลาด  ตำบลคันโช้ง อำเภอวัดโบสถ์  จัหวัดพิษณุโลก เป็นอ่างเก็บน้ำอเนกประสงค์ขนาดใหญ่ เก็บกักน้ำได้ 769 ล้านลูกบาศก์เมตร ประกอบด้วย 3 เขื่อนติดต่อกันได้แก่ เขื่อนแควน้อย ลักษณะเป็น เขื่อนหิวทิ้งดาดคอนกรีตสูง 75 เมตร ยาว 681 เมตร เขื่อนสันตะเคียน ลักษณะเป็นเขื่อนหินทิ้งแกนดินเหนียวสูง 23 เมตร ยาว 667 เมตร เริ่มก่อสร้าง พ.ศ. 2546 กำหนดแล้วเสร็จ ในปี พ.ศ. 2554 เพื่อประโยชน์ให้แก่พื้นที่ชลประทานฝั่งซ่ายและขวาของแม่น้ำแควน้อยประมาณ 155,000 ไร่ การส่งเสริมการเพาะปลูกพืชฤดูแล้ง  โครงการชลประทานเจ้าพระยาใหญ่ ประมาณ 250,000 ไร่ การอุปโภคบริโภคและเป็นสถานท่องเที่ยว


37. โครงการเขื่อนคลองท่าด่าน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ตั้งอยู่ที่บ้านท่าดาน ตำบลหินตั้ง อำเภอเมือง จังหวัดนครนายกเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำโดยสร้างเป็นเขื่อนคอนกรีตบดอัดแน่น Zroller Compacted Concrete) ที่มีความยาวและปริมาตรRCC มากที่สุดในโลก เขื่อนหลักสูง 93 เมตร ยาว 1,500 เมตร เขื่อนรองสูง 85 เมตร เขื่อนดินปิดช่องเขาต่ำสูง 46 เมตร ยาว 350 เมตร สามารถเก็บกักน้ำได้ 224 ล้าน ลบ.ม  เพื่อแก้ไขและบรรเทาอุทกภัย และเป็นแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคของประชาชนในจังหวัดนครนายก  แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวคิดเป็นกว่าร้อยละ 40 ของพื้นที่จังหวัดและเป็นแหล่งท่องเที่ยวอีกด้วย


36. โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องทาจากพระราชดำริ

โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระรชดำริเกิดจากการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงห่วงใยความเดือดร้อนทุกข์ยากของราษฎร  เนื่องจากปัญหาน้ำเน่าเสีย  เป็นสาเหตุให้การประกอบอาชีพเกษตรกรรม  โดยเฉพาะการทำนาได้รับความเสียหาย จึงทรงได้พระราชทานพระราชดำริให้เร่งก่อสร้างประตูระบายร้ำอุทกวิภาชประสิทธ์ที่บ้านบางบี้ ตำบลหูล่อง อำเภอปากพนัง จังหวัด นครศรีธรรมราช เพื่อควบคุมระดับน้ำในแม่น้ำปากพนัง  แก้ไขปัญหาดินเปรี้ยวอันเนื่องจากสารไพไรด์ที่อยู่ใต้ดินป่าพรุ  การทำนาในพื้นที่เป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 358,200 ไร่ พื้นที่นาปรับขยายตัวเป็น 151,390 ไร่ในปี พ.ศ. 2544 และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นอีก การก่อสร้างเริ่มเมื่อ พ.ศ. 2538 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2542


35. โครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

ตั้งอยู่ที่ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี อำเภอวังม่วง จังหวัดสระบุรี เป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำ ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่าเป็นเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวสูง 36.50 เมตร ยาว4,860 เมตร  เก็บกักน้ำได้สูงสุด 960 ล้านลบ.ม. งบประมาณการก่อสร้าง 23,336 ล้านบาท เริ่มก่อสร้างงเมื่อ  2 ธันวาคม 2537 และเสร็จสมบูรณ์เมื่อเดือนกันยายน 2542 ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าเกิดประโยชน์มากมายหลายประการ เช่น การบรรเทาอุทกภัยในเขตจังหวัดลพบุรี สระบุรี รวมไปถึงกรุงเทพฯและปริมณฑลและเพื่อการเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคในพื้นที่สองฝั่งแม่น้ำป่าสักและการทำเกษตรกรรมในพื้นที่ชลประทานที่จะเกิดใหม่อีก 144,500 ไร่ด้วย


34. โครงการกิ่วคอหมา

ตั้งอยู่บริเวณบ้านห้วยสะเหน้า ตำบลปงคอน อำเภอเจ้ห่ม จังหวัดลำปางเป็นเขื่อนเก็บกักน้ำมีความจุ 141 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำเพื่อการชลประทานให้แก่พื้นที่เพาะปลูกประมาณ90,200 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเพาะพันธ์ปลาและแหล่งน้ำสำรองสำหรับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ การก่อสร้างจะเสร็จสมบูรณ์ ประมาณ พ.ศ. 2554


33. โครงการเขื่อนบางประกง

ตั้งอยู่ที่บริเวณบ้านไผ่เสวก ตำบลบางปแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรามีงักษณะเป็นเขื่อนทดน้ำ ควบคุมการปฏิบัติงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์สามารถชะลอน้ำเค็มไม่ให้รุกล้ำจากปากอ่าวเป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภค


32. โครงการอ่างเก็บน้ำประแสร์

ตั้งอยู่บริเวณบ้านแก่งหวาย หมู่ที่ 6 ตำบลชุมแสง อำเภอวังจันทร์ จังหวัดระยอง มีลักษณะเป็นเขื่อนดินทำหน้าที่เก็บกักน้ำ ความจุอ่างเก็บน้ำ 248 ล้าน ลบ.ม. ส่งน้ำเพื่อการชลประทานให้แก่พื้นที่เพาะปลูกประมาณ 137,000 ไร่ เป็นแหล่งน้ำเพื่อการเกษตรกรรมและอุปโภคบริโภคแหล่งน้ำดิบเพื่อการประปาบรรเทาอุทกภัยและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว


31. โครงการท่าแซะ

ตั้งอยู่ในเขตตำบลสองพี่น้อง อำเภอท่าแซะ จังหวัดชุมพรเป็นโครงการประเภทอ่างเก็บน้ำที่เป็นเขื่อนดิน มีขนาดความจุอ่าง 215.63 ล้านลบ.ม. ส่งน้ำเพื่อการชลประทานให้แก่พื้นที่เพาะปลูก 61,000ไร่ บรรเทาอุทกภัยให้แก่พื้นที่ตอนล่างของอ่างเก็บน้ำเป็นแหล่งน้ำดินเพื่อการประปาในเขตเมือง อำเภอท่าแซะ อำเภอปะทิว ผลักดันน้ำเค็มเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ปลาและเป็นสถานที่ท่องเที่ยว


30. การขออนุญาตให้จัดระเบียบเดินรถโดยสารประจะทางบนถนนชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่

2.  ผู้มีสิทธิ์ขอจัดระเบียบเดินรถโดยสารประจำทางบนถนนชลประทานได้แก่ อธิบดีกรมการขนส่งทางบกหรือประธานคณะกรรมการขนส่งทางบกประจำจังหวัด

3.  แผนผังและแผนที่แสดงส้นทางจัดระเบียบเดินรถโดยสาร


29. การขออนุญาติก่อสร้างวถนนเชื่อมและปรุบปรุงคันคลอง คันกั้นน้ำ และถนนชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญาต  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ ( กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอานของรัฐ หรือผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้างแผนผังบริเวณและผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ) พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน(ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท/ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้าพาณิชย์ พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต(ลงนามรับรอง)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงสนามรับรองพร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  สำเนาโฉนดที่ดินของผู้ขอ ณ บริเวณก่อสร้าง (ลงนามรับรองสำเนา) ถ้าติดจำนองบุคคลอื่น ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู่รับจำนอง


28. การขออนุญาตปักเสาและพาดสายไฟฟ้าและโทรศัพท์ในเขตชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญ  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ ( กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอานของรัฐ หรือผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้างแผนผังบริเวณและผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ) พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน(ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท/ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้าพาณิชย์ พร้อมประทับตราบริษัท)     

            -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต(ลงนามรับรอง)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงสนามรับรองพร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงสนามรับรองพร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงสนามรับรองพร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)


27. การขออนุญาติใช้น้ำดิบ ตั้งโรงสูบน้ำและวางท่อส่งน้ำดิบ

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญ  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ ( กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอานของรัฐ หรือผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้างแผนผังบริเวณและผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ) พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน(ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท/ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้าพาณิชย์ พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต(ลงนามรับรอง)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงสนามรับรองพร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  สำเนาโฉนดที่ดินบริเวณที่จะทำการก่อสร้างกรือที่ต้องการใช้น้ำของผู้ขออนุญาตท ถ้ามีการติดจำนองต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้รับจำนองด้วย

            -  ในกรณีฝังท่อผ่านที่ดินของบุคคลอื่น ต้องมีหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินดังกล่าวด้วย


26. การขออนุญาตฝังท่อและระบายน้ำ

1.  ยื่นคำร่องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญาต โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต  ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ (กระทรวง ทบวง กรม องคืการปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐ หรือผุ้ระบมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้างแผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำรร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจหรือผ้ำด้รับมอบอาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ) พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน (ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท/ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากรทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจติดอากรแสตป็ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัดพร้อมแบบอาคารควบคุมน้ำเสียตามมาตรฐานของกรมชลประทาน โดยวิศกรลงนามรับรอง พร้อมรายการคำนวณคุณภาพน้ำทิ้ง

            - สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองแบบ)

            -  สำเนาโฉนดที่ดินบริเวณที่ทำการขออนุญาตถ้ามีการติดจำนองต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้รับจำนองด้วย


25. การขออนุญาติวางท่อประปาในเขตชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ. 

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญ  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ ( กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม อง่ค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐ ผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณ และแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ ลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจหรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังงสือมอบอำนาจ)พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท / ห้างหหุ้นส่วน / เอกชน (ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท / ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาติ(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจ ต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาทพร้อมสำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มอบอำนาจและของผู้รับมอบอำนาจถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วนผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแลนการก่อสร้างแผนผังบริเวณและแผนรูปตัด โดยวิศวกรลงนามรับรอง พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)


24. การขออนุญาติก่อสร้างสะพานใหม่ในเขตทางน้ำชลประทาน

1.  ยื่อคำร้องตามแบบ ทร. 1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญาต  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ (กรทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกคอรองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐ หรือผู้รับมอบอำนาจ(มีนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด (หัวหน้าราชการ ลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(หนังสือมอบอำนาจ)พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าราชการ รัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

    2.3  บริษัท / ห้างหุ้นส่วน / เอกชน (ประชาชนทั่วไป)

           -  คำร้องขอของบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/เอกชน

           -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท / ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มี่อำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ พร้อมประทับตราบริษัท)

           -  สำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต(ลงนามรับรองสำเนา)

           -  ถ้ามีการมอบอำนาจต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้มอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัทห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจจะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

           -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงนามรับรอง พร้อมรายการคำนวณโครงสร้างและเอกสารประกอบการออกแบบสะพาน

           -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุมพร้อมสำเนาใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)


23. การขอนุญาติใช้ที่ดินราชพัสดุในความครอบครองของกรมชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.1 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

2.  หลักฐานประกอบการขออนุญ  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาต ดังนี้

     2.1  ส่วนราชการ ( กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐหรือองค์กรอื่นของรัฐ)

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทน กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐหรือผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการ ลงนามรับรองแบบ)

     2.2  รัฐวิสาหกิจ

            -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจ หรือ ผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)พร้อมทั้งติดอากรแสตป์ 30 บาท

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณ และแผนที่รูปตัด(หัวหน้าส่วนราชการรัฐวิสาหกิจ ลงนามรับรองแบบ)

     2.3  บริษัท / ห้างหุ้นส่วน/เอกชน (ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องขอของบริษัท / ห้างหุ้นส่วน / เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท/ห้างหุ้นส่วน (รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์ พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชน ,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต (ลงนามรับรองสำเนา)

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจ ต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจ จะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงนามรับรอง  พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา 

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจ ต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจ จะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงนามรับรอง  พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา

            -  ถ้ามีการมอบอำนาจ ต้องทำเป็นหนังสือมอบอำนาจ ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้าน ของผู้รับมอบอำนาจ ถ้าเป็นบริษัท ห้างหุ้นส่วน ผู้มีสิทธิลงนามในหนังสือมอบอำนาจ จะต้องเป็นกรรมการบริษัทที่มีอำนาจ ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด โดยวิศวกรลงนามรับรอง  พร้อมรายการคำนวณโครงสร้าง

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา


22. การขออนุญาติเช่าที่ราชพัสดุในความครอบครองของกรมชลประทาน

1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ทร.2,2-1,2-2  หรือ 2-3  ได้ที่โครงการชลประทานพื้นที่ที่ราชพัสดุนั้นตั้งอยู่

2.  หลักฐานประกอบการขอเช่าที่ราชพัสดุ โดยแยกตามประเภทคำร้องขอเช่า ดังนี้

     2.1  คำร้องขอเช่าที่ราชพัสดุ(ทร.2)กรณีขอเช่าใหม่

            -  สำเนาทะเบียนบ้านและสำเนาบัตรประจำตัวของผู้เช่า(รับรองสำเนาโดยเจ้าตัว)

            -  กรณีบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/ร้าน สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนบริษัท ห้างหุ้นส่วน (รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัท ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัทและสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับรอง)

            -  หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตป์ 30.00 บาท ในกรณีที่ผู้เช่ามอบอำนาจให้ตัวแทน ทำการแทนตน

            -  กรณีขอเช่าที่ดินราชพสดุเพื่อสร้างอาคารจะต้องแนบแบบแปลนแผนผังอาคาร จำนวน 3 ชุด โดยมีวิศวกรตามพระราชบัญญัติวิศวกร พ.ศ. 2542 ลงนามรับรองและสำเนาใบอนุญาติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม

     2.2  คำร้องขอต่ออายุสัญญาเช่าที่ราชพัสดุ(ทร. 2 - 2)

            -  สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวของผู้เช่า(รับรองสำเนาโดยเจ้าตัว)

            -  กรณีบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/ร้าน สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท ห้างหุ้นส่วน (รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัท ตามหนังสือของกรมทะเบียนการกระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัทและสำเนาบัตรประชาชน , สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับรอง)

            -  หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตป์ 30.00 บาท ในกรณีที่ผู้เช่ามอบอำนาจให้ตัวแทน ทำการแทน

            -  สำเนาคู่ฉบับสัญญาเช่าและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเช่าคั้งสุดท้าย

     2.3  คำร้องขอโอนสิทธิการเช่าที่ราชพัสดุ(ทร.2-1)

 -  สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวของผู้ขอโอนและผู้รับโอน(รับรองสำเนาโดยเจ้าตัว)

-กรณีบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/ร้าน สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท ห้างหุ้นส่วน (รับรองสำเนาโดยกรรมการ บริษัท ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัทและสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับรอง)

-  สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์อาคารที่ปลูกในที่เช่า(รับรองสำเนา)หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตป์ 30.00 บาท 

ในกรณีที่ผู้ขอโอนหรือผู้รับโอนมอบให้ตัวแทนทำการแทนตน

-  สำเนาคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดก ในกรณีขอเช่าต่อจากเจ้ามรดก(รับรองสำเนา)

-  สำเนาคู่ฉบับสัญญาเช่าและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเช่าครั้งสุดท้าย

     2.4  คำร้องวขอเช่าที่ราชพัสดุแทนผู้เช่า/ที่ถึงแก่กรรม (ทร. 2-3)

            -  สำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประจำตัวประชาชนของผู้อื่น(รับรองสำเนาโดยเจ้าตัว)

            -  กรณีบริษัท/ห้างหุ้นส่วน/ร้าน สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียน บริษัท ห้างหุ้นส่วน (รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัท ตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัทและสำเนาบัตรประชาชน,สำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับรอง)

            -  หนังสือมอบอำนาจที่ติดอากรแสตป์ 30.00 ในกรณีที่ผู้ยื่นมอบให้ตัวแทนทำการแทนตน

            -  สำเนาคำสั่งศาลตั้งผู้จัดการมรดดก(รับรองสำเนา)

            -  สำเนาใบมรณะบัตร (รับรองสำเนา)

            -  สำเนาหลักฐานแสดงการเป็นทายาทโดยธรรม(รับรองสำเนา)

            -  สำเนาหลักฐานการจดทะเบียนกรรมสิทธิ์อาคารที่ปลูกในที่เช่า(รับรองสำเนา)

            -  บันทึกคำยินยอมทายาทอื่น ๆ หรือสำเนาคำสั่งศาล(รับรองสำเนา)

            -  สำเนาคู่ฉบับสัญญาเช่าและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเช่าครั้งสุดท้าย

            -  สำเนาคู่ฉบับสัญญาเช่าและสำเนาใบเสร็จรับเงินค่าเช่าครั้งสุดท้าย


21. การขอต่ออายุหนังสืออนุญาติใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน

หลักฐานเอกสารประกอบการขอต่ออายุหนังสืออนุญาตในกรณีไม่มีการเปลี่ยนแปลงการขออนุญาติใด ๆ

   1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ผย.33 ได้ที่โคครงการชลประทานในพื้นที่

   2.  สำเนาหนังสืออนุญาติฉบับเดิม

   3.  สำเนาบัตรข้าราชการหรือสำเนาบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจ  หรือสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน(ลงนามรับรองสำเนา)

   4.  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัท,ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัท)


20. การอนุญาติใช้น้ำจากทางน้ำชลประทาน

   1.  ยื่นคำร้องตามแบบ ผย.33 ได้ที่โครงการชลประทานในพื้นที่หรือทางไปรษณีย์ตอบรับ

   2.  หลักฐานประกอบการขออนุญาติ  โดยแยกตามประเภทผู้ขออนุญาติ ดังนี้

        2.1  ส่วนราชการ(กระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ หรือองค์กรอื่นของรัฐ

                -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนกระทรวง ทบวง กรม องค์การปกครองท้องถิ่น หน่วยงานของรัฐ องค์กรอื่นของรัฐ หรือ ผู้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)

                -  สำเนาบัตรข้าราชการหรือสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน (ลงนามรับรองสำเนา)

               -  แบบแปลนการก่อสร้าง , แผนผังบริเวณและแผนที่รูปาตัด แสดงการวางท่อสูบน้ำและจุดติดมาตรวัดน้ำ จำนวน 6 ชุด (หัวหน้าส่วนราชการลงนามรับรองแบบ)

        2.2  รัฐวิสาหกิจ

               -  คำร้องลงนามโดยผู้แทนรัฐวิสาหกิจหรือผู้ได้รับมอบอำนาจ(มีหนังสือมอบอำนาจ)  ติดอากรแสตมป์ 30 บาท

               -  สำเนาบัตรพนักงานรัฐวิสาหกิจหรือสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบีนยบ้าน(ลงนามรับรองสำเนา)

               -  แบบแปลนการก่อสร้าง , แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด  แสดงการวางท่อสูบน้ำและจุดติดมาตรวัดน้ำ จำนวน 6 ชุด (หัวหน้าส่วนรัฐวิสาหกิจลงนามรับรองแบบ)

         2.3 บริษัท , ห้างหุ้นส่วน , เอกชน (ประชาชนทั่วไป)

            -  คำร้องของบริษัท , ห้างหุ้นส่วน , เอกชน

            -  สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนของบริษัท,ห้างหุ้นส่วน(รับรองสำเนาโดยกรรมการบริษัทตามหนังสือของกรมทะเบียนการค้ากระทรวงพาณิชย์พร้อมประทับตราบริษัท)

            -  สำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้าน(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  หนังสือมอบอำนาจ(กรณีมอบอำนาจ)  ติดอากรแสตป์ 30 บาท พร้อมสำเนาบัตรประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้รับมอบอำนาจ(ลงนามรับรองสำเนา)

            -  แบบแปลนการก่อสร้าง,แผนผังบริเวณและแผนที่รูปตัด  แสดงการวางท่อและจุดติดมาตรวัดน้ำ จำนวน 6 ชุด (วิศวกรลงนามรับรองแบบ)

            -  สำเนาหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพวิศกรรมควบคุม  พรน้อมใบอนุญาตเป็นผู้ประกอบวิชาชีพวิศวกรรมควบคุม(ลงนามรับรองสำเนา)


19. มาตรการการแก้ไขปัญหาภัยแล้ง

มาตรการการป้องกันปัญหาภัยแล้งประกอบด้วย

   1.  มาตรการที่ไม่ใช้สิ่งด่อสร้างได้แก่การกำหนดมาตรการบริหารจัดการในการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับโครงการ อ่างเก็บน้ำ ฝายทุกประเภทกำหนดเขตพืชเศรษฐกิจกำหนดระยะยาวสำหรับการใช้น้ำเพื่อการเกษตรภายใต้ภาวะที่น้ำเริ่มเป็นทรัพยากรที่หายากขาดแคลน แบ่งปันการใช้ประโยชน์ประสานงานด้านการบริการจัดการและพัฒนาทรัพยากรในลักษณะลุ่มน้ำรวมทั้งทบทวนระบบการตรวจวัดจัดเก็บข้อมูลที่มีอยู่ในปัจจุบัน

   2.  มาตรการการใช้สิ่งก่อสร้าง การสร้างอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และขนาดกลางในพื้นที่ตอนบนของลุ่มน้ำการก่อสร้างระบบส่งน้ำและกระจายน้ำไปยังพื้นที่ที่ได้รับความเดือดร้อน การสร้างอ่างเก็บน้ำหรือฝายขนาดเล็กสำหรับหมู่บ้าน การสร้างสถานีสูบน้ำ การปรับปรุง อาคารชลประทานต่าง ๆ และการขุดคลองและกำจัดวัชพืชเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำ เป็นต้น


18. ศูนย์ความปลอดภัยเขื่อน

ศูนย์ความปลอดภัยเขื่อนเป็นหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นศูนย์อำนวยการติดตามพฤติกรรมของเขื่อนและปฏิบัติงานด้านความปลอดภัยของเขื่อนในความรับผิดชอบกรมชลประทาน


17. ระบบโทรมาตร

ระบบโทรมาตรหมายถึงระบบตรวจวัดและรับ-ส่งข้อมูลทางไกล ณ เวลาจริงและแบบอัตโนมัติ ผ่านทางสื่อต่าง ๆ เช่น คลื่นวิทยุ คลื่นไมโครเวฟหรือระบบสายนำสัญญาณเข้าสู่สถานีหลักที่อยู่ปลายทาง  เพื่อนำข้อมูลด้านอุทกวิทยาได้แก่ ข้อมูลปริมาณน้ำฝน ข้อมูลระดับน้ำ  ปริมาณน้ำ คุณภาพน้ำ มาแสดงจัดเก็บรวบรวมและประยุกต์ใช้งานด้านอื่น ๆ ต่อไปอันได้แก่  การพยากรณ์และเฝ้าระวังสถานการณ์น้ำท่วม โครงการชลประทานที่ได้มีการติดตั้งระบบโทรมาตรได้แก่ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการพัฒนาลุ่มน้ำปากพนังอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการจันทบุรี ป็นต้น


16. ปัจจัยสาเหตุความเสียหายถึงขั้นพังทลายของเขื่อน

สาเหตุความเสียหายถึงขั้นพังทลายของเขื่อนมีปัจจัยที่สำคัญดังนี้

   1.  ปัญหาที่ฐานรากเขื่อนได้แก่  การทรุดตัวที่ไม่เท่ากันการเลื่อนตัว แรงดันน้ำในมวลดินขึ้นสูงกว่าปกติ การรั่วซึมหรือรอยแยกเป็นต้น

   2.  ปัญหาการรั่วซึมของน้ำผ่านตัวเขื่อนหรือฐานรากเขื่อนโดนเฉพาะอย่างยิ่งเขื่อนดินหรือเขื่อนชนิดหินทิ้ง

   3.  ปัญหาจากการกัดเซาะ

   4.  ปัญหาจากการเคลื่อนตัวของเขื่อน

   5.  ปัญหาของอาคารระบายน้ำล้นและอาคารระบายน้ำ

   6.  ปัญหาที่อ่างเก็บน้ำ

   7.  ปัญหาจากการเกิดแผ่นดินไหว


15. การให้น้ำชลประทานแก่พืช

การให้น้ำชลประทานแก่พืชหมายถึงการให้น้ำจากระบบแจกจ่ายน้ำของโครงการชลประทานแก่พืชที่แปลงเพาะปลูกด้วยวิธีการที่เหมาะสม เพื่อให้มีจำนวนเพียงพอตามที่พืชต้องการ


14. การจัดการน้ำชลประทาน

การจัดการาน้ำชลประทานหมายถึงการดำเนินการเกี่ยวกับน้ำชลประทานที่โครงการชลประทานที่มีอยู่ทั้งหมด  ให้มีการนำไปใช้จนเป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกให้มากที่สุดและถ้าพื้นที่มีน้ำมากเกินความต้องการต้องมีระบาย่น้ำทิ้งตามความเหมาะสม


13. น้ำชลประทาน

น้ำชลประทานหมายถึงน้ำที่ได้รับจากกิจการหรือโครงการชลประทานซึ่งจะนำมาใช้เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูก


12. คลองส่งน้ำ

คลองส่งน้ำเป็นทางน้ำสำหรับนำน้ำจากแหล่งน้ำซึ่งเป็นต้นน้ำของโครงการชลประทานไปยังพื้นที่เพาะปลูก


11. อาคารประกอบของเขื่อนเก็บกักน้ำ

อาคารประกอบของเขื่อนเก็บกักน้ำประกอบด้วยอาคารต่าง ๆ ดังนี้

   1.  อาคารระบายน้ำล้น  เพื่อใช้ควบคุมระดับน้ำในอ่างไม่ให้สูงล้นข้ามสันเขื่อน

   2.  ท่อปากคลองส่งน้ำ

   3.  ท่อระบายน้ำลงลำน้ำท้ายเขื่อน จะระบายน้ำที่นอกเหนือจากท่อปากคลองส่งน้ำเพื่อระบายน้ำลงสู่ลำน้ำหรือเพื่อการผลิตไฟฟ้า


10. เขื่อนเก็บกักน้ำ

เขื่อนเก็บกักน้ำเป็นเขื่อนที่สร้างปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติระหว่างหุบเขาหรือเนินสูงเพื่อกักกั้นน้ำที่ไหลมามากในฤดูฝนไว้ทางด้านเหนือเขื่อนเกิดเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดต่าง ๆ น้ำที่เก็บเอาไว้จะนำออกมาทางอาคารที่ตัวเขื่อนได้ทุกเวลาตามที่ต้องการซึ่งอาจไหลไปตามลำน้ำหรือส่งเข้าคลองส่งน้ำ


9. อาคารประกอบของเขื่อนทดน้ำ

   1.  ประตูหรือท่อปากคลองส่งน้ำ คือ อาคารสำหรับควบคุมปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าคลองส่งน้ำตามที่ต้องการ

   2.  ประตูระบายทรายจะสร้างควบคู่กับเข่อนทดน้ำประเภทฝายโดยมีช่องระบายน้ำลึกลงจนถึงระดับท้องน้ำธรรมชาติสำหรับระบายน้ำตะกอนทรายที่บริเวณหน้าประตูหรือท่อปากคลองส่งน้ำ

   3.  บันไดปลาเป็นร่องน้ำขนาดเล็กที่สร้างบริเวณปลายฝายหรือเขื่อนระบายน้ำด้านใดด้านหนึ่งมีลักษณะเป็นบ่อขังน้ำที่มีความลาดเอียงและเป็นขันบันไดเพื่อให้ปลาสามารถว่ายทวนน้ำจากด้านฝายไต่บันไดที่มีน้ำไหลตลอดเวลาขึ้นไปทางด้านหน้า

   4.  ประตูเรือแพสัญจร


8. เขื่อนระบายน้ำ

เขื่อนระบายน้ำคืออาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่สร้างปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติเพื่อทำหน้าที่ทดน้ำที่ไหลมาตามลำน้ำให้มีระดับสูงจนสามารถไหลเข้าสู่คลองส่งน้ำตามปริมาณที่ต้องการ  แต่จะระบายน้ำผ่านเขื่อนไปได้ตามปริมาณที่กำหนด


7. ฝาย

ฝายคืออาคารหรือสิ่งก่อสร้างที่สร้างปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติเพื่อทำหน้าที่ทดน้ำที่ไหลมาตามลำน้ำให้มีระดับสูงจนสามารถไหลเข้าสู่คลองส่งน้ำตามปริมาณที่ต้องการ น้ำที่เหลือจะไหลล้นข้ามสันฝายไป


6. เขื่อนทดน้ำ

เขื่อนทดน้ำเป็นอาคารที่สร้างปิดกั้นลำน้ำธรรมชาติที่บริเวณต้นน้ำของโครงการชลประทาน เพื่อทดน้ำให้มีระดับสูงจนสามารถส่งไปตามคลองส่งน้ำสู้พื้นที่เพาะปลูกได้ด้วยแรงโน้มถ่วงของโลก  ได้แก่ ฝาย เขื่อนระบายน้ำ


5. การวางโครงการชลประทาน

การวางโครงการชลประทานหมายถึงการศึกษาและวิเคราะห์ด้านการเกษตร วิศวกรรม  สังคม  เศรษฐกิจ และสภาวะแวดล้อม  เพื่อนำทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่มาใช้อย่างฉลาดและระมัดระวัง  โดยมีการวางแผนงานและการดำเนินงานที่ต่อเนื่อง


4. องค์ประกอบของโครงการชลประทาน

   1.  พื้นที่ดินหรือพื้นที่เพาะปลูกที่จะได้ประโยชน์จากกรมชลประทาน

   2.  วิธีการปลูกพืชและพืชที่ปลูก

   3.  แหล่งน้ำธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้งานได้

   4.  หัวงานอันหมายถึงกิจกรรมหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดซึ่งสร้างไว่ที่แหล่งน้ำอันเป็นต้นน้ำของโครงการชลประทาน

   5.  ระบบส่งน้ำประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างลักษณะต่าง ๆ ตามประเภทของหัวงาน


3. ความหมายของโครงการชลประทาน

โครงการชลประทานหมายถึงกิจกรรมที่จัดทำขึ้นเพื่อนำน้ำไปใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อการเพาะปลูกในพื้นที่เป้าหมายที่กำหนด


2. วิวัฒนากสนของการชลประทานในประเทศไทย

     คนไทยภาคเหนือรู้จักวิธีการทำการชลประทานมานานประมาณ 700 ปี มาแล้วโดย่จากหลักฐานการพบร่องรอยของคลองส่งน้ำเก่าสายหนึ่งยาวประมาณ 34 กิโลเมตรในเขตอำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ เชื่อว่าสร้างในสมัยพระเจ้าเม็งรายมหาราช

     ในสมัยสุโขทัยพบหลักฐานการควบคุมน้ำโดยการสร้างทำนบดินตามที่ลาดเชิงเขา  เพื่อเปี่ยงเบนน้ำไหลลงมาตามร่องน้ำไปยังส่วนต่าง ๆ ของาตัวเมือง เช่นระบายน้ำให้ไหลลงในคูเมืองและสระน้ำที่เรียกว่า " ตระพัง " ทำนบดินแห่งหนึ่งเชื่อว่าตรงกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า "สรีดภงส์" กรมชลประทานได้ปรับปรุงทำนบแห่งนี้มาใช้ประโยชน์เรียกว่า " อ่างเก็บน้ำพ่อขุนราม่คำแหง หรือ " อ่างเก็บน้ำสรีดภงส์" 

     สมัยอยุธยาสภาพแหล่งน้ำมีความอุดมสมบูรณ์การพัฒนาแหล่งน้ำจึงมุ่งเน้นด้านขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการป้องกันข้าศึก  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สร้างอ่างเก็บน้ำ " ห้วยซับเหล็ก " และวางท่อส่งน้ำซึ่งเป็นวิทยาการจากยุโรปนำน้ำมาใช้ในพระรชวัง

     ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนขุดคลองรังสิตและขุดลอกคลองต่าง ๆ บริเวณภาคกลางตอนล่าง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง "กรมคลอง"

     ในสมัยสุโขทัยพบหลักฐานการควบคุมน้ำโดยการสร้างทำนบดินตามที่ลาดเชิงเขา  เพื่อเปี่ยงเบนน้ำไหลลงมาตามร่องน้ำไปยังส่วนต่าง ๆ ของาตัวเมือง เช่นระบายน้ำให้ไหลลงในคูเมืองและสระน้ำที่เรียกว่า " ตระพัง " ทำนบดินแห่งหนึ่งเชื่อว่าตรงกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า "สรีดภงส์" กรมชลประทานได้ปรับปรุงทำนบแห่งนี้มาใช้ประโยชน์เรียกว่า " อ่างเก็บน้ำพ่อขุนราม่คำแหง หรือ " อ่างเก็บน้ำสรีดภงส์"

     สมัยอยุธยาสภาพแหล่งน้ำมีความอุดมสมบูรณ์การพัฒนาแหล่งน้ำจึงมุ่งเน้นด้านขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการป้องกันข้าศึก  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สร้างอ่างเก็บน้ำ " ห้วยซับเหล็ก " และวางท่อส่งน้ำซึ่งเป็นวิทยาการจากยุโรปนำน้ำมาใช้ในพระรชวัง

     ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนขุดคลองรังสิตและขุดลอกคลองต่าง ๆ บริเวณภาคกลางตอนล่าง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง "กรมคลอง"

     ในสมัยสุโขทัยพบหลักฐานการควบคุมน้ำโดยการสร้างทำนบดินตามที่ลาดเชิงเขา  เพื่อเปี่ยงเบนน้ำไหลลงมาตามร่องน้ำไปยังส่วนต่าง ๆ ของาตัวเมือง เช่นระบายน้ำให้ไหลลงในคูเมืองและสระน้ำที่เรียกว่า " ตระพัง " ทำนบดินแห่งหนึ่งเชื่อว่าตรงกับที่ปรากฏในศิลาจารึกหลักที่ 1 ว่า "สรีดภงส์" กรมชลประทานได้ปรับปรุงทำนบแห่งนี้มาใช้ประโยชน์เรียกว่า " อ่างเก็บน้ำพ่อขุนราม่คำแหง หรือ " อ่างเก็บน้ำสรีดภงส์"

     สมัยอยุธยาสภาพแหล่งน้ำมีความอุดมสมบูรณ์การพัฒนาแหล่งน้ำจึงมุ่งเน้นด้านขุดคลองเพื่อการคมนาคมและการป้องกันข้าศึก  ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้สร้างอ่างเก็บน้ำ " ห้วยซับเหล็ก " และวางท่อส่งน้ำซึ่งเป็นวิทยาการจากยุโรปนำน้ำมาใช้ในพระรชวัง

     ในสมัยรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ได้มีการนขุดคลองรังสิตและขุดลอกคลองต่าง ๆ บริเวณภาคกลางตอนล่าง และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตั้ง "กรมคลอง" เพื่อให้รับผิดชอบกรมชลประทาน

     ในสมัยรัชกาลที่ 6 ได้มีการก่อสร้างโครงการชลประทานขนาดต่าง ๆ เช่นโครงการชลประทานป่าสักใต้ จังหวัดพระนครศรีอยุธยาสร้างเขื่อนพระรามหกซึ่งเป็นเขื่นทดน้ำขนาดใหญ่แห่งแรกของประเทศไทย และก่อตั้ง "กรมทดน้ำ" ขึ้นแทน " กรมคลอง " ต่อมาในสมัยรัชกาลที่7 ได้เปลี่ยนชื่อเป็น "กรมชลประทาน"


1. ความหมายของกรมชลประทาน

กรมชลประทานหมายถึงการให้น้ำแก่พืชเพื่อช่วยได้รับน้ำเพียงพอกับความต้องการ


Directory >>  เว็บท่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ >FAQ >กรมชลประทาน